หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ เปิดผลวิจัยคว...

เปิดผลวิจัยความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในไทยฟื้นตัว เจ้าของ 64% ตั้งใจซื้อรถใหม่แบรนด์เดิม เน้นตอบโจทย์ใช้งานจริง

21.09.26 | 15:13 น.

เปิดผลวิจัยความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในไทยฟื้นตัว เจ้าของ 64% ตั้งใจซื้อรถใหม่แบรนด์เดิม เน้นตอบโจทย์ใช้งานจริง


เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยรายงานผลการศึกษา “2026 Thailand Service Customer Experience Index (Service CXI) Study และ “2026 Thailand Product Customer Experience Index (Product CXI) Study อ้างอิงข้อมูลการศึกษาวิจัยจากเจ้าของรถยนต์จำนวน 2,651 ราย พร้อมเปรียบเทียบแนวโน้มการตัดสินใจในการซื้อรถคันต่อไปของคนไทยในช่วงปี 2567-2569

“ซื้อรถใหม่แบรนด์เดิม” หรือ “เปลี่ยนแบรนด์ใหม่” (Stay-Switch)

Advertisement

บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) ได้ศึกษาพฤติกรรม “ความภักดีต่อแบรนด์รถยนต์ในกลุ่มเจ้าของรถชาวไทย” อย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2567 – ปัจจุบัน) ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง และชัดเจน ปี 2568 พฤติกรรมผู้ซื้อรถใหม่ มีความพร้อมจะเปลี่ยนแบรนด์รถที่จะซื้อสูงสุด ความตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิมมีการเปลี่ยนแปลงจาก 46% ในปี 2567 ลดลงเหลือ 36% ในปี 2568 และกลับทะยานเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64% ในปี 2569 ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อแบรนด์เดิม หรือแบรนด์ใหม่ ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 61% ในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 31% ในปี 2569 (ถือเป็นระดับต่ำกว่าตัวเลข 48% ในปี 2567) แม้ว่าเจ้าของรถจะตัดสินใจเลือกแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น แต่การแข่งขันก็ไม่ได้ลดความรุนแรงลง มีผู้วางแผนจะเปลี่ยนแบรนด์ยังอยู่ที่ 5% ใกล้เคียงกับตัวเลข 6% ในปี 2567 มองกลับได้ว่า แม้ความลังเลจะลดลง แต่โอกาสแย่งชิงลูกค้าระหว่างแบรนด์ยังเปิดกว้างอยู่ เจ้าของรถเกือบ 4 ใน 10 รายยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกระบบขุมพลังแบบใดสำหรับรถคันต่อไป (เครื่องยนต์สันดาปภายใน มอเตอร์ไฟฟ้า ไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด) ภาพรวมสถานการณ์ จึงเปลี่ยนจากคำถามว่า “จะซื้อแบรนด์ไหนดี” ไปสู่คำถามว่า “เทคโนโลยีแบบใดตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตได้ดีที่สุด”

ความภักดีต่อแบรนด์ฟื้นตัวในทุกกลุ่ม แต่ยังเผชิญความท้าทายที่แตกต่างกัน

แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานความภักดีของลูกค้าไว้ได้แข็งแกร่งที่สุด มีเจ้าของรถถึง 69% ตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิมซ้ำ ตามมาด้วยแบรนด์อเมริกัน 60% และแบรนด์จีน 46% แม้ว่าแบรนด์จีนจะมีตัวเลขการซื้อซ้ำสูงขึ้นจากปีก่อน แต่ยังมีกลุ่มไม่แน่ใจสูงถึง 44% และมีผู้ตั้งใจเปลี่ยนแบรนด์อีก 11% ถือเป็นสัดส่วนสูงสุดในบรรดากลุ่มแบรนด์ทั้ง 3 สัญชาติ ความท้าทายของแบรนด์จีนในขณะนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการรับรู้แบรนด์ หรือการทดลองใช้เท่านั้น แต่จะต้องเร่ง “สร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของในช่วงแรก” ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ที่ยั่งยืน” ทั้งในด้านคุณภาพ การบริการหลังการขาย เสถียรภาพของราคา มูลค่าราคาขายต่อ และความพร้อมของเครือข่ายการบริการ ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่น และอเมริกันนั้น จำเป็นต้องเร่งต่อยอดจุดแข็งด้านชื่อเสียงเดิมเข้ากับนวัตกรรม และทางเลือกตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น

“ชื่อเสียงของแบรนด์” กลับมาเป็นเหตุผลหลักทำให้ลูกค้าอยู่ต่อ

ในกลุ่มเจ้าของรถตั้งใจจะซื้อแบรนด์เดิมซ้ำ เหตุผลหลักคือ “ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของแบรนด์” (30%) รองลงมาคือประสบการณ์ที่ดีในอดีต (25%) และความพึงพอใจในตัวผลิตภัณฑ์ (22%) ขณะที่ปัจจัยด้านราคาขายต่อ เพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 6% ดังนั้น ความภักดีจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นตลอดวงจรการเป็นเจ้าของ ไม่ใช่แค่ตัวรถเพียงอย่างเดียว สำหรับกลุ่มเจ้าของรถยังลังเล หรือไม่คิดจะซื้อแบรนด์เดิมซ้ำนั้น 71% ระบุว่าความต้องการ หรือความชอบของตนเปลี่ยนไปแล้ว สอดคล้องกับพฤติกรรมการเปลี่ยนรถ ขยับจากเหตุจำเป็นไปสู่เหตุผลด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น การตัดสินใจเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่เป็นเหตุผลเรื่องการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์หรือรูปแบบการใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 20% ขณะที่เหตุผลเรื่องรถยนต์ไม่สามารถใช้งานได้ปกติ หรือมีปัญหามีสัดส่วนลดลงจาก 50% เหลือ 36%

เจ้าของรถมีความชัดเจนเรื่องแบรนด์มากขึ้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระบบขุมพลัง

ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับระบบขุมพลังของรถคันต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขยับจาก 17% ในปี 2567 เป็น 29% ในปี 2568 และสูงถึง 39% ในปี 2569 สำหรับรถคันต่อไปนั้น เจ้าของรถ 34% ยังเลือกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อีก 32% เลือกรถไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด และ 13% เลือกรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งระบบขุมพลัง ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนทางเลือกกำลังพิจารณาอยู่ ไม่ใช่การตัดสินใจเลือกเพียงตัวเลือกเดียว ในกลุ่มผู้ใช้รถไฟฟ้า (BEV) ปัจจุบัน มีเพียง 30% เท่านั้นระบุว่าจะพิจารณาซื้อรถไฟฟ้าอีกครั้ง ขณะที่ 46% ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับระบบขุมพลังจะเลือกใช้ในอนาคต สถานการณ์นี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับแบรนด์รถไฟฟ้า และเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตรถทุกราย ควรเน้นสื่อสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ความเหมาะสมการใช้งานจริง ต้นทุน ระบบการชาร์จไฟ การบำรุงรักษา และความคุ้มค่าระยะยาว

นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ภาพรวมปี 2569 ไม่ได้บอกว่าความภักดีกลับมาแข็งแรงอย่างถาวร แต่บอกว่าผู้บริโภคเริ่มตัดสินใจเรื่องแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น หลังจากปี 2568 เป็นช่วงความลังเลสูงที่สุดในรอบสามปี สิ่งที่แบรนด์ต้องจับตาคือ เมื่อคำถามเรื่องแบรนด์เริ่มมีคำตอบ คำถามเรื่องระบบขุมพลังของรถที่เหมาะกับวิถีชีวิตของลูกค้ากลับยากขึ้นกว่าเดิม การแข่งขันรอบต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงลูกค้าออกจากแบรนด์เดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าแบรนด์จะดูแลเขาได้ตลอดอายุการใช้งาน และช่วยให้เขาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับชีวิตจริงได้ แบรนด์ที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สร้างประสบการณ์บริการที่สม่ำเสมอ และรักษามูลค่าของรถได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนความชัดเจนในวันนี้ให้เป็นความภักดีในระยะยาว”