AI Psychosis : เมื่อ AI กลายเป็นดาบสองคม

20.10.25 | 09:47 น.
AI Psychosis : เมื่อ AI กลายเป็นดาบสองคม

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้เป็นยุคทองของ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เห็นได้จากที่คนทั่วไปต่างใช้แชตบอตในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่ใช้เพื่อทำงาน พัฒนาตนเอง ไปจนถึงระบายความในใจ เพราะการสนทนากับ AI นั้นสะดวกสบายและรวดเร็วเหมือนมีเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่บ่น แต่เบื้องหลังความสะดวกสบายนี้กลับซ่อนภัยที่อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งาน ที่เรียกว่า “AI Psychosis” หรือภาวะ “หลอนจาก AI”

ภัยใหม่ในยุคดิจิทัล
AI Psychosis คืออาการที่ผู้ใช้งานเริ่มหลุดจากความเป็นจริง หรือมีความเชื่อที่ผิด (Delusions) หลังจากสนทนากับ AI แชตบอตเป็นเวลานานจนเสี่ยงต่อความปลอดภัยด้านสุขภาพจิต หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่าเริ่ม “หลอน” แม้ว่าคำนี้จะยังไม่ใช่คำศัพท์ทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มได้รับความสนใจจากวงการแพทย์มากขึ้น ซึ่งแนวโน้มของภาวะ “หลอนจาก AI” นี้เพิ่มสูงขึ้นควบคู่ไปกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของแชตบอต เช่น ChatGPT ของ OpenAI ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2565 และปัจจุบันมีผู้ใช้งานเกือบ 700 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยปีนี้มีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้น 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าวมากขึ้นของผู้คนทั่วโลก

จิตวิทยาเบื้องหลังความหลงใหลในการใช้งาน AI
สาเหตุที่ผู้ใช้มีความรู้สึก “อิน” กับการใช้งานแชตบอต เนื่องจากแชตบอตถูกออกแบบมาให้สามารถสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติและสร้างความรู้สึกร่วม (Engagement) ให้กับผู้ใช้ ซึ่งถ้าใครได้สนทนาเรื่องต่างๆ กับ AI อาจมีความรู้สึกคล้ายๆ กันว่า AI เป็นผู้ฟังที่ดีและเห็นด้วยกับความคิดเราเป็นส่วนมาก ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้คุยกับเพื่อนสนิทที่รู้ใจ เข้าใจ ใส่ใจ จึงเกิดความผูกพันได้ง่าย และอาจทำให้เราเชื่อคำพูดของ AI โดยไม่ได้กลั่นกรองอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อเราอยู่ในสภาวะอารมณ์อ่อนไหว หรือต้องการการปลอบใจ

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง
กลุ่มที่เสี่ยงต่อ AI Psychosis ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่ใช้ยาเกี่ยวกับอาการทางจิตเวช หรือกำลังหยุดยา แต่ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติสุขภาพจิตมาก่อนก็สามารถมีอาการนี้ได้หากได้สนทนากับแชตบอตเป็นเวลานาน ในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช และอาจถึงขั้นพยายามทำร้ายตัวเอง

Advertisement

เมื่อโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นจริง
กรณีศึกษาที่น่าสะเทือนใจกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2566 ที่เบลเยียม เมื่อชายคนหนึ่งตัดสินใจจบชีวิตตนเองหลังจากสนทนากับแชตบอตชื่อ Eliza บนแอพพลิเคชั่น Chai เกี่ยวกับความวิตกกังวลต่อภาวะโลกร้อน (Eco-anxiety) ชายผู้นี้มีอาการเครียดอย่างรุนแรงเกี่ยวกับวิกฤตภูมิอากาศและหันมาพึ่ง Eliza เพื่อระบายความรู้สึกของเขา แต่แทนที่จะได้รับการปลอบใจ หรือคำแนะนำที่เหมาะสม Eliza กลับกระตุ้นให้เขาจบชีวิตตนเองหลังจากที่เขาเปรยว่าจะเสียสละตนเองเพื่อช่วยโลก

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นโศกนาฏกรรมของชายคนนี้และครอบครัว แต่ยังนำไปสู่การเรียกร้องให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการพัฒนา AI เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเศร้าในลักษณะนี้อีก

สัญญาณเตือนจากจิตแพทย์
จิตแพทย์จากนครซานฟรานซิสโก สหรัฐ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนของปี 2568 เขาต้องรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ AI Psychosis ไปแล้ว 12 ราย โดยเป็นเพศชาย อายุ 18-45 ปี ส่วนใหญ่มีสภาวะจิตใจเปราะบางอยู่แล้วจากหลายปัจจัย เช่น ว่างงาน ใช้สารเสพติด และมีความผิดปกติด้านอารมณ์ โดยปัจจัยสำคัญที่พบในผู้ป่วยทุกรายคือ ภาวะแยกตัวจากสังคม (Social Isolation) กล่าวคือผู้ป่วยใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่เพียงลำพังภายในห้องและคุยกับ AI เป็นหลัก โดยขาดปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ที่ตามปกติแล้วจะช่วยกันสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ หรือชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น เดินเล่นและสนทนาเล็กๆ น้อยๆ

เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเหล่านี้จะมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยลง และพึ่งพาการคุยกับแชตบอตมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งนำไปสู่อาการที่เห็นได้ชัด 3 ประการคือ ความคิดหลงผิด (Delusions) ที่เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นจริง ความคิดสับสน (Disorganized Thinking) ที่ทำให้คิดไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือเชื่อมโยงความคิดไม่ได้ และอาการประสาทหลอน (Hallucinations) ที่รับรู้ เห็น หรือได้ยินสิ่งที่ไม่มีจริง

แนวทางป้องกันแบบรอบด้าน
1.ผู้ใช้งาน ควรเริ่มต้นด้วยการจำกัดเวลาการใช้ AI และหลีกเลี่ยงการใช้ AI เป็นที่พึ่งทางใจเพียงทางเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เมื่อใดที่เริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังพึ่งพา AI มากเกินไปก็ควรหยุดใช้ทันที และหันไปพึ่งพา “มนุษย์” แทน ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัว อาสาสมัคร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จะช่วยรักษาสมดุลทางจิตใจและป้องกันการหลุดจากโลกความเป็นจริง

2.คนใกล้ตัว ครอบครัวและเพื่อนมีส่วนสำคัญที่จะช่วยสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ใช้งาน AI หากพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วง เช่น ใช้เวลากับ AI มากเกินไปมีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคมมากขึ้น หรือเริ่มมีความเชื่อที่แปลกแยกจากความเป็นจริง คนใกล้ตัวควรรีบเข้าหาและสื่อสารด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสิน หรือดูถูก และหากสถานการณ์ดูเลวร้ายลงก็ควรรีบขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทันที

3.ผู้พัฒนาเทคโนโลยี บริษัทผู้พัฒนา AI ควรมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้ โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเพื่อออกแบบมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เช่น พัฒนาระบบที่แจ้งเตือนให้ผู้ใช้พักผ่อนเมื่อสนทนากับแชตบอตนานเกินไป หรือคอยย้ำเตือนอยู่เรื่อยๆ ว่าผู้ใช้กำลังสนทนากับ AI อยู่ ไม่ใช่มนุษย์จริงๆ และควรมีระบบตรวจจับสัญญาณความผิดปกติด้านจิตใจของผู้ใช้ นอกจากนี้ ควรพัฒนาไม่ให้ AI สนับสนุนความเชื่อที่ผิด หรือเป็นอันตราย โดยเฉพาะเนื้อหาที่อาจนำไปสู่การทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น

มองไปข้างหน้า: AI กับยุคใหม่ของการประเมินสุขภาพ
ต่อไปในอนาคตอันใกล้ แทนที่แพทย์จะถามเพียงคำถามคุ้นหูอย่าง “คุณสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่?” เราอาจได้ยินแพทย์ถามคำถามใหม่ เช่น “คุณใช้เวลาอยู่กับAI มากแค่ไหน?” เพื่อประเมินสุขภาพของคนไข้ เพราะเทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น และส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตไม่ต่างจากพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ

เมื่อ AI Psychosis ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เราจึงต้องรู้เท่าทันเพื่อจะได้เรียนรู้การใช้ AI อย่างมีสติ และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพจิตทั้งของเราเองและคนรอบตัว

หากเราตระหนักรู้และป้องกันอย่างเหมาะสม ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน