
ย้อนไปวันที่ 28 เมษายน 2025 เวลา 12.33 น. ตามเวลายุโรปกลาง ได้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่เป็นวงกว้าง หรือ “Blackout” ในคาบสมุทรไอบีเรีย ส่งผลกระทบต่อประเทศสเปน โปรตุเกส และบางส่วนของฝรั่งเศสตอนใต้
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคนได้รับผลกระทบอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งระบบขนส่งสาธารณะ รถไฟใต้ดิน รถไฟความเร็วสูง และเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวต้องหยุดให้บริการ ประชาชนหลายหมื่นคนติดอยู่ในระบบขนส่งสาธารณะและต้องอพยพด้วยตนเอง ระบบสื่อสารโทรคมนาคมล่ม และบริการพื้นฐานอย่างน้ำประปาและระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ก็ไม่สามารถใช้งานได้
มีรายงานว่าต้นเหตุสำคัญของวิกฤตครั้งนี้มาจากระบบไฟฟ้าของประเทศสเปนสูญเสียกำลังการผลิตไฟฟ้ากว่า 15,000 เมกะวัตต์ภายในเวลาเพียง 5 วินาที ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของการผลิตไฟฟ้าในขณะนั้น
โดยพลังงานที่หายไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลม ซึ่งมีความไม่แน่นอนโดยธรรมชาติ เมื่อพลังงานเหล่านี้หายไปอย่างฉับพลัน ระบบจึงไม่สามารถตอบสนองได้ทันและส่งผลสืบเนื่องไปยังโรงไฟฟ้าอื่นและโครงข่ายไฟฟ้าของสเปนและโปรตุเกสล่มลงทั้งระบบ กระทบต่อโครงข่ายไฟฟ้าทั่วยุโรป
การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าต้องใช้เวลามากกว่า 12-18 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ใกล้เคียงระดับปกติ
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงกลายเป็น “เสียงเตือนที่ชัดเจน” ถึงทุกประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น แม้เป้าหมายนี้จะมีความจำเป็นต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงใหม่ที่หากไม่มีการวางแผนอย่างรัดกุม ระบบไฟฟ้าของประเทศอาจเผชิญความไม่มั่นคงอย่างคาดไม่ถึง
โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan; PDP) ของประเทศไทย เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดว่าประเทศควรจะสร้างโรงไฟฟ้าประเภทใด ขนาดเท่าใด และเมื่อใด โดยอิงจากการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต อย่างไรก็ตาม โจทย์ของการวางแผนในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การ “ผลิตให้เพียงพอ” แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่น ความสามารถในการฟื้นฟู และตอบสนองต่อสถานการณ์ไม่แน่นอนได้ดีของระบบไฟฟ้าด้วย
ในอดีต การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะพิจารณาจากสมมุติฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจและข้อมูลเชิงสถิติในอดีตเป็นหลัก แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย เช่น การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเกิดความผันผวนสูงและไม่สามารถอิงกับรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป
นอกจากนี้การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นอย่างมาก เช่น แสงอาทิตย์และพลังงานลม ด้วยข้อดีด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ไม่มีการปล่อยมลพิษ และสนับสนุนเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ “ความไม่แน่นอน” ของการผลิต พลังงานเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและเวลา เช่น ในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดจัด อาจมีไฟฟ้าเกินความต้องการ ขณะที่ในช่วงเย็นกำลังผลิตไฟฟ้าจะหายไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังมีแนวโน้มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทำให้รูปแบบการใช้ไฟฟ้าคาดเดาได้ยากมากขึ้น
ทั้งหมดส่งให้ช่วงพีคของการใช้พลังงาน (Peak Demand) มีแนวโน้มเปลี่ยนจากช่วงกลางวันในอดีต เป็นช่วงกลางคืน และอาจต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมที่มีต้นทุนสูง
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแผน PDP ฉบับใหม่ของประเทศไทย ได้มีการนำแนวคิดการพิจารณา “โอกาสการเกิดไฟฟ้าดับ” หรือ LOLE (Loss of Load Expectation) มาใช้แทนระบบการวางแผนที่ใช้การกำหนด “กำลังผลิตสำรอง” แบบเดิม ที่เป็นการกำหนดสัดส่วนร้อยละของกำลังผลิตที่จะสำรองเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค ซึ่งใช้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
โดย LOLE เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนความเสี่ยงหรือความน่าจะเป็นของระบบไฟฟ้าที่จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ มักแสดงในรูปของ “จำนวนวันต่อปี” ที่อาจเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับ โดยการใช้ LOLE จะทำให้สามารถวางแผนออกแบบระบบผลิตไฟฟ้าที่ตอบสนองต่อความไม่แน่นอน และปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคและการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้อย่างเหมาะสม
นอกจากการปรับเกณฑ์ด้านการวางแผนแล้ว ประเทศไทยยังจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่เสริมความยืดหยุ่นแก่ระบบไฟฟ้า อาทิ ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความสามารถในการประสานข้อมูลการผลิตและการใช้ไฟฟ้าได้อย่างเรียลไทม์
รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นในการเสริมความสามารถระบบไฟฟ้าให้ทำงานร่วมกับการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่แน่นอนสูงได้ดียิ่งขึ้น เช่น การติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์ การพัฒนาระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน การพัฒนาแพลตฟอร์มและกลไกการรวบรวมแหล่งทรัพยากรไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resource: DER) เพื่อนำทรัพยากรในส่วนต่างๆ ของระบบไฟฟ้า รวมถึงในส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้า มาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสร้างความยืดหยุ่นแก่ระบบไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของระบบพลังงาน เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคที่พลังงานต้องสะอาด ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ระบบไฟฟ้าจึงต้องออกแบบใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่ต้องคิดแบบองค์รวม บูรณาการเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้ใช้ และนโยบายให้สอดคล้องกัน
บทเรียนจากไฟดับในยุโรปไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น “อนาคตที่อาจเกิดขึ้น” หากเราไม่วางแผนให้ดี
การวางระบบไฟฟ้าให้มั่นคงในวันนี้ จึงเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในวันพรุ่งนี้

