‘DFT’พาตะลุย‘ดูไบ-อาบูดาบี’ เปิดเทรด‘มันสำปะหลังไทย’

23.11.25 | 09:47 น.
‘DFT’พาตะลุย‘ดูไบ-อาบูดาบี’ เปิดเทรด‘มันสำปะหลังไทย’

แนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาผลผลิตพืชเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ คือ การหาตลาดการค้าใหม่ๆ และพัฒนาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าราคาสินค้า แม้จะเป็นแนวทางที่รู้กันทั่วไป แต่จะบรรลุเป้าหมาย ก็ขึ้นกับวิธีการของแต่ละหน่วยงาน

กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) เป็นอีกหน่วยงานที่ทำงานแบบคู่ขนาน โดยการแสวงหาคู่ค้าต่างชาติมาพบเจอและเปิดการเจรจาการค้าขาย พร้อมกับเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าพืชเกษตรนั้นๆ ไปพร้อมกับภาคเอกชน ซึ่งในขณะนี้พืชเกษตรกรหลายชนิดเจอปัญหา “ราคาต่ำ” ตามสถานการณ์การค้าและเศรษฐกิจซึมตัว หนึ่งในนั้น คือ “มันสำปะหลัง”

ล่าสุด นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไปขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ตลอด 3 วัน คณะผู้แทนรัฐและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกว่า 10 ราย เข้าพบและหารือกับผู้นำเข้าชั้นนำของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีที่ตั้งในดูไบ และอาบูดาบี ได้แก่ บริษัท IFFCO Animal Nutrition (IAN) บริษัท Aldahra และ Al Ain farms ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้อาหารสัตว์รายใหญ่ของยูเออี กรมยังเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เข้าร่วมชี้แจงคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของการใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในสูตรอาหารสัตว์ ส่งผลให้หลายบริษัทมีความสนใจที่จะนำเข้ามันสำปะหลังของไทย เพื่อทดลองใช้ในสูตรอาหารสัตว์ โดยจะมีการเจรจาเพิ่มเติมในรายละเอียดของสินค้าและการซื้อขายกับผู้ส่งออกไทยต่อไป

Advertisement

นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังได้เข้าพบ บริษัท Ittihad Paper Mill (IPM) ผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ของ UAE ซึ่งแสดงความสนใจจะใช้แป้งมันสำปะหลังแปรรูปจากไทยในกระบวนการเคลือบกระดาษ (Paper Coating) และบรรจุภัณฑ์จากมันสำปะหลังที่ย่อยสลายได้ ซึ่งเป็นสินค้านวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง โดยจะมีการหารือเพิ่มเติมในรายละเอียดด้านคุณสมบัติของสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของ IPM (การจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสาน) เพื่อพัฒนาความร่วมมือเชิงพาณิชย์ในอนาคตด้วยเช่นกัน

นางอารดาย้ำว่า เปิดนำคณะเปิดตลาดครั้งนี้ เพราะมันสำปะหลังเป็นสินค้าเกษตรสำคัญมากๆ ของไทย และส่งออกเป็นสินค้า แต่ไทยพึ่งพาไม่กี่ตลาด ส่วนใหญ่ส่งออกไปจีน แต่ช่วงผลผลิตมากในเดือนธันวาคมถึงมีนาคมปีถัดไป เป็นช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมาก และยูเออีเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยด้านราคา จึงเห็นโรงงานและฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์จำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์สูงตาม ดีต่อวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์เติบโตและพัฒนาไปควบคู่กัน ขณะที่มันสำปะหลังไทยถูกพัฒนาให้มีคุณประโยชน์ไม่แพ้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และโปรตีนทดแทน และ UAE ยังเป็นประตูเข้าสู่ตลาด GCC กลุ่มอ่าวอาหรับ มีโลจิสติกส์ที่ดีเป็นจุดแข็งส่งออกมาแถบนี้ง่ายขึ้น

“ครั้งนี้ได้พบปะพูดคุยกับหลากหลายอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งกระดาษ อาหาร และอาหารสัตว์ ทั้งหมดที่ได้เข้าพบแสดงความสนใจอย่างมาก หลายรายหลังเมื่อได้ข้อมูลจากไทยแล้ว ก็ติดต่อกับผู้ประกอบการทันที และขอให้ร่วมงานแสดงสินค้าในดูไบด้วย อย่าง IPM ใช้วัตถุดิบเชื่อมกระดาษ จากเดิมใช้ข้าวโพด ก็สนใจมาใช้แป้งมันแทน เพื่อนำกระดาษไปแปรรูปเป็นหีบห่อสินค้า หรืออย่างอาหาร IFFCO สนใจแป้งผสมในการเลี้ยงสัตว์ หรือ Aldahra ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านอาหาร ก็กำลังศึกษาใช้แป้งมันด้วย สินค้าจากมันสำปะหลังสามารถตอบโจทย์ให้บริษัทเหล่านี้ มันไปทดแทนวัตถุดิบเดิม เสริมแต่งเพิ่ม แต่ต้องใช้เวลาในการทำการทดสอบ อีกระยะหนึ่ง กรมเราคาดหวังจะคล้ายกับการนำคณะไปเจรจาขายผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังกับซาอุดีอาระเบีย เดิมคาดว่าจะใช้ 6-12 เดือนจึงจะสำเร็จเกิดการซื้อขาย แต่ไม่นานเราก็ขายสินค้ามันสำปะหลังได้ 2 หมื่นตัน และได้คำยืนยันว่าใช้แล้วดี กับ UAE ก็คาดความคืบหน้าได้เห็นภายใน 6 เดือน”

นางอารดาระบุอีกว่า ปัจจุบัน UAE ซื้อสินค้ามันสำปะหลังโดยตรงจากไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่ส่งผ่านเทรดเดอร์ของอินเดียแล้วกระจายต่อไปประเทศอื่น แต่วันนี้อินเดียเริ่มผลิตเองมากขึ้น ไทยจึงต้องหาตลาดเพิ่มเติม อีกอย่างคือผู้ประกอบการไทยยังไม่กล้าเปิดตัว มาค้าขายหรือลงทุนมากนักในตลาด UAE ทั้งนี้ สินค้าไทยมาเจอตลาดก่อนประเทศอื่นเพียงไม่ได้ทำตลาดเอง ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดตลาด ทั้งนี้ ตลาด UAE เป็นตลาดใหญ่มาก มีความต้องการสูงต่อเนื่อง ทั้งอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เฉพาะปศุสัตว์ในประเทศ ที่เลี้ยงวัว อูฐ ไก่ ทั้งประเทศก็หลายแสนตัว อีกทั้งลดความเสี่ยงต่อการส่งออกไปสหรัฐ ยุโรป และจีน ที่มีปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อ

ความสำคัญของมันสำปะหลังไทย สะท้อนจากส่งออกสินค้ามันสำปะหลังทุกชนิดรวม 6.52 ล้านตัน มูลค่า 3,146 ล้านหรียญสหรัฐในปี 2567 และ 9 เดือนแรกปีนี้ ส่งออกแล้ว 6.91 ล้านตัน 2,314 ล้านเหรียญสหรัฐ แง่ปริมาณบวก 35% แต่มูลค่าลดลง 6% การส่งออกแป้งมันทุกชนิด ปี 2567 มีปริมาณ 1.06 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 948 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2% และ 1% ตามลำดับ สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2568 ส่งออกแล้ว 0.8 ล้านตันคิดเป็นมูลค่า 660 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.27% และลดลง 7% ตามลำดับ ขณะที่ปีนี้คาดผลผลิตมีปริมาณ 26 ล้านตันหัวมันสด 2568/69 ลดลงจากปีก่อนมีผลผลิต 27 ล้านตัน ปัญหาจากโรคใบด่างและฝนชุกเกิน

“จากตัวเลขแง่มูลค่าลดลงจากค่าบาทแข็งและผลผลิตจากเจอโรค แต่ปริมาณยังโต ส่วนหนึ่งคือกรมออกไปเจรจากับจีนและซาอุดีอาระเบีย จนขายได้ 1 ล้านตัน ถือเป็นความสำเร็จในการคงรักษาปริมาณ และคาดทั้งปี 2568 ส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน บวก 15% ส่วนมูลค่า 2,988 ล้านสหรัฐ มูลค่าลดลง 5% เราจึงเห็นศักยภาพมันสำปะหลังไทยในตลาดโลก เพียงแค่เราต้องออกไปเคาะประตู ตลาดอื่นที่จะไปเจาะเพิ่มปี 2569 คือ สหรัฐ ยุโรป และจีน” นางอารดากล่าว

ด้าน นายปิติชัย รัตนนาคะ ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ ระบุว่า UAE ประกอบด้วย 7 รัฐ ได้แก่ อาบูดาบี (Abu Dhabi) อัจญ์มาน (Ajman) ดูไบ (Dubai) ฟุญัยเราะฮ์ (Fujairah) เราะซุลคัยมะฮ์(Ras al-Khaimah) ชัรญะฮ์ (Sharjah) และอุมม์อัลกุเวน (Umm al-Quwain)

แต่ละรัฐกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาในทุกมิติ ยูเออีให้ความสำคัญต่อการค้า ลงทุน ท่องเที่ยว และก้าวไปสังคมสมัยใหม่ ออกนโยบายและเร่งเจรจาแยะมาก เช่น อาบูดาบี จากเมืองราชการ เพิ่มการค้าและสร้างตึก รีสอร์ตขยายเมือง กลายเป็นเมืองการค้ามากกว่าราชการ ส่วนดูไบเน้นการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว ให้สิทธิประโยชน์จูงใจเข้ามาลงทุน อยู่อาศัย มีเป้าหมายต้องการเติมคนใหม่ๆ จากทั่วโลก เข้ามา UAE จาก 2.5 แสนคนต่อปี เป็น 1 ล้านตัน จึงเห็นการเกิดขึ้นของภาคอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และภาคท่องเที่ยว มีเที่ยวบินจำนวนต่อวัน ชูระบบการเงินการธนาคารที่เสถียรภาพ รวมถึงเกษตร รัฐอื่นก็เสริมเป็นเมืองอุตสาหกรรม เมืองการศึกษา เมืองตากอากาศ เป็นต้น

UAE เป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทยในตะวันออกกลาง มีสัดส่วนการส่งออก 34.17% ของการส่งออกรวมมายังภูมิภาคนี้ โดย 9 เดือนแรก ในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 16,078 พันล้านดอลลาร์ ไทยส่งออกมูลค่า 3,121 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 17.22% และนำเข้า 12,957 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเชิงมูลค่า 6.34% สินค้าสำคัญส่งออก ได้แก่ ยานพาหนะและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋อง สินค้ากสิกรรม และผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม สินค้าหลักที่นำเข้าคือ น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นสัดส่วน 80% ทำให้มูลค่าการนำเข้าจากยูเออีมีการขยายตัวเติบโตสูงกว่ามูลค่าการส่งออกไปยูเออีค่อนข้างมากนอกจากนั้นเป็นทองคำเท่ง เงินแท่ง ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 9,836 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นประเทศมีเศรษฐกิจขยายตัวปีละ 6-7%

 

UAE จากนี้ไม่แค่นำเข้า 5 สินค้าหลัก คือ ชิ้นส่วนรถยนต์ แอร์ เครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี ไม้ และปลากระป๋อง ยังเห็นโอกาสของอัญมณีเครื่องประดับที่เน้นดีไซน์ ผลไม้สด ของตกแต่งบ้าน รองรับการขยายตัวของบ้าน โรงแรม ที่มีเยอะมาก เชิงธุรกิจบริการต้องการสูงและกำลังผลักดันด้านการออกแบบ-แฟชั่น ซึ่งดูไบแฟชั่นวีคเทียบเท่ากับปารีส มิลานแล้ว โดยเฉพาะแฟชั่นหน้าร้อนที่ไทยมีเอกลักษณ์

หนึ่งผู้ประกอบการที่ร่วมพบปะธุรกิจใน UAE นายวีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูง มีส่วนแบ่งตลาดการส่งออก 1 ใน 4 ของส่งออกไทยทั้งหมด ในกลุ่มสินค้าแป้ง และมีรายได้ต่อปี 8-9 พันล้านบาท กล่าวเสริมว่ากิจกรรมนำเอกชนมาดูตลาดและพบปะใน UAE ถือเป็นเรื่องที่ดี และสร้างโอกาสส่งออกของไทย เราจะได้นำเสนอและได้รู้ว่าแต่ละประเทศต้องการอะไร ก็อยากให้ทำต่อเนื่อง สำหรับบริษัท กำลังอยู่ระหว่างการทำตลาดสินค้านวัตกรรมจากมันสำปะหลังและเพิ่มการใช้ประโยชน์จากแป้งมัน ทั้งในวงการผลิตยา โปรตีนทางเลือก ทดแทนการใช้พลาสติกในการผลิตสินค้าแปรรูปเพื่อการดำรงชีวิต

ซึ่งนายวีรวัฒน์ย้ำว่า การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก นวัตกรรมถือว่าตอบโจทย์สำหรับบริษัทนั้นๆ ที่จะอยู่รอดได้ในธุรกิจ แต่ภาครัฐก็มีส่วนสำคัญต่อการเปิดโอกาสและหาช่องทางการขยายธุรกิจ