“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” กางแผนดึง 41 ล้านเที่ยวไทย งัดไม้เด็ดปั้นอีเวนต์-เมืองกีฬา

แม้จะเปลี่ยนพุทธศักราชใหม่แล้ว แต่ดูเหมือนปัจจัยจากปีพุทธศักราชเก่าจะยังตามมาท้าทายในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวไทย ที่ต้องยอมรับว่าปี 2562 เจอมรสุมทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง จนต้องปรับเป้าตัวเลขการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวลงเล็กน้อย แต่จนแล้วจนรอดแม้ตัวเลขรายได้และจำนวนจะออกมาไม่ได้แย่มากนัก เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัว และเริ่มกลับเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยอีกครั้ง ช่วงเดือนตุลาคม 2562 แต่ก็ดูเหมือนจะกลับเข้ามาช้าเกินไป จึงไม่สามารถหนุนให้ภาคการท่องเที่ยวโตได้ตามที่คาดหวังไว้

ทำให้การเดินทางผ่านเข้ามาสู่ปี 2563 ผู้นำในภาคการท่องเที่ยวก็จะต้องเตรียมตัวรับมือกับปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจจะเข้ามา เพื่อนำพาการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยในช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 มีความพิเศษเกิดขึ้น เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวได้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือว่าเป็นหัวเรือใหญ่ลำใหม่ ที่มีความใหม่แกะกล่องจริงๆ เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการไม่ได้อยู่ในวงการท่องเที่ยวมาก่อน จึงต้องทำการบ้านมากเป็นพิเศษ เพื่อวางทิศทางในการเดินเรือท่องเที่ยวในปี 2563 ให้ลอยได้อย่างสวยงาม ไม่ถูกมรสุมพัดพาให้จมลงก้นทะเลก่อน

•ยึด3แนวคิดหลักในการบริหารงาน

หากนับการทำงานตั้งแต่วันแรกในกระทรวง ผ่านมากว่า 5 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีนโยบายในการทำงานหลักๆ 3 ข้อคือ 1.ความสะอาด 2.ความเสมอภาค การไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามา 3.รณรงค์เรื่องความยั่งยืนของภาคการท่องเที่ยว โดยหลักการดำเนินงานเหล่านี้ เริ่มจัดทำโครงการรองรับแล้วและบางส่วนได้ประชาสัมพันธ์ออกไปแล้ว เช่น วันที่ 22 ธันวาคม 2562 ได้จัดงานชุมพรออนฟอร์กรีน โดยมีกิจกรรมในการร่วมกันเก็บขยะบริเวณพื้นที่เหล่านั้น ตลอดระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร ซึ่งจังหวัดชุมพรถือเป็นจังหวัดต้นแบบที่ริเริ่มโครงการขึ้น โดยต่อจากนี้จะทยอยจัดกิจกรรมพิเศษในรูปแบบดังกล่าวกระจายในจังหวัดอื่นๆ ตามเส้นทางของโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า เป็นการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนบนของไทย หรือถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร และระนอง

ส่วนสาเหตุเลือกชุมพรเป็นจังหวัดแรก เนื่องจากจะเข้าไปสำรวจสนามซ้อมกีฬาโรลเลอร์สกี ซึ่งร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร แม้ประเทศไทยจะไม่มีหิมะแต่สามารถเล่นกีฬาประเภทนี้ได้ ขณะนี้ได้มีการฝึกซ้อมเยาวชนไทย จำนวน 5 ราย เพื่อสนับสนุนให้สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในระดับนานาชาติได้ หลังจากนี้จะมีการสร้างสนามซ้อมสกีให้ได้มาตรฐานตามสากล เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้ได้ใช้ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง อีกหนึ่งเหตุผลที่คัดเลือกชุมพรเป็นจังหวัดเริ่มต้นในการฝึกซ้อมกีฬาสกี เพื่อผลักดันให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ เพราะได้ครูฝึกกีฬาเป็นชาวเดนมาร์ก มีครอบครัวและสร้างรากฐานอยู่ที่ชุมพร จึงใช้เวลาว่างในการฝึกเยาวชนไทย จนสามารถทำให้มีกลุ่มเยาวชนพร้อมที่จะแข่งขันโรลเลอร์สกีในระดับนานาชาติ 14-15 ราย เลือกชุมพรเป็นที่ซ้อมก็เพราะมีครูฝึกซ้อมรองรับ ถือเป็นการจุดประกายแนวทางขึ้น แต่หากมีการฝึกซ้อมเพื่อหวังรางวัลอย่างจริงจัง คงต้องพัฒนาเพื่อให้การฝึกซ้อมและสนามต่างๆ เป็นทางการมากกว่านี้

•เป้าหมายท่องเที่ยวปี”63ทะลุ41ล้านคน

เป้าหมายในภาคการท่องเที่ยวของปี 2562 เบื้องต้นสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้คือ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทย 39.8 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 1.96 ล้านล้านบาท ส่วนตลาดไทยเที่ยวไทย คาดสร้างรายได้มากกว่า 1.10 ล้านล้านบาท รวมรายได้ตลอดปีมากกว่า 3.01 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2563 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในภาคการท่องเที่ยวให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวน 41 ล้านคน รวมรายได้ทั้งตลาดต่างชาติและตลาดคนไทยเที่ยวไทย อยู่ที่ 3.4 ล้านล้านบาท

•รูปแบบทำงานเน้นบูรณาการร่วมกัน

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ด้วยการบูรณาการ และทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายใต้กระทรวงมากขึ้น เป็นการทำงานไปด้วยกันทั้งกระทรวงทั้งระบบ เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยว เตรียมขึ้นเป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวในปี 2563 โดยการดำเนินงานในภาคการท่องเที่ยวมีต้นน้ำคือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กลางน้ำคือกรมการท่องเที่ยว และปลายน้ำคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดย อพท.มีหน้าที่ลงไปสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนหรือคนในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้คนในชุมชนนั้นๆ สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวในทั้งและต่างชาติได้ ซึ่งจะเป็นการยกฐานะของประชาชนให้ดีขึ้นด้วย ส่วนกรมการท่องเที่ยวก็ต่อยอดมาจาก อพท. ในการจดทะเบียน หรือแจ้งให้ผู้ประกอบการรับรู้ว่า การประกอบกิจการในภาคการท่องเที่ยว จะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง อาทิ โฮมสเตย์ สุดท้าย ททท.จะทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น หรือประชาสัมพันธ์ให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติม

ในปี 2563 มุ่งเน้นกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวชุมชนมากขึ้น ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง เรื่องนี้มอบหมายให้ อพท.ลงไปสำรวจ และค้นหาชุมชนที่มีจุดเด่นและมีศักยภาพ เพื่อเข้าไปช่วยพัฒนาคนในชุมชนให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จริง เพราะการท่องเที่ยวเชิงชุมชน ความสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคนและสร้างความเข้าใจให้กับคนในชุมชน เพื่อทำให้คนในชุมชนเข้าใจคำว่าการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีศักยภาพมากที่สุด โดยจะพัฒนาให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงชุมชนในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย และพยายามจะสร้างให้มากที่สุดเท่าที่งบประมาณของกระทรวงจะทำได้ ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงชุมชนที่เห็นเด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากที่สุด จะเป็นชุมชนในจังหวัดพัทลุง เนื่องจากมีกิจกรรมมากมายที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้มีชุมชนต้นแบบในจังหวัดอื่น อาทิ สุโขทัย รวมถึงยังมีอีกหลายชุมชนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาด้วย

ขณะนี้ชุมชนหลายชุมชนมีจุดเด่น และมีศักยภาพค่อนข้างมาก แต่ต้องต่อยอดเรื่องการบริการ การต้อนรับนักท่องเที่ยว และการสื่อสาร ยอมรับว่าคนไทยค่อนข้างอ่อนแอเรื่องของภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ ทำให้ต้องเข้าไปช่วยพัฒนาเรื่องนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนข้อได้เปรียบของคนไทยและประเทศไทย ยังเป็นเรื่องของการเป็นเจ้าบ้านที่ดี การมีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ และยังสามารถรักษาคำนิยามว่าสยามเมืองยิ้มได้อย่างดีมาตลอด

หลังจากกระทรวงการท่องเที่ยวได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้แก่ มาตรการเที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก และร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทยแล้ว ถือว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี แต่ดูเหมือนการประชาสัมพันธ์จะยังทำไม่ได้ดีมากนัก เนื่องจากแม้จะใกล้วันลงทะเบียนรับสิทธิใช้ 2 มาตรการแล้ว แต่มีประชาชนจำนวนมาก ที่ออกมาให้ข้อมูลว่ายังไม่ทราบถึงมาตรการดังกล่าวเลย รวมถึงยังติดขัดในเรื่องระบบการลงทะเบียนและบางส่วนต้องการให้ขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ช่วงที่เหลือของปี 2562 พอมีลุ้นว่ากระทรวงการท่องเที่ยวจะมีมาตรการพิเศษหรือของขวัญพิเศษอะไรออกมาเพื่อส่งท้ายปีใหม่ต้อนรับปีเก่าหรือไม่ แต่หมดปีแล้วยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม หากประเมินตามกระทรวงอื่นๆ ดูเหมือนจะเงียบเหงาเช่นกัน ยกเว้นกระทรวงการคลังค่อนข้างคึกคักมาโดยตลอด อาจเพราะใกล้หมดปีงบประมาณเดิม ทำให้หลายกระทรวงรองบประมาณปี 2563 ออกมาก่อน แต่ยังติดปัญหาเรื่องของงบประมาณปี 2563 ยังไม่ผ่าน เชื่อว่าหากงบประมาณออกมาได้ในช่วงใด หลังจากนั้นกระทรวงต่างๆ จะอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมีอีเวนต์พิเศษออกมาเพิ่มเติมแน่นอน

•เล็งจัดงานยักษ์จูงใจต่างชาติ

สำหรับกระทรวงการท่องเที่ยวในปี 2563 เตรียมจัดอีเวนต์ใหญ่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไว้คือ 1.กรุงเทพมาราธอน จัดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 28,000 คน ขณะนี้ได้เปิดรับสมัครแล้ว และมีมาสมัครแล้วกว่า 5,000 ราย มั่นใจว่าจะมีผู้เข้าสมัครครบตามจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอน 2.การจัดเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังระดับโลก ทูมอร์โรว์แลนด์ (Tomorrowland) เบื้องต้นคาดว่าจัดช่วงเดือนพฤศจิกายน ส่วนพื้นที่จัดงานทางทูมอร์โรว์แลนด์จะเป็นผู้เลือก แต่มี2 สถานที่ให้ตัวเลือกคือ 1.พัทยา 2.ชะอำ สาเหตุที่เลือก 2 สถานที่ในการจัดงาน เนื่องจากภาครัฐต้องการใช้พื้นที่ของภาคเอกชน เพื่อลดข้อจำกัดในด้านต่างๆ อาทิ การห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงประเมินจากความสะดวกในการเดินทาง อีกทั้ง 2 สถานที่อยู่ใกล้กับท่าอากาศยานไทย

การจัดแข่งขันกีฬาวิ่งเทรล (Trail) หรือการวิ่งในภูมิประเทศ ที่เป็นภูเขา ป่า ริมแม่น้ำ ระยะทางตั้งแต่ 10 กิโลเมตร และมากกว่า 100 กิโลเมตรในบางสนามการแข่งขัน โดยสนามแรกจะจัดที่ดอยอินทนนท์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของนักกีฬาวิ่งชาวต่างชาติ ที่ต้องการให้จัดงานวิ่งในดอยอินทนนท์ในวันวาเลนไทน์ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม และกำหนดจัดใน 3 สนาม ได้แก่ 1.ดอยอินทนนท์ 2.จังหวัดลพบุรี และ 3.กลับไปจัดที่ดอยอินทนนท์อีกครั้ง 4.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี จะจัดร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากจัดการแข่งขันวิ่งติดกับเขตอุทยานจึงต้องขอความร่วมมือและจัดร่วมกับกระทรวงทรัพยากร 5.จังหวัดพัทลุง อยู่ระหว่างหารือว่าจะจัดการแข่งขันวิ่งในพื้นที่ภูเขาหรือรอบทะเลสาบสงขลา หรืออาจเป็นการวิ่งทั้ง 2 พื้นที่ร่วมกัน ต้องหารือกันให้ชัดเจนอีกครั้ง

การผลักดันการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ที่เห็นเป็นรูปธรรมและได้รับการตอบรับที่ดีมาก ในช่วงที่ผ่านมา หนีไม่พ้นการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก (โมโตจีพี) ซึ่งฤดูกาลถัดไปจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 20-22 มีนาคม 2563 เป็นปีที่ 3 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งการจัดโมโตจีพีใน 2 ปีแรกในประเทศไทย ถือเป็นอันดับ 1 ของโลกที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในการแข่งโมโตจีพี ขณะเดียวกันอยู่ในขั้นตอนการเตรียมเซ็นสัญญาจัดการแข่งขันเพิ่มอีก 5 ปีต่อเนื่อง โดยเตรียมข้อมูลเพื่อจะนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

•ย้ำความปลอดภัยต้องมาก่อน

ด้านความปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นมากที่สุด ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวได้หารือและร่วมมือกับตำรวจท่องเที่ยว ในการปล่อยตำรวจท่องเที่ยวลงตรวจตราในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม อีกทั้งได้มอบหมายให้ตำรวจท่องเที่ยวช่วยฝึกฝนอาสาสมัครท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ อย่างน้อยชุมชนละ 5 คน เพื่อให้อย่างน้อยอาสาสมัครท่องเที่ยวเหล่านี้จะสามารถเป็นกำลังให้ชุมชนของตนเองได้ รวมถึงยังสามารถป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้นในชุมชนได้ นอกจากนี้ปี 2563 กระทรวงการท่องเที่ยวได้มีนโยบายในการทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย ซึ่งจะเป็นประกันรูปแบบคุ้มครองเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อุบัติเหตุ และด้านอื่นๆ ในระยะเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างการเจรจากับบริษัทประกันที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งต้องรอให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพื่อพิจารณาแนวทางดังกล่าวก่อน เบื้องต้นกระทรวงการท่องเที่ยวจะยึดหลักแนวทางนี้ และดำเนินการล่วงหน้าต่อไป หากระยะเวลาอันใกล้นี้ คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวยังไม่มีการจัดประชุม ก็จะนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาต่อไป ซึ่งความจริงแล้วตั้งเป้าไว้ว่าการจัดทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะต้องแล้วเสร็จก่อนเทศกาลตรุษจีน หรือภายในไตรมาส 1/2563 เนื่องจากมีขั้นตอนและรายละเอียดที่ต้องดำเนินการต่ออีกจำนวนมาก อาทิ การจัดหาบริษัทที่จะเข้ามารับผิดชอบด้านการทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว

•บาทแข็งกระทบท่องเที่ยว

ปี 2563 ปัจจัยที่น่ากังวลและจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากสุด คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังพยายามหาทางทำให้ค่าเงินอ่อนลงบ้าง เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าประเทศอื่นๆ เป็นอุปสรรคในการทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เพราะต้องบอกว่าการท่องเที่ยวแม้ถือเป็นการพักผ่อน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งค่าเงินแข็งกระทบกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยกตัวอย่าง นักท่องเที่ยวจีนเคยเดินทางมาเที่ยวไทยทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ที่ผ่านมากำหนดวงเงินหยวนไว้ 10,000 หยวน แลกเป็นเงินบาทได้ประมาณ 50,000 บาท แต่ขณะนี้ต้องเพิ่มเป็น 11,600 หยวน เพื่อให้แลกเป็นเงินบาทได้เท่าเดิม ทำให้นักท่องเที่ยวบางรายใช้วิธีในการกำหนดเงินไว้เท่าเดิม แม้จะแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง แต่ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการเลือกโรงแรมหรือที่พักระดับต่ำลง เข้าร้านอาหารที่มีระดับลดลง รวมถึงการไม่จับจ่ายใช้สอยมากเท่าที่ควร ซึ่งทำให้เม็ดเงินควรจะเข้ามาในประเทศไทยปรับลดลงตามไปด้วย โดยช่วงที่ผ่านมามีโอกาสพูดคุยกับผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว จึงรู้ว่ามีการเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบทัวร์อาเซียน โดยการเดินทางด้วยรถยนต์มายังไทยและผ่านเข้าประเทศอื่นๆ 5 ประเทศที่มีแผ่นดินติดต่อกัน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากใช้วิธีเดินทางด้วยเงินเท่าเดิม แต่ใช้การลดค่าใช้จ่ายส่วนต่างๆ แทน

ในส่วนของแผนการรับมือกับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องนั้นจะมีการจัดทำมาตรการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อลดภาระที่เกิดขึ้นจากช่องว่างของอัตราแลกเปลี่ยน โดยนำเรื่องเสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณาในส่วนของรายละเอียดต่างๆ ของมาตรการ เบื้องต้นต้องร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยว ว่าจะสามารถจัดทำมาตรการในรูปแบบใดได้บ้าง เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามา ไม่รู้สึกว่า มาเที่ยวในประเทศไทยแล้วมีราคาแพง ใช้เงินจำนวนมากกว่าที่เคย

ปัจจัยบวก 2563 ยังมองไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน แต่กระทรวงการท่องเที่ยวยืนยันว่าจะพยายามทำงานอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล และการร่วมมือกับภาคเอกชน เพราะหากไม่มีการจัดกิจกรรม เพื่อกระตุ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามามากขึ้น มองว่าปี 2563 จะเป็นปีที่ลำบากของภาคการท่องเที่ยว จึงต้องเร่งหามาตรการมาใช้ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามามากขึ้น อาทิ มาตรการลดง่ายแจกแถมคงถึงเวลาที่ต้องเอามาใช้แล้ว

•เดินทางเข้าแหล่งเที่ยวมีอุปสรรค

สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดของภาคการท่องเที่ยวคือ การเดินทาง โดยเฉพาะหากต้องการเดินทางเข้าไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรองต่างๆ เนื่องจากช่องทางการเดินทางในบางพื้นที่ อาจยังไม่เอื้ออำนวยและไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร แม้ว่าแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ จะมีของดีหรือมีจุดเด่นที่น่าสนใจ แต่ไม่สามารถดึงดูดใจได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น ขณะนี้ภาครัฐได้พยายามหารือกับผู้ประกอบการในภาคส่วนของระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ ให้ยกระดับคุณภาพและบริการให้ได้มาตรฐานตามหลักสากล อาจพัฒนาขึ้นในรูปแบบของการจัดทำแอพพลิเคชั่น เพื่อช่วยเรื่องความสะดวกและความปลอดภัย รวมถึงแก้ปัญหาเรื่องการโก่งราคา และการปฏิเสธผู้โดยสารด้วย นอกจากนี้ ยังมองว่าหากสามารถผลักดันให้แกร็บถูกกฎหมายได้ จะเป็นประโยชน์กับภาคการท่องเที่ยวสูงมาก เพราะช่วยทำให้นักท่องเที่ยวหารถโดยสารในการเดินทางท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้บริการไปตามต่างจังหวัด ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกระทรวงคมนาคม ได้มีการหารือร่วมกันถึงเรื่องดังกล่าว และเรื่องอื่นๆ อยู่ตลอด ในฐานะที่มาจากพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กระทรวงคมนาคมก็เร่งรัดในการผลักดันให้แกร็บถูกกฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องให้โอกาสผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาและยกระดับบริการของตนเองก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ประกอบการ

รมว.พิพัฒน์ทิ้งท้ายถึงการบริหารงานในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า อดีตที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร จะไม่สนใจ ทุกคนเป็นใครมาจากไหนก็ไม่สนใจ แค่รับรู้ไว้ว่าการทำงานต่อจากนี้ จะไม่มีการกลั่นแกล้งใคร ไม่มีการปลดหรือถอดใครออกจากตำแหน่ง แต่ทุกฝ่ายต้องบูรณาการและทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ให้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และสามารถลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง

จากหลักการข้างต้น คงต้องมาติดตามดูกันต่อไปว่าปี 2563 ภาคการท่องเที่ยวจะเข้าเป้าหมายอย่างที่ตั้งความหวังไว้ได้แค่ไหน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้“บิ๊กแป๊ะ”สั่งเร่งผู้ก่อเหตุปาระเบิดหน้าโรงแรมดังแม่สอด คาดขัดแย้งปมรับเหมา
บทความถัดไปอุทาหรณ์! หนุ่มโดนกลุ่มไซด์ไลน์ หลอกโอนเงิน 7 รอบ รวม 87,000 บาท ก่อนไหวตัวแจ้งความ