กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกกระทรวงที่เผชิญเรื่องร้อน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายกำกับโรงงานอุตสาหกรรม การเร่งช่วยเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตรายได้ สินเชื่อ จากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ การแข่งขันรุนแรงจากสินค้าถูกต่างประเทศ
“มติชน” สัมภาษณ์พิเศษ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงการทำงานภายใต้เงื่อนเวลากระชั้นเพียง 4 เดือน
⦁จากกรอบเวลา 4 เดือน ขณะนี้ผ่านไปแล้ว 1 เดือน เนื้องานเป็นอย่างไร และจะสปีดงานที่เหลืออย่างไร?
ผมตั้งเป้าทำภารกิจที่วางไว้ภายในระยะเวลา 4 เดือนให้เห็นผลจริง โดยวางนโยบายหลักของกระทรวงอุตสาหกรรม คือ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน ได้มอบหมายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงเร่งขับเคลื่อน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
ขณะนี้เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการจัดระเบียบโรงงานอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ผ่านชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” มี นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าชุด ลงพื้นที่ตรวจโรงงานทำผิดกฎหมาย ปล่อยของเสีย สารพิษสู่สิ่งแวดล้อม ตลอดจนตรวจโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ดำเนินการกวาดล้างและจับกุมอย่างเต็มที่ แม้ชุดปฏิบัติการจะก่อตั้งไม่นาน แต่ก็ปิดโรงงานไปแล้ว 20 แห่ง อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของปรับปรุงให้ถูกต้อง กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมอนุญาตให้เปิดทำการอีกครั้งเพื่อไม่ให้แรงงานได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ ในส่วนของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. ที่ทะลักเข้าไทย หรือสินค้าสวมสิทธิ ก็ได้มอบหมายให้อุตสาหกรรมจังหวัดและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดปฏิบัติการเชิงรุกโดยไม่ต้องรอร้องเรียน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเหมือนกรณีที่ใช้ไดร์เป่าผมไม่ได้มาตรฐานจนมีผู้เสียชีวิต
โรงงานที่มีปัญหาส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ต้องตรวจสอบใกล้ชิดต่อไป ซึ่งประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำกับโรงงานขนาดใหญ่ ปัจจุบันมี 79 นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่ มูลค่าลงทุน 15 ล้านล้านบาท และมีนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบเชิงนิเวศที่มีการจัดการที่ดี ไม่ปล่อยน้ำเสีย และมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดีจนสามารถนำน้ำไปใช้ได้ รวมถึงมีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อแรงงาน จึงอยากจะใช้โมเดลนี้กับพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นๆ และกระตุ้นให้เกิดการเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมไทย
⦁ในช่วงเวลา 1 เดือนนอกจากปิดโรงงาน เรากลับมาเปิดโรงงานให้ผู้ประกอบการบ้างหรือไม่?
กระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่ได้เปิดโรงงานให้ใคร แต่ได้ย้ำกับผู้บริหาร ข้าราชการ หากผู้กระทำผิดแก้ไขตามกฎหมายจนผ่านเกณฑ์การตรวจสอบก็ควรเปิดโรงงานให้ ไม่ควรรอให้อีกฝ่ายเข้ามาร้องเรียน ต้องทำทุกกระบวนการให้โปร่งใส ตามกฎหมาย และเป็นธรรมทุกฝ่าย โรงงานต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ควรใช้เครื่องจักรที่ปล่อยน้ำเสีย ควันพิษ หรือสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชน
“ขอบเขตของกฎหมาย กำหนดให้การเปิด-ปิดโรงงาน หรือแม้แต่การถอนยึด เป็นอำนาจของอุตสาหกรรมจังหวัดกับหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายเฉพาะ ตัวผมเองไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงอำนาจในส่วนนั้นได้ แต่ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นกับประชาชน ผลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องรับผิดชอบ ทำให้การดำเนินในส่วนนี้ค่อนข้างเข้มงวด หากมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง จะต้องดำเนินการจัดการให้เรียบร้อย” นายธนกรกล่าว

⦁กรณีโรงงานเหล็ก ‘ซิน เคอ หยวน’ การดำเนินการในปัจจุบันเป็นอย่างไร?
กรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันคงต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือตัวโรงงานและเหล็ก ซึ่งเหล็กที่ถูกยึดเป็นเหล็กที่เกิดจากเหตุไฟไหม้ที่โรงงาน เป็นคนละส่วนกับเหล็กที่ใช้สร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เพิ่งถล่มไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 โดยกระบวนการถอนอายัดนั้นได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา มี นายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายมานิต นพอมรบดี คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายภาส ภาสสัทธา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาเป็นกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย หากมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น จะต้องดำเนินการสอบทางวินัยและดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ส่วนการปิดโรงงานเหล็กซิน เคอ หยวน ปัจจุบันมีการฟ้องร้องในชั้นศาล มีการร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. จึงต้องดูว่ากลไกในการตรวจสอบจะต้องรอกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่
⦁มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเร่งภายในเห็นผลภายใน 4 เดือน?
เศรษฐกิจของประเทศในตอนนี้ได้รับผลกระทบจากเรื่องภาษีทรัมป์ สงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านราย และลูกจ้างเอสเอ็มอี 13 ล้านคนขาดสภาพคล่อง จึงต้องหาทางดันเพื่อต่อลมหายใจให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเอสเอ็มอีเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นถึง 1 ใน 3 จีดีพีของประเทศ ดังนั้นผมจึงได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME Bank เปิดศูนย์ “ฝ่าฟัน ดัน เอสเอ็มอี” มีหน้าที่ให้คำปรึกษา และพิจารณาปล่อยกู้สินเชื่องบประมาณ 30,000 ล้านบาทให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 3% กู้ได้รายละ 15 ล้านบาท ซึ่งก็ได้เปิดศูนย์ไปแล้ว 96 ศูนย์ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการของ ธพว. ผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับเอสเอ็มอีตามกรอบที่สามารถดำเนินการได้เพราะจากการลงพื้นที่ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน ประมาณ 15 จังหวัด สิ่งแรกที่ประชาชนและเอสเอ็มอีสะท้อนมาคือปัญหาขาดรายได้และเศรษฐกิจซบเซา เข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก จึงได้กำชับว่าจะต้องมีการปรับปรุง อย่างน้อยที่สุดเวลามีคนไปที่ ธพว. ก็ต้องทำความเข้าใจว่าสาเหตุที่ยื่นสินเชื่อไม่ผ่านเป็นเพราะอะไร ผ่อนปรนเงื่อนไขใดได้บ้าง ทั้งนี้ การผ่อนปรนเงื่อนไขจะต้องไม่ทำให้ทางธนาคารเสียหายเช่นกัน
ในการช่วยเหลือผ่านศูนย์ “ฝ่าฟัน ดัน เอสเอ็มอี” ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อไว้ 30,000 ล้านบาท และจะดูว่าเงินคงเหลือที่อยู่ในกองทุนประชารัฐ มีเพียงพอที่จะนำมาเยียวยาหรือไม่ คาดว่าจะมีประมาณหลักพันล้านบาท เพื่อให้เป็นอีกเครื่องมือในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยช่วยเหลือเอสเอ็มอี
ทั้งนี้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษนอกจากให้สินเชื่อเพื่อเติมทุนแล้ว ยังการมีเติมความรู้ เพิ่มทักษะ ที่จะให้ผู้ประกอบการได้มาเรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ให้เข้าใจในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีไปพร้อมกับแก้หนี้แบบยั่งยืน ซึ่งจะมีการลดเงินต้นและดอกเบี้ยตามแต่ละกรณี
นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม ยังมีโครงการช่วยเหลือเศรษฐกิจในระดับฐานราก คือ มาตรการ “ดีพร้อมเสิร์ฟ์” งานไว เงินไว เป็นการฝึกอบรมทักษะให้กับประชาชน วิสาหกิจชุมชนต่างๆ ในระยะสั้นเพียง 1 วัน พร้อมทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่จะนำมาเสิร์ฟให้กับพี่น้องประชาชนที่ร่วมโครงการ เป็นโครงการฝึกอบรมต่อยอด มีเป้าหมายว่าในช่วงระยะเวลา 4 เดือน หรือ 120 วัน เราจะฝึกอบรมประชาชนให้ได้ถึง 60,000 คน และก็จะทำให้เศรษฐกิจส่วนนี้หมุนเวียนประมาณ 4-5 พันล้านบาท ด้วยทุนแค่ 200 ล้านบาทเท่านั้น สินเชื่อวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาทต่อราย และสำหรับวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท สามารถใช้บุคคลค้ำประกันได้ ระยะเวลาผ่อนชำระ 24 งวด ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.5% ต่อเดือน เป็นโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย สามารถให้สินเชื่อแก่ประชาชน ช่วยพี่น้องประชาชน ธุรกิจเอสเอ็มอี ให้กลับมาหายใจได้อีกครั้งหนึ่ง
“จากวงเงินสินเชื่อกว่า 30,000 ล้านบาท จะช่วยเหลือประชาชนและเอสเอ็มอีให้มากที่สุด ภายในกรอบเวลา 4 เดือน ซึ่งตรงกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล” นายธนกรระบุ

⦁นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทย?
แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่ผมให้ความสำคัญกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยที่เป็นเทรนด์อนาคต อาทิ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้แบตเตอรี่อีวี ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญมากในอุตสาหกรรมยานยนต์ ในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า ประเทศไทยมีศูนย์ทดสอบรถยนต์และยางล้อรถยนต์ที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย คือ “ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ” (ATTRIC) ที่ช่วยลดต้นทุนการทดสอบ พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามาใช้บริการ รองรับการผลิตอีวีของไทยเพราะโลกอนาคต รถยนต์จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
นอกจากรถยนต์อีวี ในส่วนแบตเตอรี่อีวีที่มีอายุการใช้งานเพียง 8-10 ปี จะกลายเป็นขยะอุตสาหกรรม เรื่องนี้ต้องมีแผนจัดการรองรับ แต่ไทยกลับยังไม่มีมาตรการรับมือกับขยะเหล่านี้ ต่างจากต่างประเทศที่มีกฎหมายชัดเจนว่าผู้ประกอบการต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกำจัดขยะ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงให้ทีมงานเริ่มศึกษาว่าจะกำจัดขยะแบตเตอรี่อย่างไร งบประมาณที่จะใช้ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เป็นการวางกรอบการทำงานสำหรับการจัดการแบตฯอีวีในอนาคต
นอกจากนี้อีกอุตสาหกรรมที่น่าสนใจคือ การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เอไอ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะเชื่อในฝีมือคนไทยที่สามารถสร้างรถถัง โดรน ไปจนถึงเรือรบจากอู่มาร์ซันซึ่งเป็นบริษัทไทย 100% อีกทั้งยังส่งออกยานยนต์หุ้มเกราะของไทยออกไป 40 ประเทศรวมถึงยูเอ็น
“การส่งออกรถหุ้มเกราะคันละ 80-100 ล้านบาท มีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกข้าวล้านสองล้านตัน จึงมองว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นเรื่องที่ดี และนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญเช่นกันเพราะประเทศไทยก็มีเขตปลอดภาษีอากร การสนับสนุนการลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมได้พูดคุยกับผู้ประกอบการถึงปัญหาเรื่องระเบียบยุทโธปกรณ์และความมั่นคง เพื่อประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ปัญหา เพราะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะสร้างมูลค่าให้ประเทศอย่างมาก เป็นอีกสินค้ามูลค่าสูงที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทย โดยฝีมือคนไทย” นายธนกรระบุ
⦁มาตรการกระทรวงอุตสาหกรรมที่เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ?
กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการเสนอคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ไว้แล้ว ทั้งโครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ New S-Curve รายละเอียดอาจจะยังบอกอะไรได้ไม่มาก แต่มั่นใจว่ามาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมจะสอดคล้องกับ Quick Big Win ของรัฐบาลแน่นอน
อย่างไรก็ตาม มาตรการที่นำเสนอในส่วนของอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรืออุตสาหกรรมอนาคต ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยยังขาดแรงงานป้อนอุตสาหกรรมเหล่านี้ อาทิ แรงงานในการผลิตอีวี ดังนั้นในมาตรการจะมีการทำงานร่วมของหน่วยงาน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานต่างๆ ในการรีสกิลอัพสกิลให้แรงงานไทย เป้าหมายแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย100,000 คน จำนวนนี้เป็นแรงงานเดิมที่อัพสกิลรวม 70,000 คน และอีก 30,000 คนจะเป็นนักศึกษาจบใหม่
“ต้องยอมรับว่าแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษไม่ได้มีมากพอที่จะรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต เพราะฉะนั้นจึงต้องดึงคนจากอุตสาหกรรมอื่นๆ เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายผ่านการอัพสกิล รีสกิล แต่อาจจะใช้เวลาอบรมไม่มาก เพราะต้องปรับให้เป็นไปตามนโยบาย Quick Big Win และจะร่วมมือกับบีโอไอโดยใช้ข้อมูลของเรื่องอุตสาหกรรมที่มี” นายธนกรกล่าว
⦁สถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล และกรณีราคาน้ำตาลทราย?
ประเด็นอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ต้องยอมรับว่าหลายพรรคการเมืองตั้งกระทู้เรื่องการช่วยเหลือสมาคมชาวไร่อ้อยทั่วประเทศซึ่งมีสมาชิกกว่า 500,000 คน เพราะกำลังเดือดร้อนจากวิกฤตราคาอ้อย เพราะต้นทุนการผลิตตันละ 1,350 บาท แต่ราคาขายกลับเหลือเพียง900 บาท นอกจากนี้ ในช่วงเปิดหีบอ้อยเดือนธันวาคมนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือเพื่อลดปัญหาพีเอ็ม2.5 ด้วยการงดเผาอ้อย ตัดอ้อยสดและหยุดการเผาในช่วงปีใหม่และวันเด็ก ทำให้เก็บเกี่ยวอ้อยไม่ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลใช้งบ 15,000 ล้านบาทต่อปี แก้ปัญหาพีเอ็ม2.5 จนปีที่แล้วลดการเผาเหลือ 10-14% และปีนี้ตั้งเป้าให้เหลือ 10% ในปีนี้ ซึ่งการใช้งบประมาณต้องตอบโจทย์การช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเช่นกัน
ดังนั้นจึงกำชับให้ นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งอาจต้องใช้งบกลางของ ครม. และมีมาตรการด้านการซื้อใบอ้อยสำหรับผลิตไฟฟ้าเพื่อให้ชาวไร่อ้อยอยู่ได้โดยไม่เพิ่มปัญหาฝุ่น
ทั้งนี้ คาดว่างบประมาณกลางที่จะนำมาใช้ในการเยียวยาเกษตรกรหลักพันล้านบาท และยังมีกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายดูแล มีการประกาศวิธีคำนวณราคาอ้อย และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายประจำปี 2568/69 ซึ่งเป็นกลไกที่มีมาทุกปีอยู่แล้ว ผมจะดูแลชาวไร่ โรงงาน และประชาชนผู้บริโภค ให้สมดุลและเป็นธรรมทุกฝ่าย
“ผมมีเวลาแค่ 4 เดือน ทุกภารกิจจึงเน้นเห็นผลเร็ว เพื่อให้ประโยชน์เกิดกับอุตสาหกรรมไทยและประชาชนคนไทยทุกคน” นายธนกรทิ้งท้าย

