ในยุคที่โลกหมุนไปด้วยพลังของเทคโนโลยีดิจิทัล ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในภาคธุรกิจเอกชนเท่านั้น หากแต่ได้แผ่ขยายเข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดินอย่างลึกซึ้ง หน่วยงานของรัฐจึงจำเป็นต้องก้าวให้ทันต่อยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence (AI) กลายเป็นดั่งผู้ช่วยคนสำคัญ ที่เข้ามาเสริมพลังให้กับระบบงานราชการ เพื่อให้การให้บริการประชาชนมีความสะดวก ถูกต้อง โปร่งใส และทันสมัย
กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย เล็งเห็นศักยภาพของ AI ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการ จึงพัฒนาระบบ DFT SMART-I (DFT SMART Licensing) ซึ่งเป็นระบบการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้า ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยมีเทคโนโลยี OCR AI (Optical Character Recognition with Artificial Intelligence) เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการ ระบบนี้ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการทำงานจากเอกสารกระดาษสู่ระบบดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยน “ประสบการณ์การให้บริการ” ของภาครัฐให้ก้าวสู่ระดับใหม่
AI ช่วยยกระดับบริการประชาชน
เมื่อผู้ประกอบการเริ่มต้นเข้าสู่ระบบ DFT SMART-I ขั้นตอนที่เคยยุ่งยากก็ถูกแทนที่ด้วยความสะดวกเพียงปลายนิ้ว ผู้ประกอบการสามารถอัพโหลดเอกสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชน หนังสือมอบอำนาจ หรือเอกสารประกอบทางการค้า เช่น ใบกำกับสินค้าและใบรายการบรรจุหีบห่อ ระบบ AI จะทำหน้าที่อ่านตัวอักษรจากภาพเอกสารเหล่านั้นด้วยเทคโนโลยี OCR จากนั้นจะกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว
ซึ่ง AI ไม่ได้เพียงแค่ทำงานแทนมนุษย์ แต่ยังทำให้กระบวนการมีความร่วมมือระหว่างคนกับเครื่องอย่างกลมกลืน ผู้ประกอบการยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลในกรณีที่ระบบอ่านไม่ถูกต้อง และเมื่อมีการแก้ไข ระบบจะเน้นข้อความนั้นด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นได้ชัดเจนในขั้นตอนตรวจคำขอ เป็นกลไกเล็กๆ สะท้อนถึงการออกแบบเพื่อความโปร่งใส และลดข้อผิดพลาดทุกขั้นตอน
ประตูสู่การให้บริการเชิงรุก
อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) เล่าว่า เบื้องหลังระบบอัจฉริยะนี้ คือความตั้งใจของกรมจะก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบราชการแบบเดิม ที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก ใช้เวลาตรวจสอบยาวนาน และเสี่ยงต่อความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน การนำAI เข้ามาช่วยในระบบ SMART-I เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่โลกใหม่ของการให้บริการเชิงรุกไม่เพียงตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน แต่ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ของกรมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“หน้าจอของเจ้าหน้าที่ ระบบจะรวบรวมคำขอจากผู้ประกอบการพร้อมเอกสารแนบที่ผ่านการอ่านด้วย OCR ไว้อย่างเป็นระบบ หากมีส่วนใดที่ผู้ประกอบการแก้ไข ระบบจะแสดงให้เห็นชัดเจนในทันที เจ้าหน้าที่จึงสามารถตรวจสอบเอกสารได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมั่นใจได้ว่าข้อมูลทุกส่วนได้รับการตรวจทานอย่างครบถ้วน ภาพของเจ้าหน้าที่ที่เคยนั่งตรวจสอบเอกสารแนบหลายๆ ฉบับเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ถูกแทนที่ด้วยหน้าจออัจฉริยะที่แสดงข้อมูลครบถ้วนในคลิกเดียว สิ่งเหล่านี้ คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบราชการดิจิทัลที่จับต้องได้จริง”
ก่อผลลัพธ์หลากหลายมิติ
การประยุกต์ใช้ AI ในระบบ SMART-I ไม่เพียงลดเวลาการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ อีกทั้งการนำระบบ OCR AI มาปรับใช้ในกระบวนการให้บริการของกรม ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเฉพาะในระดับองค์กรเท่านั้น หากส่งผลต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ
1.เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
เมื่อระบบราชการมีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินการทางการค้าได้คล่องตัวกว่าเดิม การยื่นขอใบอนุญาตส่งออก-นำเข้าสามารถดำเนินการได้รวดเร็วภายในเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ระบบ SMART-I ที่ใช้ AI อ่านและกรอกข้อมูลให้อัตโนมัติ ช่วยลดต้นทุนด้านเวลาและแรงงาน ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น ยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีบุคลากรด้านเอกสารมากนัก สามารถดำเนินธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศได้ด้วยตนเองอย่างถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว
2.ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประเทศการค้าดิจิทัล
ในเวทีโลก ความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือของระบบการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้า เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความพร้อมของประเทศด้าน Ease of Doing Business การที่กรมการค้าต่างประเทศสามารถให้บริการผ่านระบบอัจฉริยะ DFT SMART-I ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จึงช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศไทย ว่าเป็นประเทศการค้าดิจิทัล (Digital Trade Nation) ที่พร้อมรองรับกระแสการค้าสมัยใหม่ ความเชื่อมั่นมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้การลงทุนในไทยมีแนวโน้มเติบโต
3.สนับสนุนเศรษฐกิจฐานข้อมูล (Data-Driven Economy)
AI ที่ถูกนำมาใช้ในระบบของกรมการค้าต่างประเทศไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอ่านเอกสารเท่านั้น แต่ยังสร้างคลังข้อมูลดิจิทัลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ข้อมูลจากการยื่นคำขอใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้าของผู้ประกอบการจำนวนมาก ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบและสามารถนำไปใช้วิเคราะห์แนวโน้มทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปประมวลผลด้วย AI Analytics รัฐสามารถคาดการณ์ทิศทางการส่งออกสินค้า วิเคราะห์ตลาดคู่ค้าใหม่ๆ รวมถึงออกมาตรการสนับสนุนเฉพาะสาขาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุดมากขึ้น และลดการใช้ทรัพยากรของภาครัฐโดยเปล่าประโยชน์
4.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยโดยรวม
การที่กรมนำ AI เข้ามาใช้ ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ (Digital Economy) เป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในภาครัฐ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม การยกระดับระบบงานให้เป็นดิจิทัลแบบครบวงจร ไม่เพียงทำให้เกิดความสะดวกแก่ประชาชน แต่ยังช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานอื่นๆ เดินตามแนวทางเดียวกัน ผลลัพธ์ในภาพรวมคือ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล การเพิ่มการจ้างงานในสายอาชีพเทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่อิงข้อมูล (Digital Ecosystem) จะเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งในระยะยาว
5.สร้างความโปร่งใสและลดต้นทุนทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ
ในมุมมองมหภาค การที่ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบเอกสารและลดความผิดพลาดจากมนุษย์ ทำให้กระบวนการอนุญาตมีความโปร่งใสมากขึ้น ลดโอกาสการทุจริตและความล่าช้าในระบบราชการ ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการรอคอย การแก้ไขเอกสาร หรือการสูญเสียโอกาสทางการค้า จึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดการใช้กระดาษ ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยประหยัดงบประมาณของภาครัฐในระยะยาวอีกด้วย
ดังนั้น ระบบ DFT SMART-I เป็นตัวอย่างการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง กรมมิได้เพียงให้บริการที่รวดเร็วและสะดวก แต่ยังได้สร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจให้กับประชาชนว่า หน่วยงานภาครัฐของไทยสามารถยืนเคียงข้างโลกดิจิทัล และก้าวสู่ยุคของเศรษฐกิจอัจฉริยะ

