
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มี “เสน่ห์” เรามีของดีที่เป็นที่รักและชื่นชมของคนทั่วโลกอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น 1) ธรรมชาติที่หลากหลายและสวยงาม เช่น ทะเล ภูเขา ป่า น้ำตก ทุ่งนา 2) วัฒนธรรมและประเพณีที่มีเอกลักษณ์ เช่น ประเพณีสงกรานต์ซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลก จนเกิดการจัดทัวร์เที่ยวสงกรานต์สำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ หรือการต่อยมวยไทย ที่มีค่ายมวยกระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถดึงดูดให้คนต่างชาติมาเรียนได้ 3) ศิลปะและสถาปัตยกรรมอันวิจิตร เช่น วัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง 4) คนไทยที่มีรอยยิ้ม อัธยาศัยดี และมีน้ำใจ รอยยิ้มที่เป็นมิตร ทำให้ประเทศไทยได้รับสมญานามว่า “Land of Smiles” และ 5) อาหารไทยที่มีรสชาติอร่อยและหลากหลาย
ในบรรดาความมี “เสน่ห์” ของประเทศไทยนั้น ผมคิดว่าอาหารไทยนับเป็นเสน่ห์ที่ทรงพลังที่สุด ด้วยเหตุที่ว่า ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายของวัตถุดิบ เช่น พืชผัก/สมุนไพร เครื่องเทศและเครื่องปรุงต่างๆ เช่น น้ำปลา กะทิ เครื่องแกง ข้าวหอมมะลิ เรามีสูตรและรสชาติอาหารไทยที่โดดเด่นมีความคิดสร้างสรรค์ ความประณีตบรรจงสวยงาม โดยเฉพาะเมนูสำคัญ เช่น ผัดไทย ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นที่นิยมของคนต่างชาติ และที่สำคัญ เรามีความเป็นอัตลักษณ์ (Identity) ของอาหารแต่ละภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน มีองค์ประกอบของเครื่องปรุงที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการเล่าเรื่องราว (Storytelling) ที่ทรงพลัง
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวแบบองค์รวมใน 13 อุตสาหกรรมหลักที่มีความสำคัญ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน ในอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ… ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน (ประมาณปี 2548) รัฐบาลเคยดำเนินนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” หรือ Thai Kitchen of the World เพื่อส่งเสริมให้อาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยเป็นที่นิยมในระดับสากล โดยมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพมาตรฐานอาหารไทย และขยายตลาดทั้งในด้านการส่งออกสินค้าและธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศ ส่งเสริมให้ร้านอาหารไทยในต่างประเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ และสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย การส่งออกสินค้า อาหารและสินค้าอื่นๆ จากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมไปถึงสินค้าจาก OTOP
ในส่วนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งมีพันธกิจในด้านการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสมรรถนะของอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านอาหาร โดยได้รับงบประมาณในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร ให้เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่สร้างภาพลักษณ์ รายได้ และความนิยมในระดับสากล ซึ่งในช่วงปี 2567-2568 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการร่วมกับ Thailand Creative Culture Agency (THACCA) ใน 4 โครงการสำคัญ ได้แก่
1) โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย (Master Thai Chef Program) เพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้เป็นแรงงานทักษะสูง ด้วยการส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะด้านอาหารไทย ให้สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพตามมาตรฐานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพได้ โดยเป็นการฝึกอบรมเชฟอาหารไทยมืออาชีพ และการพัฒนาครูผู้สอน (Train the Trainer) มุ่งเน้นให้ความรู้ในหลักสูตรพื้นฐาน (อาหารไทยทั้ง 4 ภาค) เช่น แกงพะแนง ข้าวผัดปู คั่วกลิ้งหมู ข้าวเหนียวมะม่วง และเสริมหลักสูตรอาหารเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเจ อาหารชาววัง เป็นต้น รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบและการจัดการสำหรับงานครัวไทย และการตลาดสำหรับธุรกิจอาหาร นอกจากนี้จะเสริมวิชาทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหารให้เรียนรู้เพิ่มเติม เช่น การเล่าเรื่องอาหารไทยอย่างทรงพลัง การถ่ายภาพวิดีโออาหารแบบมือโปร ด้วยมือถือการเขียนคอนเทนต์บน Facebook และ Instagram การสร้างตัวตนผ่าน Tiktok สำหรับอาหารไทย เป็นต้น
2) โครงการพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชน อาหารถิ่นอาหารไทย (Local Chef Restaurant) เพื่อพัฒนาร้านอาหารท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ (อาหารถิ่น) ให้สามารถเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในชุมชน ยกระดับบุคลากรในชุมชนให้มีทักษะเป็น “เชฟชุมชน” และผู้ประกอบการร้านอาหารแบบมืออาชีพ มีความรู้ความเข้าใจในการคำนวณต้นทุน การบริหารจัดการงานครัว มาตรฐาน ความปลอดภัยและสุขลักษณะ รวมทั้งการค้นหา “ร้านล้ำค่า (Hidden Gems)” ที่เป็นร้านอาหารถิ่นต้นแบบ เพื่อพัฒนาเป็นร้านเด่นทั้งด้านรสชาติและธุรกิจ และสามารถเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้
3) โครงการยกระดับศูนย์นวัตกรรมอาหารชุมชนเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารชุมชน โดยการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน และการให้คำปรึกษาแนะนำด้านการวิเคราะห์ตลาด โมเดลธุรกิจ การทำการตลาดผ่าน Platform Online เป็นต้น
4) โครงการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับอาหารและเครื่องดื่มไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในระดับสากล โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม เช่น การพัฒนาสมุนไพรสู่เครื่องปรุงอาหาร การพัฒนาสารสกัดสมุนไพรเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น
ทั้ง 4 โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นพันธกิจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมอาหารไทยให้ขยายสู่ตลาดโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อยและครีเอเตอร์ออนไลน์ รวมถึงการดำเนินงาน ต้องเป็นไปอย่างมีระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ควรต้องมีการอบรมเสริมองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาอัตลักษณ์ การเชื่อมโยงกับตลาด และการใช้Influencer/Creator ช่วยสร้างภาพลักษณ์และแบรนด์ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์เป้าหมายทั้ง 11 สาขา เป็นที่รักและชื่นชมของคนทั่วโลก และสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน
หมายเหตุ – ต้นน้ำ หรือภาคการผลิต ประกอบด้วย การผลิตวัตถุดิบพื้นถิ่น โดยเกษตรกรหรือชุมชน, การถ่ายทอดสูตรอาหาร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร/เชฟ/นักวิจัย และการพัฒนาสูตร การแปรรูป และโภชนาการ โดยสถาบันวิจัยอาหาร
กลางน้ำ หรือการสร้างมูลค่า ประกอบด้วย ผู้ผลิต SMEs แปรรูปอาหาร, Food Designer + Packaging Designer และผู้เชี่ยวชาญ/หน่วยงานด้านมาตรฐานของอาหาร เช่น อย. GMP HACCP หรือฮาลาล เป็นต้น
ปลายน้ำ หรือการขยายอาหารสู่ตลาดโลก โดยมีผู้เล่นหลัก ได้แก่ แพลตฟอร์มออนไลน์, ผู้ส่งออกและกระจายสินค้า, Modern Trade, เครือข่ายเชฟไทยทั่วโลก

