ปัจจุบันทั่วโลกต่างกำลังกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้ารอบใหม่ที่เริ่มขึ้นแล้ว!!
หลัง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศ ขึ้นอัตราภาษีนำเข้าต่อกลุ่มประเทศเป้าหมาย ทั้งต่อเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% และจีน ในอัตรา 10%
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่โดนประเด็นภาษีนำเข้า แต่จากสถานการณ์ข้างต้น ได้ทำให้ตลาดหุ้นร่วงรุนแรง 40 จุด หลุดแนวรับ 1,300 เลยทีเดียว
ท่ามกลางความกังวลนี้ เกาะติดภาคเอกชนไทยต่างออกมาแสดงความเห็นพร้อมข้อเสนอต่อรัฐบาล นำโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการประชุมประจำเดือนกุมภาพันธ์ ระบุ ความขัดแย้งทางการค้าได้กดดันสินค้าจากต่างชาติเข้ามาแย่งตลาดและกระทบต่อภาคการผลิตของไทย สินค้าต่างประเทศล้นตลาดจากปัญหาสงครามการค้าและการแยกขั้ว (De-coupling) ทะลักเข้ามาในประเทศ ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการจ้างงาน
กลุ่มสินค้าสำคัญที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น เหล็ก พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องนุ่งห่ม แก้วและกระจก เครื่องสำอาง เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญในการลดผลกระทบคือวางแผนให้ดี
อย่างไรก็ตามสถานการณ์สงครามการค้าจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทยในระยะสั้น เพราะจะช่วยให้สามารถไปแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในแคนาดา และเม็กซิโกที่มีราคาสูงขึ้น จากการที่สหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้า
นายเกรียงไกรยังระบุ ที่ประชุม กกร.ประเมิน เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวจำกัด เนื่องจากการกีดกันทางการค้าที่รุนแรง และทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จะเป็นความท้าทายต่อการส่งออกของไทย
ภาคอุตสาหกรรมบางสาขา ต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจากต่างประเทศ ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแนวทางเพื่อลดผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยาว โดยใช้ประโยชน์จากการแยกขั้วของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องวางแผนให้ดี
และเร่งทำข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติมจาก เขตการค้าเสรี FTA ไทย – สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
อีกด้านหนึ่งจาก นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุ ไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยจากมาตรการทรัมป์ 2.0 ได้ เพราะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไทยจะถูกขึ้นภาษีจากสหรัฐอเมริกา เพราะล่าสุดไทยยังไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สหรัฐอเมริกาประกาศจะขึ้นภาษี
เจาะลึกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าพบว่าทรัมป์ใช้มาตรการนี้เพื่อวัตถุประสงค์ 2 อย่าง คือ 1.ใช้เป็นมาตรการในการเจรจาต่อรองเพื่อให้ประเทศต่างๆ แก้ปัญหาภายในให้สหรัฐ ไม่ได้ตั้งใจขึ้นภาษีจริงๆ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องผู้อพยพ และปัญหายาเสพติด
2.ใช้เพื่อทำสงครามการค้า แก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า มีเพียงจีนประเทศเดียวที่สหรัฐประกาศทำสงครามการค้าจริงๆ โดยใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 10% เป็นการใช้มาตรการขึ้นภาษีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการยื่นข้อเสนอเพื่อเจรจาต่อรองเรื่องอื่นๆ แต่อย่างใด และอัตราที่ขึ้นก็ยังต่ำกว่า 65% ตามที่ทรัมป์เคยหาเสียงไว้ ขณะที่จีนเองก็ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ รวมทั้งฟ้องร้องสหรัฐต่อองค์การการค้าโลก หรือ WTO ถือว่าเป็นสงครามการค้าเต็มรูปแบบ
นายธนวรรธน์ระบุอีกว่า กรณี นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อเจรจาล็อบบี้และทำความเข้าใจกับหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชนของก่อนที่ไทยอาจจะถูกขึ้นหรือไม่ขึ้นภาษีนั้น ถือว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว เชื่อว่าจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับไทยได้มาก
ด้านกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ก็ได้เกาะติดสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
โดย นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุ สศอ.ได้วิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 มีประเด็นที่สำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมของไทย อาทิ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงาน และแนวทางด้านอุตสาหกรรมอวกาศ รวมทั้งการขึ้นภาษีศุลกากร เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ
ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องปรับตัวยกระดับศักยภาพการผลิตสินค้าไทยให้มีความพร้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นแรกที่สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้ง Stargate บริษัทร่วมทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับ โอเพ่นเอไอ (OpenAI) ซอฟต์แบงก์ (Softbank) และ ออราเคิล (Oracle) มูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี AI คาดว่าจะส่งผลให้เกิดอุปสงค์ต่ออุตสาหกรรมโดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไทยมีความชำนาญและมีการส่งออกหลักไปยังสหรัฐ
ประเด็นที่สำคัญถัดมา ได้แก่ การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสและการปลดล็อกข้อจำกัดด้านการผลิตพลังงานฟอสซิล มีเป้าหมายทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานลดลง จะเป็นประโยชน์ต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมการขุดเจาะน้ำมันและการผลิตปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้แก่ ปิโตรเคมี ปุ๋ยและเคมีเกษตร ปูนซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ พลังงานไฟฟ้า เยื่อกระดาษและกระดาษ
ขณะเดียวกันการลงนามเพิกถอนคำสั่งบริหาร การจำหน่ายรถยนต์ใหม่ร้อยละ 50 จากทั้งหมด ต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในปี พ.ศ.2573 ที่ลงนามโดยประธานาธิบดีไบเดน จะเป็นโอกาสให้อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสันดาป (ICE) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญของโลก (ในปี 2566 อยู่ที่อันดับ 10 ของโลก) และมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะเครื่องยนต์ ICE น่าจะช่วยให้ไทยส่งออกไปยังตลาดสหรัฐดีขึ้น
ประเด็นสุดท้าย ดำเนินการระยะยาวคือ การประกาศนำธงชาติสหรัฐไปปักบนดาวอังคาร เป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐจะกลับเข้าสู่การแข่งขันด้านอวกาศอีกครั้ง แนวทางดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการทรัพยากร และ Supply Chain ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ประเทศไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ดังกล่าว ซึ่งอุตสาหกรรมการบินและอวกาศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย
ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างวางแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของประเทศให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยีและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าอุตสาหกรรมไทยในเวทีการค้าโลก นายภาสกรทิ้งท้าย

