น้ำท่วมใต้ – ส่งท้ายเดือนพฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจากอุทกภัยใหญ่หาดใหญ่-สงขลา ที่สร้างความเสียหายลุกลามไปทั่วหลายจังหวัดภาคใต้
เหตุการณ์น้ำหลากตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ไม่เพียงตัดขาดเส้นทางคมนาคม ทำให้ชุมชนจำนวนมากถูกตัดขาดและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก แต่ยังสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งภาคท่องเที่ยว การค้า การบริการ โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม ซึ่งภาคใต้ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองรายได้สำคัญของประเทศ
อุทกภัยครั้งนี้จึงกลายเป็นแรงสะเทือนทางเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายเปรียบว่าไม่ต่างจากเหตุการณ์สึนามิปี 2547 ที่เคยทำให้เมืองท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักเป็นเวลานาน เพราะนอกจากความสูญเสียด้านชีวิตและทรัพย์สินแล้ว เม็ดเงินการท่องเที่ยวที่ควรหมุนเวียนในระบบช่วงปลายปีต้องหยุดกิจการกะทันหัน ขณะที่สถานประกอบการใหญ่หลายแห่งต้องเร่งประเมินความเสียหายและความเสี่ยงด้านความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน
แม้ปัจจุบันระดับน้ำในหลายจุดจะลดลงและสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่ “ภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจ” คือโจทย์ใหญ่ที่รอรัฐบาล โดยเฉพาะบทบาทของรัฐบาลภายใต้การบริหารของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ให้กลับมาพร้อมเดินเครื่องอีกครั้ง ทั้งการซ่อมแซมสาธารณูปโภค การเยียวยาผู้ประกอบการรายย่อย การเร่งเปิดเมืองท่องเที่ยว และการประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
⦁กระทบ715โรงงาน-เกษตรกว่าแสนไร่
นอกจากปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการภาษีทรัมป์ที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทยและเป็นโจทย์สำคัญในการทดสอบสมรรถนะการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทินแล้วนั้น เหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ในภาคใต้ครั้งนี้เหมือนยิ่งทวีความท้าทายเข้าไปอีกขั้น เพราะเป็นปัญหาที่ต้องบริหารแบบวันต่อวันและส่งผลกระทบทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงพื้นที่พร้อมกัน เพราะไม่ใช่เพียงภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ในพื้นที่บริเวณภาคกลาง อาทิ พระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, ลพบุรี, นครปฐม, ชัยนาท, อ่างทอง, สิงห์บุรี, สระบุรี, นนทบุรี และปทุมธานี ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขังและรอรับการฟื้นฟูพื้นที่
หากประเมินความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ครั้งนี้ ถือว่าเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ที่ค่อนข้างกระทบหลายภาคส่วน เริ่มที่ภาคอุตสาหกรรม โดยเป็นภาคที่จะได้รับผลกระทบระยะยาว และใช้เวลาฟื้นตัวนาน
ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสงขลา ว่ามีโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จำนวน 29 โรงงาน, อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา จำนวน 97 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา จำนวน 103 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก จำนวน 44 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ จำนวน 53 โรงงาน, อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย จำนวน 310 โรงงาน และอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 79 โรงงาน ทั้งนี้ รวมโรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท
สำหรับโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมนั้น แม้ว่าน้ำยังไม่ท่วมเข้านิคมอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากช่วงน้ำท่วมไม่สามารถนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานได้
มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว เช่น พักชำระหนี้ สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน และเติมทุนฉุกเฉิน นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิมสูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay) โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนลูกหนี้รายใหม่สามารถกู้วงเงินได้ รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน
ด้านภาคการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินพื้นที่การเกษตรที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 214,523 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบ 147,211 ไร่
มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดวงเงินช่วยเหลือ 3,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรที่ประสบภัย โดยจะเสนอต่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและได้รับผลกระทบจากอุทกภัยระหว่าง 11 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม 2568 ดังนี้ 1.เป็นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยปี 2568 โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีคำสั่งให้เป็นเขตประสบภัย 2.เป็นผู้ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรฯแล้ว3.เป็นเกษตรกรที่ผ่านการรับรองโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ อบต.ต่อเทศบาล โดยเกษตรกร 1 ราย จะได้รับการช่วยเหลือใน 1 ด้านเท่านั้น แม้จะได้รับผลกระทบหลายด้านก็ตาม
โดยกรอบวงเงินช่วยเหลือจะเสนอจากงบกลางเงินสำรองจ่าย กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินเยียวยา 3,237.708 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเกษตรกรจากน้ำท่วม (ข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568) เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งประเทศมีจำนวน 1,079,236 ครัวเรือนแบ่งเป็น ด้านพืช 565,565 ครัวเรือน ด้านประมง 65,239 ราย ด้านปศุสัตว์ 448,432 ราย วงเงินและหลักเกณฑ์การจ่ายจะต้องจ่ายให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน
⦁นทท.ลดฮวบ-โรงแรมสูญรายได้หนัก
น้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้ครั้งนี้ ยังทำให้ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของสงขลา-ภูเก็ต-กระบี่ โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นปลายปีกระทบหนัก
โดย ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุ ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อิงกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนของภาคใต้เป็นหลัก อย่างไรก็ดี ถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อใช้เวลาฟื้นฟูนาน ในช่วง 1 เดือนประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว
ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าสงขลาเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 8 ของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเดือนพฤศจิกายนถือเป็นไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวไทย ทำให้คาดการณ์ว่าเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้จะทำให้จังหวัดสงขลาสูญเสียรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
ด้าน ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับหนึ่งของไทย โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้นิยมมาเที่ยว อ.หาดใหญ่เป็นหลัก คาดเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 จะลดลงแน่นอน
ทั้งนี้ สถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือนพฤศจิกายนจะลดลง 7% เหลือประมาณ 331,000 คนและเดือนธันวาคมจะลดลง 7% เหลือ 420,000 คน ทำให้ทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียราว 4.60 ล้านคน โดยลดลง 7% เมื่อเทียบปีก่อน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่า 1 สัปดาห์ ใช้เวลาฟื้นฟู เดือนพฤศจิกายน นักท่องเที่ยวมาเลเซียอาจลดลง 8% เหลือ 327,000 คนและเดือนธันวาคม อาจลดลงมากถึง 18% เหลือเพียง 373,000 คน ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลงเหลือประมาณ 4.55 ล้านคน หรือหดตัวลง 8%
ด้านเอกชนธุรกิจท่องเที่ยวอย่าง สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา ระบุ สมาคมได้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันแรกที่เกิดน้ำท่วม ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย และสิงคโปร์ เหลือตกค้างอยู่น้อยลง แต่สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องหลักๆ คือการช่วยเหลือของภาครัฐที่ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เพราะจากที่เห็นคือต่างคนต่างช่วยกันแบบไปๆ มาๆ ซึ่งรัฐควรต้องมีการจัดตั้งศูนย์สั่งการหลักอย่างชัดเจนเพื่อที่จะได้รวมทุกอย่างที่เป็นการช่วยเหลือแบบเป็นทิศทางเดียวกัน
ในส่วนของผู้ประกอบการโรงแรมถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรง แม้ยังไม่ได้ประเมินภาพรวมทั้งหมด แต่ผลกระทบมีแล้ว 2 ส่วน ส่วนแรกคือรายได้หายไปเยอะมาก ส่วนสองคือ ความเสียหายต่อสถานประกอบการ เพราะบางโรงแรมอยู่ระหว่างการก่อสร้าง บางโรงแรมเพิ่งปรับปรุงใหม่ หรือเปิดให้บริการได้ไม่นานก็ต้องเจอน้ำท่วมใหญ่
ดังนั้นรัฐบาลต้องวางแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการแบบเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ
⦁ฉุดเศรษฐกิจไทย2.5หมื่นล.-กระทบซีเกมส์
ความเสียหายด้านเศรษฐกิจภาพรวม “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่าความเสียหายจากวิกฤตอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ คาดว่าจะกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.13% ของ GDP
ผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดสงขลา เนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี โดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก โดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้าง ทั้งการหยุดชะงักลงของโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และในภาคการผลิตของโรงงานห้างร้านต่างๆ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุด้วยว่า น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ยังเกิดขึ้นใกล้กับช่วงเวลาที่จะจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และมีกำหนดการว่าจะใช้จังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขัน แต่เมื่อเกิดวิกฤตอุทกภัยทำให้ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน ทำให้สงขลาสูญเสียโอกาสและรายได้จากการจัดกิจกรรมกีฬาและการท่องเที่ยว
อีกทั้งปัญหาน้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำหรือประมง ล้วนแต่เป็นภาคการเกษตรที่สำคัญของภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาจากการหยุดให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปาซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอีกด้วย
ขณะที่ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้มุมมองว่า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมจบใน 1 สัปดาห์ จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท โดยแยกเป็นความเสียหายเชิงรายได้ทางเศรษฐกิจ เช่น ภาคการผลิตสินค้า การขนส่ง การท่องเที่ยว และการจับจ่ายใช้สอยประชาชน 7,000 ล้านบาท และอีกส่วนเป็นความเสียหายทรัพย์สินที่ต้องฟื้นฟู 3,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้สถานการณ์ท่วมขยายพื้นที่และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินจำนวนมากกว่าที่คาดไว้ เพราะน้ำท่วมลดลงแต่จากสภาพบ้านเรือน อาคาร และเขตเศรษฐกิจ ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานพอสมควร และความเสียหายเกินที่ประเมินไว้
ทั้งนี้ โรงงานแปรรูปอาหารจำนวนมากในสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง และตรัง มีทั้งกระทบโดยตรง ส่วนที่ไม่ได้ถูกน้ำเข้าตัวอาคารโดยตรง แต่กลับได้รับผลกระทบจากการสะดุดห่วงโซ่การผลิต ได้แก่ วัตถุดิบจากเกษตรกรไม่สามารถส่งเข้าโรงงานได้ เนื่องจากถนนถูกตัดขาด พนักงานไม่สามารถเดินทางเข้าที่ทำงานได้ตามปกติ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ต้องส่งออกถูกเลื่อนและส่งมอบล่าช้า ต้นทุนขนส่งเร่งด่วนเพิ่มขึ้นหลังน้ำลด และอาจมีค่าปรับส่งมอบ (Penalty) สำหรับสินค้าออเดอร์ต่างประเทศ
“ดังนั้น ผลกระทบของภาคอาหารภาคใต้ไม่ใช่การสูญเสียทรัพย์สินเป็นหลัก แต่คือต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือในตลาดส่งออก” วิศิษฐ์ทิ้งท้าย
วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้รอบนี้ จึงเป็นบททดสอบความสามารถ รัฐบาลอนุทินอย่างแท้จริง โดยเฉพาะผลการฟื้นฟูนับจากนี้!!

