งัดสารพัดมาตรการท่องเที่ยว ‘ร้อยเดียว-ราคาช็อกโลก’ หวังอุ้มเศรษฐกิจพ้นขอบเหว

ปฏิเสธไม่ออกว่าปี 2562 เป็นอีกปีที่เหนื่อยและสาหัสมากสำหรับทุกคนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่ต้นปีเรื่อยมามีปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก ยากสุดที่จะควบคุมได้ เริ่มตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เลยเถิดกลายเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศอื่นตามมาอีกหลายระลอก ความหวั่นวิตกต่อเหตุชุมนุมในฮ่องกง ผลกระทบจากการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (เบร็กซิท)ส่งผลกระทบต่อตัวเลขส่งออกไทยติดลบต่อเนื่องหลายเดือน ล่าสุดส่งออกไทยติดลบสะสมแล้ว 2.2% ซึ่งเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในโลกส่งผลทำให้การเดินทางเที่ยวนอกประเทศลดลง นักเที่ยวต่างชาติมาไทยจึงลดลง

⦁ศก.นอกฝืดหันกระตุ้นภายใน
เมื่อเศรษฐกิจภายนอกมีสัญญาณไม่ดี การหันมากระตุ้นเศรษฐกิจภายใน จึงถูกเลือกเป็นทางออกในการแก้ปัญหา

ที่ผ่านมาไม่ว่ายุคสมัยไหนประเทศไทยมีเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้เข้าประเทศ จาก 2 ส่วนหลักคือ ภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว โดยมีสัดส่วนรวมกันกว่า 80% ของระบบเศรษฐกิจ และทั้ง 2 ส่วนล้วนพึ่งพากำลังซื้อและเงินจากนอกประเทศเป็นหลัก โดยการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสร้างรายได้หลักเข้าไทย ย้อนไปปี 2561 ภาคการส่งออกยังเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย แต่พอเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยเป็นห่วงโซ่ บทบาทส่งออกลดลงก็ต้องหันไปพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว

ช่วงแรกการท่องเที่ยวของไทยดูเหมือนจะรับไม้ผลัดจากการส่งออกเพื่อดูแลเศรษฐกิจได้ดี แต่พอเกิดเหตุการณ์เรือนักท่องเที่ยวจีนล่มที่จังหวัดภูเก็ต ภาคการท่องเที่ยวไทยที่กำลังเดินหน้ากลับทรุดลงเรื่อยๆ เพราะชาวจีนเป็นตลาดหลักที่นิยมเที่ยวไทยติดอันดับหนึ่ง

ท่องเที่ยวไทยทุลักทุเลจนเข้าปี 2562 ที่ค่อยๆ พยุงตัวเลขทั้งรายได้และจำนวน โดยน่ายินดีเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวมาเที่ยวไทยทะลุ 1 ล้านคนเป็นเดือนแรก หลังจากติดลบหรือบวกเล็กน้อยมาหลายเดือน ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 เดือน มาอยู่ที่ 3.47 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ในจำนวนนี้เป็นชาวจีนถึง 1.031 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 19% และสร้างรายได้กว่า 5.49 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20%

เมื่อย้อนกลับไปดูจะพบว่ารัฐบาลใช้วิธีฟื้นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมตรวจลงตราเข้าประเทศ (ฟรีวีโอเอ) อีกทั้งได้รับผลดีเมื่อนักท่องเที่ยวจีนเลือกมาไทยแทนฮ่องกง หลังเกิดเหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกง ทำให้ภาคเอกชนมั่นใจว่าไตรมาส 4 ปี 2562 ชาวจีนเที่ยวไทยเติบโตอีก 10% เพราะช่วงวันหยุดยาวของวันชาติจีน (Golden Week) เมื่อ 1-2 สัปดาห์แรกเดือนตุลาคม พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาไทยกว่า 2.5-2.7 แสนคน ยอดจองตั๋วเครื่องบินแน่น 90-95% โดยปลายทางในไทยยังเป็นกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต กระบี่ และเชียงใหม่

ดังนั้น ในปีนี้น่าจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยถึง 11 ล้านคน

⦁‘ชิมช้อปใช้’ปูทางใช้จ่าย
แต่ดูเหมือนมาตรการฟื้นตลาดเที่ยวไทย จะได้ผลเพียงช่วงสั้นๆ และไม่เพียงพอกับการกระตุ้นตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง เพราะหลายฝ่ายมองว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะแย่กว่าครึ่งปีแรก
รัฐบาลจึงสรรหามาตรการอื่นเพิ่มเติมอีก หนึ่งในมาตรการมาช่วยภาคท่องเที่ยว คือ โครงการชิมช้อปใช้ โดยกระทรวงการคลัง เปิดให้ประชาชนทั่วประเทศลงทะเบียนรับเงิน 1,000 บาท เป้าหมาย 10 ล้านคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน ถึง 15 พฤศจิกายน 2562 โดยกำหนดลงทะเบียนผ่าน www.ชิมช้อปใช้.com ตั้งแต่เวลา 00.01 น. พบว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มีคนยอมอดนอนเพื่อรอลงทะเบียนวันละ 1 ล้านคน จำนวนมาก ส่งผลให้การลงทะเบียนทำสถิติเวลาน้อยที่สุดทุกวัน พอๆ กับนำเงินไปใช้จ่ายในสินค้าและบริการในร้านค้าที่ร่วมโครงการ และผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ภายในกำหนด 14 วันหลังได้สิทธิ พบว่าประชาชนสนใจนำเงินไปใช้จ่ายจนแน่นห้างและร้านที่ร่วมโครงการ จนเป็นเรื่องดราม่ากันในหลายประเด็นในเวลาต่อมา

ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง สรุปเบื้องต้นมาตรการชิมช้อปใช้เฟสแรกว่า จากเปิดให้รับสิทธิ 1 พันบาทครบ 10 ล้านราย มีผู้เข้ายืนยันตัวตนในแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง แล้ว 9.6 ล้านราย มีการใช้จ่าย 19 วันแรก8.5 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวม 8,282 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายเป๋าที่ 2 ใช้สิทธิแล้ว 36,854 ราย ยอดใช้จ่ายรวม 113 ล้านบาท คาดว่ายอดใช้สิทธิในกระเป๋าแรกจะครบ 1 หมื่นล้านบาทในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เพื่อให้โครงการต่อเนื่องกระทรวงการคลังดันชิมช้อปใช้เฟส 2 ต่อทันที ชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง) กล่าวถึงความคืบหน้าชิมช้อปใช้เฟส 2 ว่าขณะนี้ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาในรายละเอียดโครงการเรียบร้อยแล้ว เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นจะเปิดให้ลงทะเบียนและเดินหน้าโครงการทันที

ชิมช้อปใช้เฟส 2 เน้นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง ดังนั้นจึงจะไม่แจกเงิน 1,000 บาทแล้ว แต่อาจให้เงินคืนจากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 20% จากเดิมให้ 15% เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการใช้จ่ายเงิน โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงกลางวันแทนกลางคืนมีเป้าหมายเพียง 2 ล้านคนเท่านั้น

ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนในเฟสแรก 10 ล้านคน จะได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกับเฟส 2 ด้วย โดยโครงการจะขยายไปอีกเดือนถึง 31 ธันวาคม จากเดิมสิ้นสุด 30 พฤศจิกายน เพื่อให้การท่องเที่ยวมีส่วนสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจไตรมาส 4 แทนการส่งออกที่ทรุดตัว

⦁อัด 2 แคมเปญหนุนเที่ยวไทย
หากย้อนดูจุดประสงค์ของโครงการชิมช้อปใช้ที่กระทรวงการคลังประกาศไว้ อาจยังไม่ได้ดั่งใจ เพราะความตั้งใจไม่ใช่แค่ให้ซื้อสินค้าหรือกินเท่านั้น แต่ต้องการให้เกิดการจับจ่ายเพื่อการท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะท่องเที่ยวตามเมืองรอง ใช้จ่ายตามชุมชน จึงทำให้ ครม.ยอมเปิดหวูดแพคเกจหนุนการท่องเที่ยวไทย ตามที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำเสนอเป็นแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี 2562 หลังจากมอบหมายการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ผู้จัดทำแคมเปญ “ถึงเวลาทัวร์ให้ทั่วไทย” ประเดิมด้วยมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 2 แคมเปญ คือ แคมเปญร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย และแคมเปญเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก

ทั้ง 2 โครงการเป็นมาตรการเสริมการใช้จ่ายของมาตรการชิมช้อปใช้ โดยพุ่งเป้าไปที่กระตุ้นใช้จ่ายผ่านกระเป๋าที่ 2 ของแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เพื่อแลกรับเงินคืน (แคชแบ๊ก) 15% โดยทั้ง 2 แคมเปญดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 และหมดเขตวันที่ 31 ธันวาคม 2562

มาตรการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยจะเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิซื้อสินค้าและบริการในราคา 100 บาทต่อรายการ คือ วันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2562 และวันที่ 11-12 ธันวาคม 2562 วันละ 10,000 คนหรือรายการ รวมทั้งหมด 40,000 รายการ

ส่วนเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถซื้อสินค้าและบริการได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่สินค้าและบริการอาจจะมีจำกัด เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความหรูหราและพรีเมียมมากๆ อาทิ ศรีพันวา ภูเก็ต ที่ปกติราคาต่อคืนมากกว่า 40,000 บาท เดอะวิจิตร รีสอร์ท ภูเก็ต บานานาบีช หัวหิน ทับแขก กระบี่ ออนเซน แอท ม่อนแจ่ม เชียงใหม่ ธัญ เวลเนส รีสอร์ทแอนด์สปาสุดหรูริมแม่น้ำน้อย อยุธยา แพคเกจเครื่องบินส่วนตัว และทริปล่องเรือยอชต์ท่องทะเลอันดามัน

ผู้ประกอบการข้างต้นเข้าร่วมทั้ง ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย และเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก ถ้าแย่งซื้อ 100 บาทไม่ทัน สามารถจ่ายเงินซื้อที่พักและบริการในราคาพิเศษลดสูงสุดถึง 80%

⦁เชื่อ‘จ่ายร้อย/ราคาช็อกโลก’จูงใจ
สำหรับมาตรการร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย จัดทำเป็น 5 หมวดสินค้า คือ 1.การเดินทาง เช่น บัตรโดยสารเครื่องบิน รถบัสปรับอากาศ 2.หมวดที่พัก 3.อาหารและเครื่องดื่ม 4.แพคเกจทัวร์ และ 5.แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมนันทนาการ และอื่นๆ

ผู้สนใจต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ มีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง และมีเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ประกอบการลงทะเบียน โดยสามารถลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย หรือ www.ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย.com ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. ของแต่ละวัน หรือจนกว่าของขวัญจะหมด
หากลงทะเบียนผ่านแล้ว จะสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการได้เพียง 1 รายการต่อคน และหากชำระเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแบงกิ้งสำเร็จแล้ว จะได้รับการยืนยันการสั่งซื้อ และสามารถนำข้อมูลการยืนยันไปใช้บริการได้ตามเงื่อนไขของผู้ประกอบการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยสามารถเลือกซื้อของขวัญได้ในทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดที่ปรากฏในบัตรประชาชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

ในส่วนมาตรการเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก เป็นการสนับสนุนให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดาแทนวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยจะนำสินค้าและบริการหรูหราของประเทศไทยที่มีมาตรฐานระดับสากล กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ลดราคาสูงสุดถึง 80% อาทิ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เสนอโปรโมชั่นทุกเส้นทางบินในประเทศ เริ่มต้นเที่ยวละ 990 บาท

กลุ่มโรงแรมที่พักระดับ 5 ดาว อาทิ ศรีพันวา ภูเก็ตวิลล่า และบันยันทรีสมุย เสนอห้องพักแบบพลูวิลล่าในราคาเพียง 9,999 บาทต่อคืน

แพคเกจท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์สำหรับ 10 คน ในราคาเพียง 19,999 บาท และสมาคมธุรกิจเรือยอชต์ไทย เสนอแพคเกจท่องเที่ยวโดยเรือยอชต์จากราคา 50,000 บาท ลดเหลือ 9,999 บาท

กลุ่มกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน อาทิ โปรแกรมพายเรือแคนูอ่าวท่าเลน จังหวัดกระบี่ (รวมรถรับ-ส่ง) จากราคา 1,299 บาท เหลือเพียง 199 บาท

กลุ่มพันธมิตรร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ จากราคา 4,999 บาท เหลือ 999 บาท สมาคมภัตตาคารไทย จัดแคมเปญ “100,000 อิ่ม กินวันธรรมดาราคาช็อกโลก”

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ปกติราคาสูงกว่า 1 ล้านบาท จัดมาร่วมโครงการลดเหลือ 3.5 แสนบาท ที่มีไม่กี่รายการอีกด้วย

รวมถึงร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าเสนอโปรโมชั่นราคาช็อกโลก ซึ่ง ททท.จะประกาศรายละเอียดก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

⦁ชู18มาตรการ/ดึงตระกูลแซ่
ขณะเดียวกันไม่รู้เพราะไม่มั่นใจว่า 2 แคมเปญจะแรงพอไหม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังเสริมด้วยมาตรการดึงตระกูลแซ่เข้ามาเที่ยวไทย พุ่งเป้าไปที่ครอบครัวเศรษฐีชาวจีน ที่หวังจะได้ทั้งสานความสัมพันธ์สองประเทศให้แน่นเฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังจูงใจชาวจีนทุกวัยมาเที่ยวไทย

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวในเรื่องนี้ว่า อยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนตระกูลแซ่ต่างๆ 250 คนเข้ามาเที่ยวไทย ช่วงวันที่ 14-19 พฤศจิกายน ไฮไลต์คือโครงการญาติเยี่ยมญาติ ซึ่งดึงสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย และสำนักงาน ททท.ในจีนจัดโปรแกรมร่วมกับบริษัทนำเที่ยว ขายแพคเกจท่องเที่ยวประเทศไทย โดย ททท.เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำให้กับตระกูลแซ่จากจีนและชาวจีนในไทย รวมถึงเชิญบล็อกเกอร์จีนชื่อดัง เข้าร่วมงาน เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้ชาวจีน

พร้อมกันนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จัดทำ 18 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว รองรับช่วงไฮซีซั่นต่อเนื่องยาว 6 เดือน แบ่งเป็น มาตรการระยะสั้น 11 มาตรการ และมาตรการระยะกลางและยาว 5 มาตรการ

นอกจากนี้มีอีก 2 มาตรการเพิ่มเติมคือ 1.มาตรการลดค่าธรรมเนียมการลงจอดของสายการบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟต์) เพื่อแก้ปัญหานักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จะช่วยลดราคาค่าธรรมเนียมการลงจอดลงเพื่อช่วยจูงใจให้เครื่องบินชาร์เตอร์ไฟต์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น และ 2.มาตรการปลดล็อกปัญหาและอุปสรรคการจัดซื้อจัดจ้างของ ททท.ในต่างประเทศ ซึ่งกำลังหารือกับกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง

⦁กางกิจกรรมระยะสั้น-ยาว
ที่ผ่านมามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านชิมช้อปใช้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แม้ได้รับการตอบรับที่ดีแต่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขและหลายฝ่ายมองว่ายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

กระทรวงท่องเที่ยวฯจึงเสริมอีก 16 กิจกรรม ครอบคลุมระยะสั้น-ระยะยาว เน้นมาตรการด้านการเงิน การคลัง และกฎหมาย มาตรการอำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการกระตุ้นตลาดและเพิ่มค่าใช้จ่าย ส่วนที่จะเกิดผลใน 3-6 เดือน ได้แก่ 1.การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.การทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศของกลุ่มคนต่างชาติแรงงานฝีมือ 3.การหักรายจ่าย 2 เท่าของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับการอบรมสัมมนาภายในประเทศ 4.การอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตรา (วีซ่า) แก่นักท่องเที่ยว 5.การขยายเวลาเปิดด่านชายแดนเป็น 24 ชั่วโมงช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุดเทศกาล 6.เร่งรัดการใช้ระบบ E-Visa ให้ครอบคลุมกับนักท่องเที่ยวจีนทั่วประเทศ 7.ขอความร่วมมือเร่งประชาสัมพันธ์การใช้ระบบการขอตรวจลงตราวีซ่า ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองแบบอิเล็กทรอนิกส์ 8.ทบทวนข้อกฎหมายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมถือบัตรเครดิตหรือใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ แทนเงินสด 9.โครงการ Amazing Thailand Grand Sale “Passport Privileges” 10.โครงการประชุมเมืองไทยภูมิใจช่วยชาติกระตุ้นบริษัท โดยให้เวาเชอร์ 20,000 บาทต่องาน และ 11.ส่งเสริมการจัดประชุมภาครัฐ

ส่วนมาตรการต้องเห็นภายใน 6-12 เดือน คือ 1.การขึ้นทะเบียนสถานพักแรมและให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ เพื่อนำไปปรับปรุงสถานประกอบการและการบริการให้ได้มาตรฐาน 2.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านความปลอดภัย และลดความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของนักท่องเที่ยว 3.เพิ่มจำนวนแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 4.การจัดมหกรรมระดับโลกหรือกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น World Event, Ultra Trail Thailand, การจัดคอนเสิร์ตทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrow Land) รวมถึงมหกรรมด้านความงามและสุขภาพ อาทิ World Cannabis Expo และ 5.การประชุมองค์กรจากต่างประเทศมาจัดในไทย

⦁เอกชนงงมาตรการรัฐ
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามผู้เกี่ยวข้องในวงการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่รัฐจะออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ก็วิตกในเรื่องวิธีการปฏิบัติ ที่แม้จะเร่งออกแคมเปญหลากหลายรูปแบบ แต่จำนวนผู้ได้สิทธิยังน้อยแค่หลักหมื่น และช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จะเป็นเดือนที่ภาคเอกชนเร่งออกแคมเปญแย่งชิงลูกค้าของตนอยู่แล้ว ดังนั้น แพคเกจกระตุ้นท่องเที่ยวอาจไม่หวือหวา และหลายเอกชนยังมึนๆ กับ 2 แคมเปญ คือ ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก ที่จะเริ่มพฤศจิกายนนี้ ใครได้สิทธิได้เสียงร่วมแคมเปญกันแน่!!!

วิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) แสดงความเห็นว่า มาตรการกระทรวงท่องเที่ยวฯเตรียมออกมา ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่แคมเปญสั้นๆ อาจไม่แรงพอ ดังนั้น ไม่อาจประเมินได้ว่ามาตรการท่องเที่ยวเริ่มในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้จะหวือหวาเท่าชิมช้อปใช้แจกพันบาทหรือไม่

แต่เชื่อว่าสิ่งที่จะยั่งยืนควรเน้นการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า ถือเป็นการปิดจุดอ่อน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเหมือนกับประเทศที่มีการท่องเที่ยวโดดเด่น รวมถึงใช้ไทยเป็นศูนย์จัดงานอีเวนต์ของโลก จะช่วยดึงนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงมาจับจ่ายน่าจะได้ผลดีกว่า

ผลของแผนงานด้านท่องเที่ยวของรัฐบาล “บิ๊กตู่ 2” ในปี 2562 จะผ่านฉลุย และเป็นไปตามเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.8 ล้านคน สร้างรายได้ 2.04 ล้านล้านบาท นักท่องเที่ยวไทย 180 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้ 1.05 ล้านล้านบาท หรือรวมแล้วทั้งไทยเที่ยวไทย และต่างชาติเที่ยวไทย สร้างรายได้เข้าไทย 3.1 ล้านล้านบาทหรือไม่ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หลุด 3% ได้หรือไม่ อีก 2 เดือนรู้กัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘มติชน’ ทำโพลกีฬาถามว่า การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในเกม ‘บุรีรัมย์-ท่าเรือ’ ตัดสินถูกต้องแล้วหรือไม่..?
บทความถัดไปแคนานา เลือกตั้งสุดสูสี ทรูโด ลุ้นหนักหลังเจอพิษภาพเหยียดผิว