‘ตระกูลเชิดสุริยา’พลิกโฉมพัทยา บูม‘โรงแรม-อสังหาหรู’หมื่นล้าน

19.11.25 | 09:47 น.

เอ่ยชื่อ “ตระกูลเชิดสุริยา” เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ภายใต้กลุ่มออร์เนอร์ ที่เติบโตมาจากธุรกิจร้านขายทอง “ห้างทองแม่ทองสุกเยาวราชพัทยา”

สำหรับการขยายไลน์สู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีสองพี่น้อง “ธิดาและคริส เชิดสุริยา” เป็นแม่ทัพขับเคลื่อนแผนการลงทุนมากว่า 2 ทศวรรษ จากจุดเริ่มต้นโรงแรม สู่โครงการมิกซ์ยูส คอนโดมิเนียมและคอมมูนิตี้มอลล์ ถึงปัจจุบันมีพอร์ตร่วม 13,171 ล้านบาท และกำลังทะยานสู่ 15,000 ล้านบาท จากโครงการบ้านหรูและโรงแรม ซึ่งเตรียมจะเดินหน้าพัฒนาโครงการภายในปี 2569

คริส เชิดสุริยา ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ ออร์เนอร์ ไทยแลนด์ วิเคราะห์ทำเลพัทยาเหมือน “แมวเก้าชีวิต” แม้ว่านักท่องเที่ยวบางประเทศหายไป แต่มีนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งยุโรป อินเดีย และเอเชีย เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น ทำให้จังหวัดชลบุรียังคงเป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ

อีกแรงขับเคลื่อน “ชลบุรี” ถูกกำหนดเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 1.8 ล้านล้านบาท อันดับหนึ่งยังเป็นนักลงทุนจีน ตามมาด้วยญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และอเมริกา ส่วนใหญ่สนใจลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์

Advertisement

ยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนาดใหญ่ ไม่ว่ารถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) แม้ว่าปัจจุบันโครงการยังไม่เริ่มต้นการก่อสร้าง แต่เชื่อว่าไม่มีรัฐบาลไหนที่จะไม่ทำ ยังมีสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 จะเปิดบริการในปี 2571 และท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 จะเปิดบริการในปี 2570

รวมถึงรถไฟฟ้าโมโนเรลเมืองพัทยาเชื่อมกับรถไฟความเร็วสูง นำร่องสายสีเขียวจากสถานีรถไฟพัทยา-เมืองพัทยา-ทัพพระยา-แหลมบาลีฮาย ถ้าหากในปี 2569 รถไฟความเร็วสูงได้ข้อยุติ โมโนเรลจะได้รับการอนุมัติตามมาล่าสุดอยู่ระหว่างรอการอนุมัติรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ นอกจากนี้ เมืองพัทยากำลังดำเนินการนำสายไฟฟ้าลงดินจะเสร็จภายในปี 2569 ยังมีท่าเรือแหลมบาลีฮาย เพื่อขับเคลื่อนเมืองพัทยาสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่ เมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ” ในอนาคต

“อีก 2-3 ปี ภาพจำของพัทยาเหนือจะเปลี่ยนไปทั้งหมด จะเหมือนกรุงเทพฯเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เทียบเท่าย่านหลังสวน จึงทำให้เรากล้าลงทุนอสังหาฯอย่างต่อเนื่อง” คริสกล่าว

ด้าน ธิดา เชิดสุริยา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ ออร์เนอร์ ไทยแลนด์ ได้อัพเดตแผนธุรกิจว่า ปัจจุบันมีแลนด์แบงก์อยู่หลายแปลง ทั้งที่ดินของตระกูลและซื้อเพิ่ม ล่าสุดนำที่ดินใจกลางเมืองพัทยาเหนือ ที่เพิ่งซื้อมาไม่กี่ปีที่ผ่านมากว่า 10.5 ไร่ ติดถนนพัทยา-นาเกลือประมาณ 4 ไร่ พัฒนาโครงการ “วันซ์ วงศ์อมาตย์” คอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ฟรีโฮลด์ มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท หลังได้แรงบันดาลใจจากความสำเร็จโครงการ “วันซ์ พัทยา” ที่ SOLD OUT เพื่อรองรับดีมานด์ที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งลูกค้าในพัทยา กรุงเทพฯและต่างชาติ เพื่อสร้างให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่บนทำเลที่ดีที่สุดของพัทยาเหนือ

“เราตั้งใจให้โครงการนี้ เป็นเหมือนโรงแรมระดับ 5 ดาว ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 2,000 ล้านบาทหรือประมาณ 40% จากทั้งโครงการ โดยจะเปิดให้ชมห้องตัวอย่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ปัจจุบันเริ่มงานก่อสร้างแล้วและคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2572” ธิดากล่าว

“ธิดา” อธิบายว่า การที่โครงการมีการตอบรับค่อนข้างดีแม้ยังไม่เปิดขาย น่าเป็นเรื่องศักยภาพของทำเลที่อยู่ใจกลางเมือง ใกล้วงเวียนปลาโลมา คอมมูนิตี้มอลล์อเกณฑ์ พัทยา (again Pattaya) ที่เราซื้อโครงการเก่ามาพัฒนาใหม่ โดยใช้เงินลงทุนไป 300 ล้านบาท ตอนนี้พื้นที่เช่าเต็ม ยังใกล้ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 และห่างจากชายหาดเพียง 590 เมตร ยังเป็นคอนโดฟรีโฮลด์ที่สูงที่สุด ด้วยความสูง 56 ชั้น (239 เมตร) ยูนิตรวม 548 ยูนิต มีห้องให้เลือก 5 แบบ ขนาด 1-3 ห้องนอน พื้นที่เริ่มต้น 34.6 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 6.9-59.9 ล้านบาท และห้องเพนต์เฮาส์ 6 ยูนิต ทุกยูนิตมีสระว่ายน้ำ ลิฟต์และที่จอดรถส่วนตัว ราคาเริ่มต้น 150 ล้านบาท

“ตอนนี้แบบ 1 ห้องนอนขายดี จากกว่า 100 ยูนิต เหลือ 30 ยูนิตสุดท้าย ลูกค้าที่ซื้อมีทั้งคนไทยและต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น โดยเป็นการซื้ออยู่เองและซื้อลงทุนปล่อยเช่า ได้ผลตอบแทน 6% เพราะพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในโซนนี้มาก ยังมีกลุ่มยุโรป จีนและรัสเซีย ดังนั้น เราออกแบบให้ทุกยูนิตซีวิว 100% ทำให้คนได้รู้สึกถึงการพักผ่อนจริงๆ เรามีเป้าหมายพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับเมืองพัทยาเป็นเวิลด์คลาสและเป็นแลนด์มาร์ก ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนมาจากธุรกิจท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ส่งผลมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”

จากคอนโดลักชัวรี่ “ธิดา” เล่าว่า ยังมีโปรเจ็กต์ใหม่ที่เตรียมจะพัฒนาอีกหลายโครงการ โดยเตรียมนำที่ดินยังเหลือประมาณ 6 ไร่ จากโครงการวันซ์ วงศ์อมาตย์ พัฒนาเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เพื่อสร้างรายได้เช่าระยะยาว ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ เนื่องจากมองว่าปัจจุบันเมืองพัทยามีการพัฒนาคอนโดและโรงแรมมากแล้ว รวมถึงมีแผนร่วมทุนกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จากกรุงเทพฯนำที่ดินกว่า 1 ไร่ ใกล้กับวอล์กกิ้งสตรีท พัฒนาเป็นโรงแรมขนาด 220 ห้อง มูลค่าลงทุน 700 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 2,000 บาทต่อคืน คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี

ยังเตรียมนำที่ดินติดอ่างเก็บน้ำมาบประชัน พัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวหรู 2 ชั้นใกล้โรงเรียนนานาชาติ ทั้งโครงการมีกว่า 100 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 14-19 ล้านบาท แบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟส มูลค่าโครงการรวม 1,000 ล้านบาท รองรับกำลังซื้อผู้ปกครองนักเรียน และนักลงทุนที่ต้องการซื้อปล่อยเช่าให้กับต่างชาติที่ส่งลูกมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมีอยู่ 4-5 แห่งโดยรอบโครงการ จะเปิดขายเฟสแรกในปี 2569

“แผนธุรกิจ 5 ปีข้างหน้า เรายังมุ่งพัฒนาอสังหาฯเพื่อขาย แต่อาจมีเพิ่มพอร์ตโรงแรมมาเสริม เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว ขณะเดียวกันเรายังคงซื้อที่ดิน หากมีทำเลดีและเหมาะสม แต่ตอนนี้เมืองพัทยาไม่มีที่ดินขายแล้ว และราคาก็ปรับขึ้นต่อเนื่อง ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นมากว่า 50% นอกจากนี้ เรายังสนใจจะเข้าไปลงทุนภาคใต้ เช่น ภูเก็ต กระบี่ โดยมองว่าไม่ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี คนที่ยังมีเงินอยู่ ก็ยังลงทุนซื้ออสังหาฯ ตั้งแต่ทำธุรกิจมา ไม่เคยได้ยินว่าเศรษฐกิจจะดี การที่ออร์เนอร์เรามาถึงจุดนี้ได้ เป็นเพราะทำเลและโปรดักต์ ซึ่งธุรกิจอสังหาฯสิ่งสำคัญคือ ทำเล ทำเล และทำเล ถ้าเรายังไม่รอด คงไม่มีคนอื่นรอดแล้ว” ธิดากล่าวทิ้งท้าย