โตโยต้า โคสเตอร์ ใหม่ บุกตลาดมินิบัส ราคา 2,175,000 บาท ดีเซล 2.8 ลิตร นำเข้าทั้งคันจากญี่ปุ่น ไขปริศนาทำไมไม่ไฮบริดหรืออีวี

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม รายงานข่าวจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แจ้งว่า โตโยต้า แนะนำ รถโดยสารอเนกประสงค์รุ่น โคสเตอร์ (COASTER) ใหม่ ราคา 2,175,000 บาท เน้นออกแบบห้องโดยสารกว้างขวาง ระบบมาตรฐานความปลอดภัย และสมรรถนะเครื่องยนต์ ประหยัดน้ำมัน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เป็นรถประกอบและนำเข้าจากญี่ปุ่น ได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจและหน่วยงานด้านการขนส่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่อเสียงด้านความทนทาน ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ทำให้ Coaster เป็นหนึ่งในรถโดยสารขนาดเล็กหรือ มินิบัส ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ประกอบการ โรงแรม รีสอร์ต สถานศึกษา รวมถึงองค์กรภาครัฐและเอกชน

โตโยต้า โคสเตอร์ (Toyota Coaster) เปิดตัวระดับโลก พ.ศ. 2506 เริ่มต้นพัฒนาในชื่อรถ “Toyota Light Bus” เพื่อรองรับผู้โดยสารประมาณ 25 ที่นั่ง พ.ศ. 2512 ปรับโฉมใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น “Toyota Coaster” อย่างเป็นทางการ (เจเนอเรชันที่ 1) พ.ศ. 2525 เปิดตัว เจเนอเรชันที่ 2 พ.ศ. 2536 เปิดตัว เจเนอเรชันที่ 3 พ.ศ. 2560 เปิดตัว เจเนอเรชันที่ 4 เป็นโฉมปัจจุบันทำตลาดอยู่ ทำยอดขายสะสมทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 550,000 คัน

การเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โตโยต้า ประเทศไทย นำเข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรก วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562 เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูป (CBU) จากประเทศญี่ปุ่น เป้าหมายเพื่อตอบรับนโยบายของภาครัฐในขณะนั้น ผลักดันให้เปลี่ยนรถตู้โดยสารสาธารณะมีอายุการใช้งานเกินกำหนด ให้มาใช้รถมินิบัสมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่า แต่ช่วงปี พ.ศ.2567 การทำตลาดเงียบหายไปชั่วคราว ก่อนจะอัปเกรดและส่งรุ่นปรับปรุงใหม่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มาตรฐาน Euro 5 กลับมาเปิดตัวอีกครั้ง (โตโยต้าไม่ได้เปิดเผยยอดขายแยกเฉพาะในไทยอย่างเป็นทางการ)
ข้อมูลทางเทคนิค โตโยต้า โคสเตอร์ ใหม่ ความยาว 6,990 มม. กว้าง 2,080 มม. สูง 2,635 มม. ความยาวช่วงล้อ 3,935 มม. เครื่องยนต์ใหม่ GD 2.8 ลิตร โตโยต้ามั่นใจว่าเป็นที่สุดของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ทนทาน ทรงพลัง ให้แรงบิดสูง ประหยัด เป็นสเปกเครื่องยนต์รุ่น 1GD-FTV แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุกระบอกสูบ 2,755 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก 92.0 x 103.6 mm กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 2,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่1,400 – 2,500 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษ ยูโร 5 ไอเสียต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ดีไซน์ภายนอก กระจังหน้าและกันชนหน้า ออกแบบให้มีเอกลักษณ์กลมกลืนกัน ชุดไฟหน้าพร้อมไฟตัดหมอกขนาดใหญ่ เพื่อการส่องสว่างกว้างไกล ชุดไฟท้ายพร้อมไฟเบรกส่องสว่างในระยะไกล เน้นมองเห็นชัดเจน

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายใน ใหม่ USB-Type C 6 ตำแหน่ง บริเวณที่นั่งผู้โดยสารด้านขวา รองรับการเชื่อมต่อของผู้โดยสาร กระจกมองมุมด้านหน้าและมองหลัง ลดจุดอับสายตาสำหรับผู้ขับขี่ ทั้งขณะเดินทางและจอดรถ หน้าต่างบานใหญ่รอบคัน เพิ่มทัศนวิสัยการเดินทาง ไฟส่องสว่างบันไดข้าง เพิ่มความปลอดภัยขณะก้าวขึ้น-ลงเวลากลางคืน ระบบปรับอากาศทุกที่นั่ง พร้อมระบบระบายความร้อนจากด้านบน เบาะนั่ง เป็นเบาะผ้า คนขับ 1 ที่นั่ง และผู้โดยสาร 20 ที่นั่ง
ระบบความปลอดภัย โครงสร้างตัวถังพร้อมคานเสริมนิรภัย ออกแบบให้แข็งแกร่ง กระจายแรงกระแทกจากการชนได้ดี โครงสร้างแชสซีส์และเหล็กกันโครงหน้า-หลัง ทนทาน รองรับน้ำหนักได้ดีเยี่ยม พร้อมสมรรถนะในการทรงตัว เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุดทุกที่นั่ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมเสริมความปลอดภัย 2 ตำแหน่ง ระบบปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System) ป้องกันล้อล็อกและลื่นไถลทำให้สามารถควบคุมรถ และหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้เมื่อรถเบรกกระทันหัน ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) ขณะเข้าโค้งบนถนนที่เปียกลื่น ระบบจะส่งแรงเบรกไปยังแต่ละล้อแบบอัตโนมัติป้องกันสภาวะการหลุดโค้ง ระบบป้องกันการเหยียบคันเร่ง ล็อกคันเร่งอัตโนมัติ ป้องกันรถเคลื่อนที่ขณะที่ประตูผู้โดยสารปิดไม่สนิท ระบบประตูไฟฟ้าพร้อมสัญญาณเตือน และป้องกันการหนีบ (Jam Protection) ไฟแสดงตำแหน่งตัวรถด้านข้าง สะดวก ปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารและผู้ร่วมทาง

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของ โตโยต้า โคสเตอร์ รุ่นใหม่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (รหัส 1GD-FTV ตัวเดียวกับไฮลักซ์ รีโวและฟอร์จูนเนอร์ ) มีตัวเลขทดสอบตามมาตรฐานสากลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 – 13.6 กิโลเมตรต่อลิตร ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน น้ำหนักบรรทุก และสภาพการจราจร แบ่งออกเป็นแต่ละสภาวะ วิ่งทางไกล ประมาณ 11 – 13.6 กม.ต่อลิตร ในเมืองประมาณ 8 – 10 กม.ต่อลิตร กรณีบรรทุกผู้โดยสารเต็มคัน 20 ที่นั่งพร้อมสัมภาระ ประมาณ 7 – 9 กม.ต่อลิตร น้ำมัน 1 ถังความจุ 95 ลิตร หากเติมดีเซลเต็มถัง วิ่งได้ประมาณ 750 – 1,000 กม.
คงมีคำถามว่าทำไม โตโยต้า โคสเตอร์ ไม่ทำรุ่นไฮบริดที่โตโยต้ามีอยู่และขายดี ออกมาจำหน่าย หรือพัฒนาเป็นรถไฟฟ้า (อีวี) ตามทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ คำตอบคือ โคสเตอร์ เคยมีรุ่นไฮบริด และถือเป็นรถไฮบริดเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลก ในชื่อ “Coaster Hybrid EV” เปิดตัวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 แต่ปัจจุบันยกเลิกการผลิตรุ่นไฮบริดไปแล้ว หันมาเน้นเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงแทน เหตุผลสำคัญ 1.ข้อจำกัดด้านลักษณะการใช้งาน วิ่งทางไกลได้ไม่ดีพอ เพราะระบบ โคสเตอร์ ไฮบริดรุ่นเดิมเป็นแบบ Series Hybrid (ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรปั่นไฟไปเก็บในแบตเตอรี่ เพื่อส่งให้มอเตอร์ขับเคลื่อน) ระบบนี้ไม่เหมาะกับการวิ่งด้วยความเร็วสูงบนทางหลวง หรือการบรรทุกหนักขึ้นเขา เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าจะหมดเร็ว เครื่องยนต์ปั่นไฟไม่ทัน ดังนั้นดีเซลจึงตอบโจทย์รถเชิงพาณิชย์มากกว่า รถมินิบัสต้องการแรงบิดมหาศาลในรอบต่ำ เพื่อลากจูงน้ำหนักผู้โดยสารเต็มคัน 20 คนพร้อมสัมภาระ เครื่องดีเซลเทอร์โบให้แรงบิดสูงได้ต่อเนื่องและทนทานกว่าระบบไฮบริดเบนซิน

2. ปัจจัยด้านต้นทุนและความคุ้มค่าของผู้ประกอบการ ราคาตัวรถสูงเกินไป การใส่ระบบไฮบริด มีทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ จะทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาขายสูงขึ้นมาก กลุ่มลูกค้ารถโดยสารหรือบริษัทท่องเที่ยวอ่อนไหวต่อต้นทุน ค่าบำรุงรักษาระยะยาว เพราะรถโดยสารสาธารณะหรือรถทัวร์ใช้งานหนัก วิ่งระยะทางหลายกิโลเมตรต่อปี การบำรุงรักษาระบบไฮบริดซับซ้อน การเปลี่ยนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เมื่อเสื่อมสภาพจะกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายสูงเกินความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับความประหยัดน้ำมันเพียงเล็กน้อย 3. ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของโตโยต้า (Future Technology Shift) มุ่งสู่เทคโนโลยีไฮโดรเจน (FCEV) โตโยต้าเลือกข้ามเทคโนโลยีไฮบริดสำหรับรถบัส เปลี่ยนไปพัฒนา Coaster FCEV(Hydrogen Fuel Cell)เป็นระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจนแทน มีการนำระบบเซลล์เชื้อเพลิงจาก Toyota Mirai มาติดตั้งใน Coaster เพื่อใช้เป็นรถพยาบาลเคลื่อนที่ และรถบัสท่องเที่ยวไร้มลพิษในญี่ปุ่น เนื่องจากไฮโดรเจนตอบโจทย์พลังงานสะอาด บรรทุกหนักได้ เติมเชื้อเพลิงได้รวดเร็วภายใน 10-15 นาที เหมาะกับรถเชิงพาณิชย์มากกว่าระบบไฮบริด
ที่สำคัญ โคสเตอร์เลือกใช้เครื่องดีเซล เหมือนในรถปิกอัพโตโยต้า เพราะมั่นใจในคุณภาพ แถมยังได้ลุ้นส่วนลด เพราะรัฐบาลเตรียมจะอุดหนุนรถยนต์ที่เติม ดีเซล บี 20 ได้ จะได้รับการชดเชยจากภาครัฐ ตามแผนการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ทำให้ได้ส่วนลดลงมาอีก แต่จะเป็นเท่าไหร่ รอกระทรวงการคลังเคาะอีกไม่นานนี้

ปัจจุบันรถมินิบัส (ขนาด 20-21 ที่นั่ง) เข้ามาทำตลาดในไทยมีหลายยี่ห้อ การแบ่งสัดส่วนตามแบบโครงสร้างรถ 1.กลุ่มรถสำเร็จรูปนำเข้าทั้งคัน (CBU) เน้นจุดขายมาตรฐานการประกอบโรงงานต่างประเทศ ตัวถังนิรภัยแบบโมโนค็อก (Monocoque) นั่งนุ่มสบายและทนทาน ได้แก่ โตโยต้า โคสเตอร์ และ ฮุนได คันทรี่ มินิบัสพรีเมียม เน้นหรูหรา 2.กลุ่มแบรนด์ไทย ใช้แชสซีส์และเครื่องยนต์รถบรรทุกญี่ปุ่น เช่น อีซูซุ หรือ ฮีโน่ มาพัฒนาต่อยอดประกอบตัวถังในไทย จุดเด่นคือหาอะไหล่และซ่อมบำรุงที่ศูนย์บริการรถบรรทุกได้ทั่วประเทศ ได้แก่ ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ พัฒนามินิบัสสัญชาติไทยรุ่น TR Traveller II ใช้พื้นฐานจากแชสซีส์และเครื่องยนต์ อีซูซุ เอลฟ์ , ฮีโน่ นำเสนอแชสซีส์มินิบัสสำเร็จรูป เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อตัวถังเองตามต้องการ หรือจำหน่ายรูปแบบมินิบัสสำเร็จรูปผ่านดีลเลอร์ทั่วประเทศ 3.กลุ่มแบรนด์จีนและมินิบัสไฟฟ้า (EV) เข้ามาครองตลาดในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ รถเมล์ร่วมบริการ และรถสวัสดิการของหน่วยงานใหญ่ๆ เนื่องจากราคาดีเทคโนโลยีไฟฟ้าล้ำสมัย เช่น ยูทง (Yutong) แบรนด์รถบัสอันดับต้นๆ จากจีน มีทั้งรถน้ำมันและมินิบัสไฟฟ้า 100% , คิงลอง (King Long ) รายใหญ่อีกราย มีตัวแทนจำหน่ายในไทย เน้นราคาและจำนวนเบาะโดยสาร , โฟตอน (Foton ) / เน็กซ์ พอยท์ (Nex Point ) แบรนด์ผู้ผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในไทย เริ่มมีบทบาทในตลาดรถโดยสารประจำทางพลังงานสะอาด



