ทายาทเบเยอร์ วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ เคลื่อนโรดแมปธุรกิจสู่‘สีรักษ์โลก’

12.12.24 | 12:37 น.

ทายาทเบเยอร์
วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ
เคลื่อนโรดแมปธุรกิจสู่‘สีรักษ์โลก’

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2504 ที่ดำเนินธุรกิจจากผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาเนื้อไม้ ในวันนี้กลุ่มบริษัท เบเยอร์ จำกัด บริษัทสีคนไทยได้เคลื่อนธุรกิจมา 63 ปีแล้ว

ปัจจุบัน “สีเบเยอร์” อยู่ใต้การนำทัพของเจเนอเรชั่นที่สอง มี “วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ” ทายาทคนสุดท้องของ “ประเสริฐ ชัยยศบูรณะ” ผู้ก่อตั้ง นั่งสานต่อธุรกิจในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ หลังเรียนรู้งานและสั่งสมประสบการณ์มายาวนาน เพื่อรับไม้ต่อจากผู้เป็นพ่อ

“ปัจจุบันเบเยอร์เราเป็นเบอร์ 2 ของตลาดสี เป้าหมายต่อไป เราตั้งใจอยากจะเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่หนึ่งในใจของผู้บริโภค” คำกล่าวทายาทรุ่น 2 ของสีเบเยอร์กับการไปให้ถึงเป้าหมาย

จึงเป็นที่มาการวางโรดแมปสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เติบโตในทุกมิติ เพื่อให้ “เบเยอร์” เป็นมากกว่าสีทาบ้าน รับกับเทรนด์โลกและการแข่งขันของธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม

Advertisement

“วรวัฒน์” กล่าวว่า บริษัทยังคงเดินหน้าธุรกิจตามพันธกิจ Eco-Wellness Innovation สร้างนวัตกรรมสีรักษ์โลก เพื่อเคลื่อนสู่ธุรกิจสีเขียวเต็มรูปแบบ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและไปสู่เป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ในอนาคต ซึ่งแต่ละปีได้ลงทุนมาต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย เช่น พัฒนาโปรดักต์ พัฒนาการผลิต แต่ละปีจะใช้เงินลงทุนไม่เท่ากัน อย่างเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เปลี่ยนอุปกรณ์ผลิตทั้งหมด เพื่อลดพลังงาน และปีนั้นเราได้รางวัลลดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ต่อมาปี 2566 ได้เน้นหนักเปลี่ยนรถยนต์บริการจากน้ำมันสู่พลังงานไฟฟ้า (อีวี) ต่อเนื่องถึงปีนี้ ส่วนปี 2568 มีแผนติดโซลาร์เซลล์เพิ่ม ปรับปรุงการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงจะลงทุนใหญ่ขยายโรงงานใหม่เนื้อที่ 50 ไร่ บนพื้นที่โรงงานเดิมที่สมุทรปราการ ที่มีพื้นที่กว่า 100 ไร่ เพื่อขยายกำลังการผลิตจากปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 60-70% ซึ่งโรงงานใหม่จะมีการพัฒนารองรับ ESG ด้วย

“จริงๆ เรื่อง ESG เราทำมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เราเป็นรายแรกออกผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์คูล นวัตกรรมสีบ้านเย็น ยังเป็นรายแรกที่ได้ฉลากลดคาร์บอนฟุตพรินต์ เรื่องนี้อยู่ในดีเอ็นเอของเบเยอร์และในนโยบายของเรามานานแล้ว รวมถึงยังได้ผลักดันให้ภาครัฐรับรู้และเปลี่ยนมาตรฐานบางอย่าง เช่น สีทนความร้อน สีประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ต่อไปในระยะกลางและระยะยาวเราต้องการยกระดับวงการสีไปอีกขั้น ทำให้ทั้งผู้บริโภคและหน่วยงานรัฐได้รับรู้ รับทราบ ในเทรนด์ของต่างประเทศที่ได้รู้ ได้เห็นมา คือ การแข่งขันลดคาร์บอนต่อลิตรของสีลง ซึ่งเป็นการแข่งขันการตลาดแบบใหม่” ซีอีโอกลุ่มสีเบเยอร์กล่าว

สำหรับการเดินกลยุทธ์ของเบเยอร์นั้น “วรวัฒน์” ขยายความว่า ในระยะถัดไปของเบเยอร์ทั้งระยะกลางและระยะยาว จะเริ่มจากการแข่งขันกับตัวเองก่อน เพื่อลดคาร์บอนลงไปเรื่อยๆ ในทุกปี ซึ่งเบเยอร์ไม่ได้ทำเฉพาะสินค้าอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำในแง่ขององค์กรด้วย เพราะการทำในองค์กร ทุกๆ อันที่ลดลงไปของคาร์บอนจะสะท้อนไปสู่เนื้อสีหรือเราเรียกว่า คาร์บอนฟุตพรินต์ ฟอร์ ออแกไนเซชั่น เราเปลี่ยนรถในการเข้าบริการลูกค้าจากใช้น้ำมันเป็นรถอีวีทั้งหมด ใช้โซลลาร์เซลล์ในการผลิต เราสามารถเคลมได้ว่าในปัจจุบันเบเยอร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตหรือออฟฟิศขายหรือส่วนงานบริการลูกค้าทั้งหมดใช้พลังงานจากพลังงานทดแทน 100%

“ดังนั้น แผน ESG ต่อจากนี้ไป เป็นเรื่องการต่อยอดการลดคาร์บอนเป็นหลัก เพื่อไปสู่เป้าหมายเน็ตซีโร่ปี 2050 โดยตั้งเป้าลดคาร์บอนอย่างน้อยปีละ 2-3% ในแง่ของผลิตภัณฑ์ ส่วนองค์กรขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ เพราะมีเรื่องของการเติบโต การเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถทำทีเดียวทั้งหมดได้ ต้องเป็นการทยอยทำ แต่ในแง่ของผลิตภัณฑ์เราชัดเจนว่าใช้การผลิตที่ประหยัดพลังงาน ใช้วัตถุดิบที่อยู่ใกล้โลว์คาร์บอนและลดการขนส่ง ทุกอย่างเป็นส่วนเสริมทำให้คาร์บอนต่อผลิตภัณฑ์น้อยลง และเรามีโรดแมปชัดเจน” วรวัฒน์ย้ำ

สำหรับภาพรวมตลาดสีในปี 2567 ด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน “ทายาทสีเบเยอร์” ยอมรับว่ามีผลต่อกำลังซื้อปีนี้อ่อนลงไปบ้างจากผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เนื่องจากจำนวนการเปิดโครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมออกสู่ตลาดน้อยลง มีผลต่อวอลุ่มหายไป จากงานใหม่น้อย แต่ตลาดสีโชคดีอย่างหนึ่ง คือ ตลาดไม่ได้พึ่งตลาดอาคารใหม่เสมอไป ยังมีตลาดรีโนเวต ซึ่งเป็นการทาสีซ้ำที่เรียกว่า repaint ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นการอ่อนตัวของอาคารใหม่จึงมีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเราก็เห็นการอ่อนตัวลงพอสมควรในตลาดประมาณ 5-6% แต่ไม่ถึงกับไปโตที่ตลาดรีโนเวต เพราะตลาดยังทรงๆ อยู่ เลยทำให้ตลาดโดยรวมลดลงไปไม่มากนักปีนี้

การแข่งขันอุตสาหกรรมสีทาบ้านก็ค่อนข้างสูง เราจึงให้ความสำคัญด้านคุณภาพและเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาด ด้วยสีรักษ์โลก รักษ์พลังงาน หลังออกสีเบเยอร์คูล ในปีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นเน้นผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำที่ลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำความเย็นในบ้านหรืออาคาร ช่วยประหยัดค่าไฟได้ 32% มีอายุการใช้งานที่นานขึ้นกว่า 10 ปี ต่อไปตลาดนี้จะเติบเติบโตขึ้นมากทั้งอาคารใหม่และอาคารเก่า เพราะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเกณฑ์อาคารเขียว ล่าสุดเราใช้งบ 30 ล้านบาททำตลาดสีตัวใหม่นี้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับ
ผู้บริโภค

ตั้งเป้าปี 2568 จะมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสีรักษ์โลก 15% ส่วนรายได้รวมของบริษัทปีนี้ตั้งเป้าโต 15% จากปี 2566 ที่มีรายได้ 4,800 ล้านบาท และปีหน้าคาดว่าจะเติบโตเท่ากับปีนี้

“วรวัฒน์” ยังอัพเดตสถานการณ์ต้นทุนว่า ยังไม่นิ่ง มีทั้งขึ้นและลง เหวี่ยงสะวิงไปเรื่อยๆ ตามค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน ที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก ซึ่งช่วงที่เงินบาทแข็งค่า ทำให้สามารถลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบบางรายการลงไปได้บ้าง อย่างไรก็ตามเบเยอร์ไม่ได้ปรับราคาขายขึ้นมาหลายปีแล้ว นับจากปี 2565 ที่ช่วงนั้นต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นมากหลังเกิดสงครามรัสเซียกับยูเครน โดยได้ปรับราคาตามตลาดประมาณ 3 ครั้ง

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย “ทายาทสีเบเยอร์” สะท้อนมุมมองว่า ถ้ารัฐบาลสามารถขับเคลื่อนทำให้เรื่องของการทำธุรกิจให้ไหลลื่นขึ้น โดยพยายามมีนโยบายที่ส่งเสริม โดยเฉพาะในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้มีกำลังซื้อกลับเข้ามาในตลาดดูดซัพพลายที่เหลืออยู่ รวมถึงทำให้ประชาชนสามารถมีความคล่องตัวในแง่ของการลดภาระหนี้ครัวเรือนได้ จะทำให้เศรษฐกิจโดยภาพรวม จะหมุนได้ดีขึ้น รวมถึงมาตรการแก้หนี้ที่รัฐบาลเตรียมคิกออฟออกมานั้นน่าจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย