ตลาดก่อสร้าง 1.4 ล้านล้านหืดจับ รับเหมาขอ‘ควิกวิน’ต่อลมหายใจ

10.11.25 | 09:47 น.
ตลาดก่อสร้าง 1.4 ล้านล้านหืดจับ รับเหมาขอ‘ควิกวิน’

เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้าง อีกหนึ่งฟันเฟืองกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาที่ถาโถม ทั้งสภาพคล่องและงานก่อสร้างใหม่ที่หดตัวถ้วนหน้า ไม่ว่าโครงการภาครัฐและเอกชนตามสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซามานานแรมปี กลายเป็นหนี้เสีย ลามไปสู่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ไร้เงินทุนต่อลมหายใจ

ล่าสุด ลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา สมาคมได้ร่วมกับอีก 3 สมาคมวิชาชีพ ได้แก่ สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย (วปท.) วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ได้เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือถึงปัญหาของธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างและหาแนวทางในการใช้อุตสาหกรรมก่อสร้างกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย

โดยสมาคมได้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยข้อเสนอระยะเร่งด่วน Quick Win เป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัย และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ได้แก่ 1.การจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงิน ชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) ซึ่งเป็นเงินที่ผู้รับเหมาต้องได้รับอยู่แล้วจากค่าวัสดุที่ราคาสูงขึ้นผิดปกติ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง ไม่ทิ้งงาน โดยมีค่าเคค้างสะสมอยู่ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา

2.แก้ไขปัญหาการขาดแคนแรงงานด้วยการนิรโทษกรรมแรงงานผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ 3.ขอซอฟต์โลน เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ เพื่อให้มีเงินทุนในการทำงาน งานไม่หยุดชะงัก ลดปัญหาการทิ้งงาน ซึ่งรัฐบาลเคยทำมาแล้วในช่วงโควิด

4.ออกระเบียบกำหนดระยะเวลาการบริหารสัญญาที่ชัดเจน เช่น ระยะเวลาในการจ่ายเงินงวดงาน การจ่ายค่า K การอนุมัติต่างๆ รวมทั้งการแก้ไขสัญญา เพื่อให้ภาครัฐและเอกชนบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น มีการส่งงานที่เร็วขึ้นเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง

Advertisement

5.บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติที่ใช้นอมินีและไม่ได้มีตัวตนจริงในประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานงานและความปลอดภัย รวมทั้งให้เงินที่ใช้ในงานก่อสร้างหมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ 6.สร้างกลไกให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้างจริง ได้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็น ให้ข้อหารือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด รวดเร็วและใช้ได้จริง

“ลิซ่า” ระบุสำหรับข้อเสนอระยะกลาง เป้าหมายเพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีมาตรฐานสากล สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดการใช้ดุลพินิจ ลดข้อร้องเรียนและคดีความที่ต้องวินิจฉัย ประกอบด้วย 1.แก้ไขพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างปี 2560 เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผู้รับเหมาที่ทำงานดี ลดปัญหาการทิ้งงาน

2.แก้ไขปรับปรุงสัญญาการก่อสร้างให้เป็นสากลและเป็นธรรม ในส่วนงานเอกชนให้นำ Escrow Account (บัญชีรับฝากและจ่ายเงินแบบมีเงื่อนไขตามคำสั่ง) มาใช้เพื่อรักษาประโยชน์ให้กับประชาชนและผู้บริโภคที่ผ่อนชำระค่าที่อยู่อาศัย และในส่วนงานราชการให้มีการนำสัญญามาตรฐานสากล เช่น สัญญา FIDIC (สัญญามาตรฐาน) มาใช้ ทั้งหมดนี้เพื่อลดข้อพิพาทในคดีงานก่อสร้างและให้เกิดความเป็นธรรม และ 3.ปรับปรุงราคากลางและการคิดต้นทุนงานก่อสร้างให้ครบถ้วน เหมาะสม และทันสมัย เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้งานก่อสร้างที่มีคุณภาพ

ส่วนข้อเสนอระยะยาว “ลิซ่า” ระบุว่า เป้าหมายเพื่อยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งระบบ โดยตั้งองค์กรกลางที่เป็นองค์กรวิชาชีพและมีความอิสระ เพื่อกำกับ ดูแล กำหนดทิศทาง ยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงการกำหนดให้มีการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก่อสร้างครอบคลุมผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนและกำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ

“ปัญหาของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน การแก้ไขทั้งระบบคงทำไม่ได้เร็วแต่อย่างน้อยเราต้องพยายามที่จะทำให้ผู้รับเหมาที่ดี ผู้ประกอบการที่ดีสามารถอยู่รอดได้ จากแนวโน้มคาดว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีถึงจะดีขึ้น เพราะสถานการณ์ปีนี้และปีหน้ายังแย่ ทุกๆ ปีจะมีงานประมูลจากรัฐและเอกชนเฉลี่ย 1.3-1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนงานเอกชน 55% รัฐ 45% แต่ตอนนี้กลับกันเป็นงานรัฐมากกว่าเอกชนที่ชะลอตัว ยังเผชิญคู่แข่งจากผู้รับเหมาจีนที่เข้ามาแบบครบวงจรหรือรับเหมาศูนย์เหรียญ” ลิซ่ากล่าว

พร้อมย้ำว่า อยากให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มูลค่างานก่อสร้างปีละ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.6% ของจีดีพี มีการจ้างงานประมาณ 4 ล้านคน และจากผลการศึกษาที่สมาคมทำร่วมกับทีดีอาร์ไอ พบว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมได้จะสามารถลดต้นทุน ดอกเบี้ยและการเงินอื่นๆ ได้ประมาณ 1% ของจีดีพีก่อสร้าง ประสิทธิภาพการก่อสร้างรวมจะดีขึ้น 6% เมื่อรวมกับผลได้ทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและแรงงานที่จะบริโภคมากขึ้นจะส่งผลรวมต่อเศรษฐกิจ เพิ่มจีดีพีได้อย่างน้อย 0.5% จึงเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกเครื่องยนต์หนึ่ง

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัวที่ 1.41 ล้านล้านบาท โดยการก่อสร้างภาครัฐขยายตัว 1% แตะ 860,000 ล้านบาท ยังเผชิญแรงกดดันงบประมาณปี 2569 ที่งบลงทุนลดลง 5% จากปีงบประมาณ 2568 ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมือง รอการประมูลโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ส่วนมูลค่าก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 551,000 ล้านบาท หรือลดลง 1% จากการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยหดตัวตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่หดตัว ขณะที่การก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มีแนวโน้มทรงตัว ทั้งนี้ พื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่หดตัวสูงในปี 2567 ต่อเนื่องถึง 2568 ส่งผลให้กิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชนชะลอตัวในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ภาคก่อสร้างยังเผชิญความท้าทายในปี 2569 ทั้งจาก “ต้นทุนก่อสร้าง” ยังอยู่ในระดับสูง แม้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง ประกอบกับจำนวนแรงงานพื้นฐานชาวเมียนมามีแนวโน้มลดลง อาจเป็นแรงกดดันให้ค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น ยังมีผลกระทบจากแผ่นดินไหว ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาคก่อสร้าง ตลอดจนบทบาทของ “ผู้รับเหมาจีน” ที่ส่งผลการแข่งขันราคาประมูลงาน กระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในซัพพลายเชน โดยใช้วัสดุก่อสร้างจากจีนมากขึ้น

สำหรับความท้าทายในระยะปานกลาง คือ ภาวะโอเวอร์ซัพพลายของภาคอสังหาริมทรัพย์, Productivity ของภาคก่อสร้างอยู่ในระดับต่ำ และแรงกดดันในการลดการปล่อย Emission นอกจากนี้ยังมีสินค้าต่างประเทศที่ถูกระบายเข้ามาไทยมากขึ้น จากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ ไม่ว่าเหล็กจีน เหล็กญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมถึง “กระเบื้อง” จากจีน เวียดนาม และอินเดีย

เป็นภาวะของธุรกิจก่อสร้าง ท่ามกลางงานประมูลที่เหือดแห้ง และการรุกคืบของผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้างต่างชาติ ซ้ำเติมผู้รับเหมาไทย ให้เปราะบางมากยิ่งขึ้น