อนาคตของการทำงาน : เมื่อองค์กรต้องเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง

7.11.25 | 09:47 น.

เพราะโลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีเท่านั้นที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่โครงสร้างองค์กร พฤติกรรมการทำงาน และแม้กระทั่งความคาดหวังต่อชีวิตการทำงานของเราเองก็กำลังถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด สิ่งที่เราควรถามตัวเองคือ เราพร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่อนาคตของการทำงานที่ต่างไปจากเดิมที่เคยรู้จัก

เมื่อ AI กลายเป็นเพื่อนร่วมงานตัวจริง
ในอดีตเราอาจจะเห็น AI เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่รอคำสั่งจากมนุษย์ แต่ในปัจจุบัน AI ได้วิวัฒนาการก้าวหน้าไปถึงขั้นที่เรียกว่า Agentic AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์นักปฏิบัติการ” ซึ่งสามารถคิด วางแผน ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติงานได้เองอย่างอัตโนมัติ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา Gartner ประเมินว่าภายในปี 2571 Agentic AI จะมีบทบาทในการตัดสินใจทำงานถึง 15% ในขณะที่ McKinsey ระบุว่าเทคโนโลยีนี้สามารถเพิ่มผลิตภาพในงานด้านกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) ได้มากถึง 20 เท่า ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติ แต่เป็นสัญญาณว่าเราใกล้เข้าไปสู่วันที่ AI จะไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้และลองผิดลองถูกที่จะทำงานร่วมกันให้ได้ เพราะนี่อาจเป็นก้าวแรกไปสู่ยุค Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งเป็น AI ที่ฉลาดเทียบเท่ามนุษย์ กล่าวคือสามารถวิเคราะห์ ตระหนักรู้ และแก้ไขปัญหาได้เองอย่างอิสระ

เมื่อคนสี่เจนต้องทำงานร่วมกัน
ขณะที่เทคโนโลยีก้าวหน้า สถานที่ทำงานของเราก็กำลังเผชิญกับความท้าทายจากยุค “Multi-generational Workforce” หรือสภาพแวดล้อมที่มีพนักงานหลายรุ่นหรือหลาย “เจน” ตั้งแต่ Baby Boomers, Gen X, Gen Y ไปจนถึง Gen Z มาทำงานอยู่ร่วมกันในองค์กรเดียว ซึ่งแต่ละเจนก็มีวิธีคิด ทักษะ และความคาดหวังที่แตกต่างกัน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้

อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายนี้ก็เป็นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กร โดยเฉพาะ Gen Z ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในองค์กร เพราะคนเจนนี้เติบโตมากับเทคโนโลยี เรียนรู้ได้รวดเร็ว และมีทักษะดิจิทัลที่พร้อมใช้งาน ดังนั้นหากองค์กรสามารถดึงศักยภาพของ Gen Z ออกมาได้เต็มที่ก็จะสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนในการฝึกอบรมเป็นเวลานาน ในขณะเดียวกัน พนักงานรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญก็สามารถเป็น “โค้ช” และ “ครู” ที่ช่วยปั้นคนรุ่นใหม่และถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร

Advertisement

สุขภาพจิต : วาระเร่งด่วนที่ไม่ควรมองข้าม
หนึ่งในปัญหาเงียบที่ส่งผลกระทบในสถานที่ทำงานปัจจุบันคือปัญหาสุขภาพจิต โดยในประเทศไทย กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่พบปัญหานี้มากที่สุด โดยผลสำรวจจาก ComPsych ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตและการจัดการลางาน ระบุว่าระหว่างปี 2562-2567 จำนวนการลางานโดยรวมเพิ่มขึ้นราว 30% ขณะที่การลางานอันมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด

ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่าสำหรับทุกองค์กรแล้ว การดูแลสุขภาพจิตของพนักงานไม่ใช่แค่เรื่องที่ “น่าจะมี” แต่กลายเป็นเรื่องที่ “จำเป็นต้องมี” โดยองค์กรหลายแห่งได้เริ่มลงทุนในเทคโนโลยี AI เพื่อดูแลสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของพนักงาน อีกทั้งยังมีมาตรการทั้งเชิงรุกและเชิงป้องกันด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลด้านสุขภาพจิตโดยเฉพาะ สนับสนุนค่าสมาชิกฟิตเนส ตลอดจนจัดหาแอพพลิเคชั่นสำหรับฝึกสติและสมาธิให้พนักงาน สวัสดิการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเพิ่มผลผลิตและความรู้สึกผูกพันต่อองค์กร นอกจากนี้ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานอย่างจริงจัง จะสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี (Wellbeing) แบบองค์รวม

ผู้สูงอายุ : ไม่ใช่ ‘ภาระ’ แต่คือ ‘ทรัพย์สิน’
แนวคิดเรื่องการเกษียณอายุและสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนแปลงไป จากที่ในอดีตผู้คนมักคาดหวังแค่อยากมีชีวิตที่ยืนยาว (Long Lifespan) แต่ในปัจจุบัน แค่อายุยืนอาจไม่เพียงพอ เพราะเราต้องการทั้งชีวิตที่ยืนยาวและคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดี (Healthspan) หรือที่เรียกว่า “Longevity” ไปพร้อมกันด้วย

ด้วยแนวคิดดังกล่าว ทำให้คำว่า “สังคมสูงวัย” (Aging Society) ที่อาจเคยถูกมองว่าเป็นภาระ ที่จริงแล้วสามารถเป็น “ทรัพย์สิน” (Asset) ได้ เพราะผู้ที่ดูแลตัวเองดีและวางแผนทางการเงินมาอย่างรอบคอบ ในอนาคตก็จะเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ด้วยกำลังซื้อ ประสบการณ์ ทักษะ และที่สำคัญที่สุดคือยังมีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม

ด้วยแนวโน้มนี้ ในอนาคตเราอาจเห็นอายุเกษียณเปลี่ยนจาก 60 ปี ไปเป็น 65-70 ปี ซึ่งย่อมหมายความว่าองค์กรต้องปรับตัวเพื่อรองรับพนักงานที่อาจทำงานยาวนานกว่าเดิม

Longevity Workplace : ออฟฟิศในฝันแห่งอนาคต
การออกแบบออฟฟิศสำหรับอนาคตไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือทันสมัย แต่เป็นเรื่องของ “Longevity Workplace” กล่าวคือ เป็นออฟฟิศซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพดีและสามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว

ออฟฟิศที่เป็นมิตรกับสุขภาพ เช่น มีโต๊ะทำงานปรับระดับได้ มีเก้าอี้ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ มีห้องงีบ (Nap pods) เพื่อให้พนักงานงีบหลับสั้นๆ หรือมีพื้นที่สันทนาการ จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีขึ้น ช่วยให้พนักงานห่างไกลจากโรคออฟฟิศซินโดรม อีกทั้งมีพลังและสมาธิที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ องค์กรควรสนับสนุนให้พนักงานทุกช่วงวัยได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว

นอกจากปัจจัยด้านกายภาพแล้ว หากองค์กรมุ่งเน้นวัฒนธรรมการทำงานที่ให้คุณค่ากับผลลัพธ์ของงานมากกว่าจำนวนชั่วโมงการทำงาน พร้อมสร้างบรรยากาศที่พนักงานรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขในการทำงาน ก็จะทำให้องค์กรนั้นเป็น “องค์กรในฝัน” ได้อย่างสมบูรณ์

อนาคตของการทำงาน…ต้องเริ่มต้นวันนี้
อนาคตของการทำงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทั้งการทำงานร่วมกับ Agentic AI การบริหารจัดการองค์กรที่มีหลายรุ่นอายุ การดูแลสุขภาพจิต และการเตรียมพร้อมสำหรับสังคมที่มีอายุยืนยาวขึ้น ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายที่เราต้องเผชิญ

เพราะองค์กรที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต คือองค์กรที่ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่เห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นโอกาสสร้างสรรค์รูปแบบการทำงานใหม่ที่ดีและยั่งยืนกว่า สำหรับทั้งองค์กรเองและพนักงาน