นักธุรกิจกระทุ้งรัฐบิลด์ ‘เที่ยวไทย’ ให้ทั่วโลกมั่นใจ ‘ปลอดภัย-ไร้โกง’

27.10.25 | 09:47 น.

วันนี้ทั่วโลกยังจับตาความขัดเแย้งตามชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังจากกัมพูชายิงจรวด BM-21 ใส่บริเวณนอกพื้นที่สู้รบ บริเวณปั๊มน้ำมันที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและการสูญเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง อีกทั้งเลือกใช้การปล่อยข่าวปลอม หรือเฟคนิวส์ รวมถึงความไม่ชัดเจนที่จะยุติข้อพิพาทระหว่างกัน

จากนั้นก็นำไปสู่การแก้ปัญหาที่สะสมมานานอย่างสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งกัมพูชาถูกมองว่าเป็นแหล่งพักพิงซ่องสุมเบอร์หนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาพร้อมกับเหตุการณ์อีกมากมาย อาทิ พบหลักฐานการเสียชีวิตของพลเมืองจากหลายประเทศ และการบอกเล่าจากปากเหยื่อของขบวนการสีเทาเหล่านี้ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดในดินแดนแห่งสแกมเมอร์ ที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาอย่างใหญ่โตจนเหมือนเป็นเมืองที่สามารถทำการหลอกลวง หรือก่อเหตุอาชญากรรมได้อย่างโจ่งแจ้ง

การแก้ไขปัญหาของประเทศแห่งการหลอกลวงนี้เริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้น เมื่อนานาประเทศเล็งเห็นถึงปัญหาเรื่องนี้ ไม่ได้มองว่าไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อประเทศที่มีขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างเกาหลีใต้ ประกาศเอาจริงกับเรื่องนี้จน นางคิม จีนา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ ได้เดินทางไปพบ สมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการแก้ปัญหาที่ชาวเกาหลีใต้ถูกล่อลวงไปทำงานกับกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ และการส่งตัวพลเมืองเกาหลีใต้ 60 คน กลับประเทศ หลังถูกจับกุมจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งมีการเรียกทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบเพื่อแสดงความกังวลร้ายแรงต่อกรณีการหลอกลวงไปทำงาน กักขังหน่วงเหนี่ยวชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง หลังมีรายงานการลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงไปทำงานเพิ่มสูงขึ้นมากช่วงที่ผ่านมา ความน่าสนใจคือ มีการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม เพื่อกวาดล้างปราบปรามขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ให้สิ้นซาก และขอให้ประสานความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างตำรวจ 2 ประเทศ หลังพบร่างไร้วิญญาณของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตในกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าถูกลักพาตัวและทรมานอย่างรุนแรงโดยกลุ่มอาชญากรรมในกัมพูชา

⦁ไทยถูกโยงปมแก๊งคอลเซ็นเตอร์

Advertisement

แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นในกัมพูชา แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนมากขึ้น ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2568 หลังเกิดเหตุการณ์นักแสดงจีนใช้ไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางต่อไปทำงานในกัมพูชา และหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย โดยกรณีนี้แม้ตำรวจไทยจะสามารถช่วยเหลือกลับมาได้อย่างปลอดภัยด้วยความรวดเร็ว แต่ผลกระทบกลับเกิดขึ้นแล้ว เมื่อข่าวสารถูกแพร่ออกไปว่า นักแสดงจีนมาหายตัวไปที่ชายแดนไทย สร้างความกังวลต่อการเดินทางมายังไทย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งฐานลูกค้าหลักของไทยก็เป็นนักท่องเที่ยวจีนด้วย

เมื่อเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอย่างภาคการท่องเที่ยวถูกกระทบ ทำให้ความคาดหวังว่าจะได้เห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าปีที่ผ่านๆ มาเลือนรางและห่างไกลออกไป จนถึงปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) อย่างเต็มตัวแล้ว แต่ส่วนใหญ่มองว่าภาพคงไม่ได้คึกคักเท่าที่ควรจะเป็น ยิ่งมาเจอปัญหาสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติจากกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยที่มีเขตชายแดนอยู่ติดกัน โดยเฉพาะเมื่อมีภาพของการขนย้ายหนีความผิดของกลุ่มคนเหล่านี้ และบางส่วนเชื่อว่าจุดหมายปลายทางใหม่คือ ประเทศไทย ดั่งที่ได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถจับกุมชายชาวจีน 3 ราย ที่มีพฤติกรรมเช่าบ้านพักในกรุงเทพฯ เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงคนชาติเดียวกัน ซึ่งมีหลักฐานแน่นทั้งโทรศัพท์มือถือจำนวนหลายสิบเครื่อง คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก รวมถึงพบว่ามีคนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

เรื่องนี้สร้างความกังวลต่อภาคการท่องเที่ยวไทย อาจได้รับผลกระทบเพิ่มอีก โดยเฉพาะประเด็นภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีปัญหาอยู่แล้วจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น เมื่อผสมกับสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา และการที่กัมพูชาถูกจับจ้องจากนานาประเทศในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ สายตาก็หลุดโฟกัสลามมาที่ไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งปฏิเสธได้ไม่เต็มเสียงมากนักว่า ไทยปลอดภัยแบบ 100% เพราะในประเทศเองก็มีปัญหาหลายด้านที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมากมาย ทั้งการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว การหลอกลวงโขกราคาสินค้า หรือบริการแบบสูงเกินจริงรวมถึงปัญหาใหญ่ด้านอาชญากรรมต่างๆ หลายเสียงจึงส่งถึงรัฐบาลให้ใช้โอกาสนี้ทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่

⦁ท่องเที่ยวถูกสารพัดปัจจัยฉุด

จากมุมมองในเรื่องดังกล่าว นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ประเทศไทยมีปัญหามาตั้งแต่ต้นปีโดยเฉพาะปัญหาเรื่องความปลอดภัยที่ถือเป็นประเด็นหลัก เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากคดีนักแสดงจีน ต่อมาเจอแผ่นดินไหวทำให้ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงคู่แข่งของการท่องเที่ยวไทย ทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ที่เป็นฐานลูกค้าของไทย แต่ก็เป็นตลาดคู่แข่งเช่นกัน และสถานการณ์ยิ่งดุเดือดมากขึ้นเมื่อการท่องเที่ยวของเวียดนามมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เวียดนามกลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญของไทย เพราะถูกมองว่ามีความสดใหม่มากกว่า รวมถึงมีความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติตลาดฐานลูกค้าหลักลดลง

เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและฟื้นความเชื่อมั่นเร็วที่สุด มีข้อเสนอด้านมาตรการต้องการให้รัฐบาลอนุทิน 1 ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ได้แก่ 1.ประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทาง โดยไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทาง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมาย เพื่อจัดตั้ง Joint Safety Protocol หรือมาตรการเฝ้าระวังร่วมกัน ในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงและการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

2.ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น Tourist Safety Acknowledgement ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐานและได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป

3.ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองและสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานใน CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง

4.เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศ CLMV อาทิ ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทาง ทั้งภาครัฐและเอกชน

⦁วางตำแหน่งไทยฟื้นเชื่อมั่น

“ประเทศไทยต้องแสดงจุดยืนในอาเซียนแบบชัดเจน เพราะไม่เพียงเป็นทางผ่าน แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน เพื่อป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น พร้อมประกาศมาตรการเชิงรุก ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือประเทศศูนย์กลางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบต่อภูมิภาค โดยในยุคที่ภัยไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยว โลกต้องการผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับบทบาทของตนเองจากประเทศท่องเที่ยว สู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน” นายอดิษฐ์กล่าว

เลขาฯแอตต้ากล่าวถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยต้องยอมรับว่ามีการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ค่อนข้างช้ากว่าที่ควร เพราะระหว่างทางตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงปัจจุบันนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนักท่องเที่ยวโดนหลอก ซึ่งมีภาพส่งต่อจนกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดที่อ่อนไหวกับประเด็นความปลอดภัยอย่างจีน แม้บางกรณีอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนไทยที่เป็นผู้ก่อเหตุ แต่เป็นคนจีนทำร้ายคนชาติเดียวกันหรือชาติอื่น แต่พอมีภาพส่งต่อในโซเชียลมีเดียทำให้การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติช้าออกไป เพราะความเชื่อมั่นไม่กลับคืนมา

⦁จี้ใช้กม.แก้ปัญหาจริงจัง

ด้าน นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวเสริมว่า ปัญหาด้านความปลอดภัยของประเทศไทย ความจริงต้องบอกกว่าไทยไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในตัวนักท่องเที่ยวเอง ที่ยังจำภาพหลากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขฟื้นภาพลักษณ์ให้กลับคืนมา ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ล่าสุดที่มีไกด์จีนขู่นักท่องเที่ยวบนรถบัสท่องเที่ยวให้ซื้อสินค้าราคาแพง หากไม่ยอมจะไม่ได้กลับประเทศนั้น แม้รู้ว่าไกด์ที่ก่อเหตุเป็นไกด์จีน แต่ก็ต้องดำเนินการจับกุม ต้องหาคนผิดมาทำโทษตามกฎหมายให้ได้ จับแล้วก็ปราบปรามเพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้อีก ไม่เช่นนั้นเรื่องความเชื่อมั่นความปลอดภัยในการมาท่องเที่ยวไทยก็จะถูกกระทบแบบไม่รู้จบ แม้ผู้ทำผิดเป็นไกด์จีน ประเทศไทยก็โดนไปด้วยอยู่ดี เพราะเรื่องเกิดขึ้นในไทย จะมีคำถามแน่นอนว่า ทำไมที่จีนไม่มี แต่ในไทยกลับมี ถือเป็นปัญหาที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงทำอะไรไม่ได้ และปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้

หากจะพิสูจน์ว่าประเทศไทยไม่ได้ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ต้องจับกุมคนก่อเหตุให้ได้ จากนั้นต้องลงโทษตามลักษณะของการก่อเหตุ ต้องมีความรุนแรงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการยึดพาสปอร์ต หรือจำกัดวีซ่า ห้ามผู้ก่อเหตุเดินทางเข้าประเทศไทยแบบถาวร ทำอย่างไรก็ได้ให้มีภาพการลงโทษแบบเป็นรูปธรรมออกสู่สายตาต่างชาติ อะไรที่ทำได้ต้องทำก่อน และทำให้เร็วที่สุดด้วย หากไม่อยากให้ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ไทยมีมากกว่านี้ เพราะภาคการท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพในตัวเองอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลง ภาครัฐจึงควรร่วมมือกับผู้ประกอบการเร่งปรับลดข้อจำกัด จุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง ยกระดับคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นทางเลือกลำดับแรกๆ และคุ้มค่าที่จะกลับมาเที่ยวซ้ำ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและคุณภาพการให้บริการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ

⦁ยอดจองห้องพักก่อนปีใหม่เงียบ

ความน่าเป็นห่วงในตอนนี้คือ เดือนกันยายนที่ผ่านมาอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปรับลดลงจากเดือนก่อนในทุกระดับดาวและทุกภูมิภาค ตามจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (short-haul) โดยธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่ารายได้ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มลดลงอย่างน้อย 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่ภาคกลาง สะท้อนจากยอดจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงไตรมาส 4 นี้ที่เข้ามาช้าและต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ความหวังที่จำนวนนักท่องเที่ยวจะปรับเพิ่มมากขึ้นในไฮซีซั่นถูกเลื่อนออกไปใกล้ปลายปีมากขึ้น และการปรับราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวันทำได้อย่างจำกัด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงจากคู่แข่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งหมดเป็นเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนบนความหวังว่า ปัญหาที่พัวพันจนยุ่งเหยิงจะถูกสะสางได้สักที