หน้าแรก เศรษฐกิจ รถยนต์ สันดาป-ไฮบริด...

สันดาป-ไฮบริด-อีวี รถโดนน้ำท่วมรับมือยังไง

28.09.26 | 13:28 น.

สันดาป-ไฮบริด-อีวี รถโดนน้ำท่วมรับมือยังไง


ข้อปฏิบัติที่สำคัญที่สุดสำหรับรถทุกประเภทเมื่อเจอน้ำท่วมคือ ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์หรือเปิดระบบไฟฟ้าเด็ดขาด เพื่อป้องกันการลัดวงจรและความเสียหายรุนแรง ทำให้ระบบไฟฟ้าเปียกน้ำลัดวงจร ข้อปฏิบัติพื้นฐานรถทุกประเภท ห้ามสตาร์ต ห้ามเปิดระบบ ห้ามกดปุ่มสตาร์ต บิดกุญแจ หรือเปิดระบบไฟในรถ เพราะน้ำเข้าไปในห้องเครื่อง ท่อไอดี กล่องฟิวส์ หรือระบบไฟ อาจทำให้เครื่องพัง หากทำได้อย่างปลอดภัย ให้ถอดขั้วแบตเตอรี่ 12V ออกเพื่อตัดระบบไฟฟ้า ติดต่อประกันหรือรถลาก ถ่ายรูปสภาพรถไว้เป็นหลักฐานทันที เพื่อประกันอและให้ช่างประเมินความเสียหายง่ายขึ้น ถ่ายทั้งภายใน ภายนอก ให้ละเอียด เพื่อเช็กระดับน้ำและจุดคาดว่าโดนน้ำ ห้ามเข็นรถถอยหลังหรือโยกแรงๆ น้ำอาจไหลเข้าด้วยแรงดันเพิ่มขึ้น ทำให้เสียหายหนักกว่าเดิม ใช้รถยกหรือรถลากเพื่อส่งศูนย์บริการหรือช่าง ไม่ควรขับหรือเคลื่อนย้ายเอง

1.รถใช้น้ำมัน (เครื่องยนต์สันดาป) ต้องเช็กของเหลว ตรวจสอบน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้าย หากมีคราบน้ำปนเปื้อน (กลายเป็นสีชานมหรือมีน้ำข้น) ต้องถ่ายเปลี่ยนใหม่ทันที ตรวจระบบไอดีและเครื่องยนต์ ช่างต้องถอดหัวเทียนและทำความสะอาดกระบอกสูบ เพื่อไล่น้ำออกก่อนทำการสตาร์ต เช็กระบบเบรกและห้องโดยสาร ล้างทำความสะอาดช่วงล่าง เช็กจานเบรก รื้อพรมในห้องโดยสารออกซัก และอบให้แห้งสนิทจริงๆ เพื่อป้องกันเชื้อราในอนาคต

2.รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ระวังระบบลูกผสม มีทั้งเครื่องยนต์น้ำมันและระบบไฟฟ้าแรงดันสูง รวมถึงแบตเตอรี่ไฮบริด ตรวจสอบแบตเตอรี่และอินเวอร์เตอร์ ต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบกล่องควบคุมระบบไฮบริด (Inverter) และจุดอับสายไฟแรงดันสูงว่ามีความชื้นหรือน้ำซึมเข้าหรือไม่ ห้ามซ่อมเอง เนื่องจากมีกระแสไฟฟ้าระดับสูงเป็นอันตรายถึงชีวิต ต้องให้ศูนย์บริการหรือช่างผู้เชี่ยวชาญ ตรวจเช็กด้วยเครื่องมือเฉพาะทางเท่านั้น ส่วนระบบเบรกและห้องโดยสาร ล้างทำความสะอาดช่วงล่าง เช็กจานเบรก รื้อพรมในห้องโดยสารออกซัก และอบให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันเชื้อรา

Advertisement

3.รถยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากต้องล้างทำความสะอาดช่วงล่าง เช็กจานเบรก รื้อพรมในห้องโดยสารออกซัก และอบให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันเชื้อรา เหมือนรถประเภทอื่นๆ แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) สามารถขับลุยน้ำท่วมได้ในระดับตื้นเท่านั้น แต่ไม่ควรขับลุยน้ำลึกหรือจอดแช่น้ำนาน ขับลุยน้ำได้ถ้าระดับน้ำสูงไม่เกิน 40 เซนติเมตร หรือประมาณครึ่งล้อรถ หากน้ำสูงเกินขอบประตูรถ มีความเสี่ยงสูง ไม่ควรขับต่อเด็ดขาดความเร็วในการขับ ควรใช้ความเร็วต่ำ เพื่อลดคลื่นน้ำไม่ให้ปะทะใต้ท้องรถและห้องโดยสาร ไม่ควรขับลุยน้ำติดต่อกันนานเกิน 30 นาที เพราะอาจเสี่ยงทำให้น้ำซึมเข้าระบบแบตเตอรี่ได้

แม้แบตเตอรี่และระบบไฟจะมีมาตรฐานการกันน้ำระดับสูง แต่การแช่น้ำเป็นเวลานาน อาจทำให้ระบบแรงดันไฟฟ้าเสียหายได้ อาจมีสิ่งกีดขวางใต้น้ำ เมื่อน้ำท่วมทำให้มองไม่เห็นพื้นถนน หากมีก้อนหินหรือท่อนไม้มากระแทกใต้ท้องรถอย่างรุนแรง อาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายและเกิดเพลิงไหม้ได้ หลีกเลี่ยงการขับรถลุยน้ำขณะรถติด เพื่อป้องกันการจอดแช่น้ำขังเป็นเวลา

กรณีรถยนต์ไฟฟ้าจมน้ำ เราสามารถเข้าไปสัมผัสใกล้ๆ จะเป็นอันตรายหรือไม่นั้น โดยทั่วไปแล้ว ไม่มีอันตรายจากไฟดูด เนื่องจากระบบความปลอดภัยของรถ EV ได้รับการออกแบบมาอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม สมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ (NFPA) และผู้ผลิตรถยนต์ยังคงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยไม่จำเป็น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดจากความเสี่ยงอื่นๆ อาจแฝงอยู่เหตุผลและปัจจัยความเสี่ยง

ทำไมการสัมผัสตัวรถจมน้ำจึงมักจะไม่โดนไฟช็อต เพราะระบบตัดไฟอัตโนมัติ เมื่อรถเกิดการชนหรือมีน้ำระบบซึมเข้าจุดสำคัญ เซนเซอร์จะสั่งการให้ ระบบตัดไฟแรงดันสูง (High-Voltage Cut-off) ทำงานทันที เพื่อแยกกระแสไฟออกจากแบตเตอรี่ระบบโครงสร้างตัดขาดจากตัวถัง (Floating High-Voltage System) ระบบไฟฟ้าแรงสูงของรถ EV จะถูกแยกกราวด์ออกจากตัวถังรถอย่างสิ้นเชิง ไม่เหมือนรถน้ำมันใช้ตัวถังเป็นกราวด์ ดังนั้น แม้จะจับตัวถังรถเป็นโลหะขณะรถจมน้ำ กระแสไฟฟ้าก็จะไม่ไหลผ่านตัวเพื่อครบวงจร

การซีลป้องกันขั้นสูง (IP67/IP68) แพ็กแบตเตอรี่และมอเตอร์ถูกปิดผนึกอย่างหนาแน่น เพื่อกันน้ำเข้าในระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ไฟไม่รั่วไหลออกมาสู่น้ำรอบตัวรถ แต่ยังมีคำเตือนว่า ไม่ควรเข้าใกล้หรือสัมผัส เพราะแม้ความเสี่ยงเรื่องไฟดูดจากน้ำรอบๆ จะต่ำมาก แต่การจมน้ำของรถ EV มีความเสี่ยงร้ายแรงอื่นๆ ได้แก่ อันตรายจากสายไฟแรงดันสูงเสียหาย ห้ามสัมผัส สายไฟสีส้ม หรือชิ้นส่วนภายในชำรุดเด็ดขาด หากเปลือกหุ้มฉนวนฉีกขาดจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกใต้น้ำ การไปจับโดนจุดนั้นโดยตรงจะทำให้เกิดไฟฟ้าดูดรุนแรงถึงชีวิตได้

ส่วนความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแช่น้ำเป็นเวลานานอาจเกิดการลัดวงจรภายในเซลล์ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีสะสมความร้อน จนระเบิดหรือเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน แม้ว่ารถจะจมน้ำอยู่ก็ตามก๊าซพิษ หากสังเกตเห็น ฟองอากาศหรือควันพวยพุ่ง ออกมาจากบริเวณใต้ท้องรถจมน้ำ นั่นคือสัญญาณว่าแบตเตอรี่กำลังเสียหาย ปล่อยก๊าซพิษร้ายแรงต่อการหายใจออกมา

ดังนั้น หากพบรถ EV จมน้ำ เดินลุยน้ำอยู่ข้างๆ จะไม่ถูกไฟช็อตจากน้ำรอบรถ แต่ไม่ควรเปิดประตูรถ สัมผัสสายไฟ หรือพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีอุปกรณ์ป้องกันจัดการ

ควรแจ้งศูนย์บริการทันที และรถยนต์ไฟฟ้า หากจะเคลื่อนย้าย จะต้องยกรถทั้งคัน ห้ามลาก เพื่อป้องกันการกระตุกระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง และกรณียกรถขึ้นจากน้ำ ไม่ควรสัมผัสส่วนใต้ท้องรถ อย่าสัมผัสกล่องแบตเตอรี่ หรือชุดสายไฟสีส้ม เพราะเป็นสายแรงดันสูง ช่างผู้เชี่ยวชาญจะตรวจระบบ HV (High Voltage) และชุดแบตเตอรี่ เป็นอันดับแรก ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ เพื่อตรวจสอบดูว่ามีน้ำเข้าหรือไม่ ถ้าน้ำเข้าช่องแบตเตอรี่ อาจต้องเปลี่ยนทั้งลูก ส่วนราคาจะกี่หมื่นกี่แสน ขึ้นกับแต่ละยี่ห้อ

ควรรีบติดต่อประกันทันที เพื่อแจ้งเคลมเร็ว จะทำให้ได้คิวตรวจรถเร็ว เพราะเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ คิวจะยาวเป็นสัปดาห์ ให้ศูนย์หรืออู่ประเมินโดยละเอียด รถสันดาป จะเช็กน้ำมันเครื่องว่ามีน้ำหรือไม่ ระบบเกียร์-เฟืองท้ายมีน้ำเข้าหรือไม่ กล่อง ECU ABS ระบบสตาร์ท สายไฟ กาวซิลิโคนในชุดสายไฟ รถ EV เช็กชุดแบตเตอรี่แรงดันสูง (HV) ระบบแรงดันต่ำ 12V, มอเตอร์ไฟฟ้า, Inverter / DC-DC / Onboard Charger

สำหรับ ประเมินระดับความเสียหายของรถยนต์ ถ่ายภาพหรือวิดีโอ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลมประกันภัย ดังนี้
ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์
ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะรถยนต์
ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า
ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า
ระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน

#คาร์ทิป#
#ช่างเซียน#

………