ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน” ของ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ได้กลายเป็นหนึ่งในโมเดล CSR ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในแวดวงการพัฒนาชุมชน
ด้วยแนวคิดที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบครั้งคราว แต่เป็นการพัฒนาชุมชนอย่างจริงจังและเป็นระบบ เสริมรายได้เสริมโอกาส และเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จนกลายเป็น “ต้นแบบการสร้างเศรษฐกิจฐานราก” ที่จับต้องได้ และเห็นผลลัพธ์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2562 โดยสำนักงานสลากฯมองว่าหน้าที่ขององค์กรไม่ใช่เพียงการจัดจำหน่ายสลาก แต่ต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง จึงเกิดแนวคิดที่จะใช้ทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่มี มาช่วยพัฒนาชุมชนที่มีศักยภาพ ผ่านการทำงานร่วมกับชาวบ้าน หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เน้นการทำงานจริงลงพื้นที่จริง และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ทำให้โครงการโดดเด่นกว่ากิจกรรมเพื่อสังคมทั่วไป คือ รูปแบบการดำเนินงานที่ “พัฒนาแบบบูรณาการ” ไม่ใช่การให้เงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการปรับโครงสร้างการบริหารชุมชน การเสริมทักษะอาชีพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างเรื่องราวของชุมชน ไปจนถึงการทำตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ทีมที่ปรึกษาจากสำนักงานสลากฯจะลงพื้นที่ในแต่ละชุมชนเป็นระยะเวลาหลายเดือน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพ ก่อนออกแบบแผนพัฒนาเฉพาะพื้นที่ ทำให้เป้าหมายของโครงการคือการให้ชุมชน “ลุกขึ้นยืนด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน” ไม่ใช่พึ่งพาการสนับสนุนภายนอกตลอดไป
โดยคุณสมบัติชุมชนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีพื้นฐานด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม หรือทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น รวมถึงต้องมีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม เช่น ประมาณ 50 หลังคาเรือนขึ้นไป เพื่อให้การพัฒนามีผลในระดับเศรษฐกิจชุมชน ขณะเดียวกัน ชุมชนต้องยินดีเข้าร่วมอย่างจริงจัง และพร้อมเปิดรับการปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการ
หลายชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ได้รับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ จนยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หรือชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับการวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ให้เหมาะกับศักยภาพในพื้นที่ สามารถสร้างรายได้ให้คนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนว่าแนวทางของสำนักงานสลากฯไม่ได้มุ่งเน้นกิจกรรมสั้นๆ แต่สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่หมุนเวียนอยู่ได้ด้วยตัวเอง
ข้อมูล ณ ปี 2568 ระบุว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ดำเนินมาแล้วกว่า 7 ปี มีชุมชนเข้าร่วมพัฒนาแล้วกว่า 67 แห่งทั่วประเทศ และยังคงขยายผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่ใหม่ๆ โดยสำนักงานสลากฯตั้งเป้าให้โครงการนี้เป็นหนึ่งในกลไกหลักในการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนให้คนในท้องถิ่น “อยู่บ้านเกิดได้อย่างมีรายได้และศักดิ์ศรี”
หนึ่งในคุณค่าที่สำคัญที่สุดของโครงการ คือการทำให้ชุมชนเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม นำกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่บรรจุภัณฑ์ดีขึ้น เรื่องราวชัดเจนขึ้น และเข้าถึงตลาดออนไลน์ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษาอัตลักษณ์และวิถีชีวิตที่เป็นรากเหง้าของชุมชนไว้ได้ ไม่ให้ถูกกลืนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์
โครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน” จึงไม่ใช่เพียงการทำ CSR ขององค์กรภาครัฐ แต่เป็นโมเดลการพัฒนาชุมชนที่สร้างผลลัพธ์จริงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีโอกาสใหม่ๆ ที่จับต้องได้ และมีความภาคภูมิใจในสิ่งที่เป็นตัวตนของตนเอง
⦁ชูความสำเร็จหนุนชุมชนแข็งแรงยกระดับรายได้
ในปี 2568 โครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน” ได้รับการตอบรับที่ดีจากชุมชนที่รับการคัดเลือก พร้อมเสริมภาพลักษณ์องค์กรให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงความทุ่มเทที่ทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ร่วมแรงร่วมใจดำเนินงานโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) นำโดย นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะกรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมด้วย พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และผู้บริหารระดับสูง จึงนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมเยือน วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หนึ่งในชุมชนจากโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปีที่ 7 ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้การสนับสนุน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้ข้อมูลว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการสื่อสารองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคมของสำนักงานสลากฯ เล็งเห็นว่าสำนักงานสลากฯมีเป้าหมายต้องการขับเคลื่อนสู่การเป็น “องค์กรแห่งการให้”โดยจุดเริ่มต้นได้กำหนดบทบาทในการเป็น “สะพานแห่งการให้” โดยเชื่อมโยงผู้ให้และผู้รับ มุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืน สามารถสร้างโอกาสในการต่อยอด พัฒนา วางรากฐานต่อไปได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และครอบครัว โดยเฉพาะการสร้างความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด จึงเป็นที่มาของโครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 จวบจนปัจจุบัน มีชุมชนได้รับการพัฒนารวม 67 ชุมชนทั่วประเทศ
สำหรับโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทด้านความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาความยั่งยืน ประจำปี 2564-2570 ด้วยการคัดเลือกชุมชนที่มีพื้นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต ที่เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนมีโอกาสเติบโตหรือศักยภาพในการสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนขับเคลื่อนพัฒนาการบริหารจัดการชุมชน
“โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชนตลอด 7 ปีที่ผ่านมา คือ ความภาคภูมิใจของสำนักงานสลากฯที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาส และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กว่า 67 ชุมชน ยังคงรักษา สืบสาน และต่อยอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิตที่งดงามต่อไปได้ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากเม็ดเงินรายได้ของสมาชิกชุมชนจะดีขึ้น เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนตามเป้าประสงค์แล้ว การที่จะทำให้ลูกหลานไม่ทิ้งถิ่นฐาน ต้องทำให้เขาเชื่อได้ว่าสิ่งที่เขามีเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามีเรื่องราว และสามารถนำมาต่อยอดหาเลี้ยงชีพได้ และต้องเป็นสิ่งที่สังคมทุกภาคส่วนมองเห็นความสำคัญร่วมกัน” นายธนวรรธน์ระบุ

ด้าน พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า สำนักงานสลากฯดำเนินธุรกิจโดยมีเป้าหมายในการหารายได้นำส่งเข้ารัฐเพื่อไปใช้ในการพัฒนาประเทศ อีกด้านหนึ่งยังคงมุ่งเน้นสู่การเป็นองค์กรแห่งการให้ที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสำนักงานสลากฯมีโครงการเพื่อสังคมที่หลากหลาย อาทิ การบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ 7 ด้าน (การศึกษา การกีฬา การแพทย์สาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม), โครงการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพนันและการให้คำปรึกษาผู้ติดพนันสลากกินแบ่งรัฐบาล, โครงการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน
สำหรับโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 ปัจจุบันในหลายชุมชนที่ได้รับโอกาส พบว่ามีความเข้มแข็งและมีรายได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน สำนักงานสลากฯมีแนวคิดในการดึงชุมชนเก่ามาต่อยอดและเสริมความสำเร็จเพื่อให้เป็นความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งชุมชนเก่าเมื่อมีความเข้มแข็ง ก็สามารถจะเป็นพี่เลี้ยงกับชุมชนใหม่ๆ ได้
⦁รู้จัก‘วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง’
สำหรับ ชุมชนปากพูน เป็นพื้นที่ชุมชนที่มีประชากรหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา โดยเฉพาะชาวไทยและชาวมุสลิมที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) โดยชาวมุสลิมส่วนใหญ่มาจากหนองจอก และชาวไทยบางส่วนมาจากเมืองเพชรบุรี
ชาวบ้านในชุมชนนี้มีวิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและมุสลิมอย่างกลมกลืน โดยมีการประกอบอาชีพหลัก เช่น การประมง การทําสวน การทํานา และการทําหัตถกรรม เช่น เครื่องปั้นดินเผา และหนังตะลุง นอกจากนี้ ชุมชนยังมีการส่เสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม โดยมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น วัดไพศาลสถิตย์ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และกิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติในคลองปากพูนและคลองปากพยิง
บ้านปากพูนจึงเป็นชุมชนที่มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราช
เรื่องราวที่มาที่ไปของ “วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง” ตัวแทนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) เล่าให้ฟังว่า วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้างบ้านปากพูน ตั้งอยู่ใน ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นกลุ่มวิสาหกิจที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
จุดเริ่มต้นและการพัฒนา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้างเริ่มต้นจากการรวมตัวของชาวบ้านที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรในพื้นที่ เช่น กล้วย โดยนำมาผลิตเป็นเชือกกล้วย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน
นอกจากเชือกกล้วยแล้ว กลุ่มยังมีการผลิตสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ เช่น ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ และการแปรรูปอาหารทะเล เช่น ปลาหวาน กุ้งแห้ง ปลาหมึกแห้ง ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ความสุขของชาวเล” ซึ่งเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและสร้างรายได้ให้กับชุมชน
เสน่ห์ของ “วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง” ไม่ได้มีแค่ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเท่านั้น ในพื้นที่ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญเช่นกัน โดยชุมชนปากพูนมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น เทศกาล “ล่องเรือ กินปู ดูหิ่งห้อย” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รวมวิถีชีวิตของชุมชนเข้ากับการท่องเที่ยว และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ในการร่วมพัฒนาพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

⦁ดันบ้านปากพูนสู่แหล่งท่องเที่ยว
ตัวแทนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ระบุว่า วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง จ.นครศรีธรรมราช เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กับชุมชนอื่นๆ ที่ได้รับการคัดเลือก เพราะเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตเดิม สู่พื้นที่การเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างแท้จริง
รวมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านที่ต้องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าชายเลน ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ เช่น ล่องเรือชมอุโมงค์โกงกาง เรียนรู้การอนุบาลปูดำ และทำขนมพื้นบ้านอย่างขนมโคใต้ต้นตาล ชุมชนยังพัฒนาโรงเรียนพลังงานสะอาด เรียนรู้วิถีเกษตรปลอดสาร ร่วมกับการส่งเสริมอาชีพเสริม เช่น การทำไม้กวาดทางมะพร้าว งานหัตถกรรมจากเชือกกล้วย ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากสวนมะพร้าว อย่างน้ำช่อมะพร้าวมะนาวโซดา และคอนเฟลกอบกรอบ เป็นต้น
ตัวอย่างสินค้าชื่อดัง ที่เมื่อมาถึงบ้านปากพูน จะต้องเยี่ยมชมและซื้อเป็นของฝาก อาทิ นํ้าตาลมะพร้าวสวนลุงแดง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากบ้านปากพูน มีชื่อเสียงด้านคุณภาพและกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เจ้าของสวนคือ คุณสุนทร พงษ์หา หรือ “ลุงแดง” มีสวนมะพร้าว 7 ไร่ ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี นํ้าตาลมะพร้าวผลิตจากนํ้าตาลสดที่ได้จากช่อดอกมะพร้าว เคี่ยวด้วยกระทะใบบัวนาน 3-4 ชั่วโมง
“ความสุขชาวเล” เป็นกลุ่มแปรรูปอาหารทะเลท้องถิ่น ในบ้านปากพูน อ.เมืองนครศรีธรรมธาช ที่มีจุดเด่นในการนำวัตถุจากทะเลสดใหม่มาผลิตเป็นอาหารแปรรูปหลากหลายชนิด เช่น ปลาหวาน ปลาทอดกรอบ และปลาหวานลูกเต๋า โดยเน้นกระบวนการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย และคงรสชาติแบบดั้งเดิมของชุมชน
โครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน” ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่สะท้อนว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากมีแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

