นับถอยหลังเหลืออีก 30 กว่าวัน จะเริ่มต้นปี 2569 ท่ามกลางสารพัดปัจจัยลบที่ยังคงอยู่ ทำให้มีการคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้า น่าจะไม่แตกต่างจากปี 2568 ที่เครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทุกตัวเริ่มแผ่ว ไม่ว่าภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ตลอดจนภาคการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
⦁‘จีดีพีไทย’ติดหล่มเข็นไม่ขึ้น
ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 จีดีพีขยายตัว 1.2% ชะลอลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 2.8% คาดว่าทั้งปี 2568 จะขยายตัวที่ 2% โดยตัวเลข 1.2% คืออัตราการเติบโตรายไตรมาส ซึ่งทำสถิติต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี ทำให้จีดีพีรวมช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอยู่ที่ 2.4%
สาเหตุมาจากการผลิตชะลอลง ทั้งการผลิตภาคเกษตรและการผลิตภาคนอกเกษตร โดยผลผลิตภาคนอกเกษตรชะลอลงตามการลดลงของสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สาขาการก่อสร้าง และการชะลอตัวของสาขาบริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
สำหรับทิศทางปี 2569 สศช.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% มีค่ากลาง 1.7% โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่รัฐบาล การท่องเที่ยว และผลผลิตทางการเกษตรช่วยสนับสนุน ด้านความเสี่ยงยังมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง และความผันผวนก่อนและหลังการเลือกตั้ง
จากตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 3 ที่เติบโต 1.2% หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตรั้งท้ายประเทศเพื่อนบ้าน โดยเวียดนามเติบโต 8.2% มาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.0% ฟิลิปปินส์ 4.0% สิงคโปร์ 2.9% และไทย 1.2%
ส่วนปี 2569 ก็ยังคงเติบโตในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพเช่นกัน จึงเป็นอีกโจทย์ท้าทายฝีมือ “รัฐบาลใหม่” ที่จะมาจากการเลือกตั้งจะสามารถบูสต์เศรษฐกิจไทยให้เติบโตเทียบเท่านานาประเทศได้อย่างไร
⦁ศก.ไม่ดีลาม‘ตลาดทุนหด’
แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังไม่สดใส และส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนบ้าง แต่ ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) วิเคราะห์แนวโน้มภาคการลงทุนในปี 2569 มีแรงสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการบริโภค การส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว และโครงการช่วยเหลือประชาชน อาทิ โครงการพักหนี้ ลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
โฟกัสตลาดทุนไทย “ธนโชติ” ระบุว่า มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งความไม่แน่นอนนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ที่อาจดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดกว่าที่คาดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งอาจกดดันกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง
“แต่ตลาดหุ้นไทยปรับฐานไปในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อสะท้อนปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากปัจจัยสนับสนุนภายใน อาทิ การลงทุนภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน การลดดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงทยอยปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนในทิศทางที่ดีขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยบวกช่วยประคับประคองภาพรวมของตลาดให้ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระยะกลางถึงยาว” ธนโชติกล่าว
ยังวิเคราะห์ปัจจัยที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นในปี 2569 มี 4 ปัจจัย ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้งในประเทศ คาดว่าจะไม่เกินไตรมาส 2ส่งผลให้เกิดความคาดหวังเชิงบวกต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ อาจช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
2.แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐและของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยคลายแรงกดดันต่อตลาดการเงินโลก และเอื้อต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงหุ้นไทย
3.การลดดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานที่อยู่ในระดับทรงตัวหรือลดลง ช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจ 4.มูลค่าหุ้นของหลายบริษัทอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลยังอยู่ในระดับสูง
⦁หวัง‘หุ้นไทย’สดใสไต่ระดับขึ้น
ด้าน กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) คาดการณ์ปี 2569 ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปที่ 1,415 จุด ขึ้นอยู่ความชัดเจนการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ของไทย เงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และความชัดเจนว่าใครจะได้รับเลือกเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ ซึ่งจะทำให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐไปตลาดอื่น โดยปลายปีนี้ดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวอยู่ที่กรอบล่าง 1,300 จุด และมี Upside เพิ่มเติม จากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ ดังนั้น จึงคาดว่าปี 2568 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 1.5-2% จากความหวังภาคการท่องเที่ยวและภาคส่งออกที่ดีขึ้น
“เรื่องที่ต้องติดตามคือ ปัญหาหุ้นเข้าตลาดใหม่ หรือหุ้นไอพีโอ ที่หลายตัวเข้ามาซื้อขายแล้วราคาปรับลดลงต่ำกว่าราคาเสนอขาย หัวใจสำคัญคือ การตั้งราคา หากตั้งสูงเกินไปจะทำร้ายนักลงทุนที่จองซื้อ จึงต้องทบทวนเรื่องนี้ โดยจะหารือกับบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่ง โดยเฉพาะที่ปรึกษาทางการเงิน (เอฟเอ) สมัยก่อนจะเห็นว่าคนที่ได้หุ้นไอพีโอได้ส่วนต่างราคา 5% 10% หรือบางที 20% แต่พอราคามันเกินจริงไป ทำให้เวลาที่เข้ามาในตลาดมีปัญหาราคาตก 18% 20% คนจองก็เสียหายพอสมควร ต้องพยายามหาหุ้นที่เป็นอนาคตมากขึ้น จากปัจจุบันหุ้นที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจทั่วไป”
“กอบศักดิ์” ระบุอีกว่า ส่วนในมุมของธุรกิจที่จะขายหุ้นไอพีโอในปี 2568 มีน้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นภาวะตลาด แต่เชื่อว่ามีกลุ่มที่ชะลอการไอพีโอ รอภาวะตลาดดี หากภาวะตลาดดีขึ้นกลุ่มนี้ก็จะกลับมา โดยมีอีกกลุ่มที่น่ากังวลคือ กลุ่มที่มองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ P/E ต่ำ จึงไม่อยากไอพีโอในตลาดหุ้นไทย แต่ไปตลาดอื่นแทน ถือเป็นเรื่องที่จะต้องเอาจริงเรื่องการปฏิรูปตลาดทุนไทย ในส่วนของตลาดทุนโลก ภาวะฟองสบู่ในตลาดทุนทั่วโลกยังดำเนินต่อไปอีกสักระยะ เนื่องจากสภาพคล่องล้นระบบ แม้ในช่วงที่ผ่านมาเฟดจะพยายามดูดสภาพคล่องออก เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ
⦁4ปัจจัยหนุน‘ทองคำ’วิ่งนิวไฮ
นอกจาก “ตลาดหุ้น” ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนแล้ว ยังมี “ตลาดทองคำ” ที่สร้างความร้อนแรงเกือบตลอดทั้งปี 2568 หลัง “ราคาทองคำ” ปรับขึ้นลงแรง ดึงดูดนักลงทุนให้เข้าซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง เพราะคาดหวังถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า จากการรวบรวมข้อมูลของสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง ประเมินว่าราคาทองคำตลาดโลก มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ราคาปรับตัวสูงไปถึง 4,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเข้าซื้อของธนาคารกลาง และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายทั่วโลกเป็นหลัก
พร้อมคาดการณ์ราคาทองคำในประเทศ อาจได้เห็นนิวไฮต่อเนื่อง สำหรับนักลงทุนในไทย มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เห็นราคาทองคำในประเทศปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 67,400 บาทต่อบาททองคำ ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า แต่เป็นเพียงการคาดการณ์และขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลานั้นๆ
จากแนวโน้มราคาทองคำที่ยัง “ขาขึ้น” เป็นการย้ำภาพว่าปี 2569 ตลาดทองคำยังน่าลงทุน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมีสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถือเป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนทิศทางตลาด รวมถึง 4 ปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
1.ธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งยังคงเดินหน้าซื้อทองมากกว่าขายถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของราคาทองคำ โดย “สภาทองคำโลก” ระบุว่า ธนาคารกลางยังคงสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิ มีการซื้อทองเข้ามามากกว่าที่ขายออก ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15 และยังคงดำเนินต่อไปในปี 2568 โดยเฉพาะธนาคารกลางของจีนที่ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเข้าเป็นทุนสำรองในปริมาณที่มหาศาล สะท้อนความเชื่อมั่นในทองคำฐานะสินทรัพย์ที่มั่นคง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการโดยรวมสูงกว่าอุปทาน ช่วยพยุงราคาทองคำยืนอยู่ในระดับสูงได้อย่างแข็งแกร่ง
2.ทิศทางดอกเบี้ยขาลงและเงินเฟ้อที่ยังสูง แม้ธนาคารกลางหลายแห่งจะพยายามต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ยังไม่มีวี่แววว่าสภาวะเงินเฟ้อจะกลับสู่ปกติ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังคงติดลบในหลายประเทศ สภาวะเช่นนี้ทำให้การถือครองเงินสดให้ผลตอบแทนน้อยลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความมั่งคั่งจากภาวะเงินเฟ้อได้ดี จึงมีความน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มที่เฟด อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในอนาคต ยิ่งเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนราคาทองในอนาคตให้มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้
3.ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคงเป็นลมหนุน สถานการณ์โลกที่ยังคงอยู่ในหมอกควันแห่งความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ และสงครามการค้าที่ยังคุกรุ่น ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกมองหา “สินทรัพย์ปลอดภัย” เพื่อเป็นหลุมหลบภัยทางการเงินในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง และทองคำก็เป็นสินทรัพย์ลำดับแรกๆ ที่นักลงทุนนึกถึงเสมอ ความกังวลเหล่านี้เมื่อรวมกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว ยิ่งทำให้ทองคำยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
4.มุมมองเชิงบวกจากผู้เชี่ยวชาญการเงิน จากปัจจัยบวกทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา ได้ตอกย้ำมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาทองคำปี 2568 จากสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง ซึ่งได้ปรับเป้าหมายราคาในอนาคตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ Goldman Sachs ที่ปรับเป้าหมายราคาทองคำอาจวิ่งเกิน 4,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในช่วงสิ้นปี 2568 เช่นเดียวกับธนาคารยูบีเอส ที่มองว่าทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้อีก ซึ่งมุมมองเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดทองคำยังคงแข็งแกร่ง
⦁การเมืองกระทบศก.-ลงทุน
กลับมาดูภาพรวมเศรษฐกิจ สังคมและการลงทุนในปี 2569 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า ปัจจัยทางการเมืองที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2569 จะกระตุ้นให้ตลาดปรับตัวขึ้นก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2-3% กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และท่องเที่ยว มีความเป็นไปได้สูง จะมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม จะทําให้เกิดความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และอาจกดดันตลาด จึงมองการปรับขึ้นรอบนี้ว่าเป็นโอกาสเทรดระยะสั้น มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างตลาดในระยะยาว หวังว่ามาตรการสนับสนุน อาทิ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และมาตรการกระตุ้นระยะสั้น จะช่วยหนุนตลาดให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ท่ามกลาง “ความคาดหวัง” จากผลตอบแทนในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อาจต้องอาศัยเครื่องมือของรัฐบาลทั้งกระตุ้น ทั้งเข็นเศรษฐกิจให้สดใสเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ถ้าหากแรงส่งเศรษฐกิจไม่มากพอ อาจจะลดทอนเสน่ห์การลงทุนของไทยได้เช่นกัน

