เทคโนโลยีกับการจัดการภัยน้ำ : โอกาสที่ประเทศไทยต้องมองให้ครบทั้งระบบ

1.12.25 | 09:37 น.
เทคโนโลยีกับการจัดการภัยน้ำ

เทคโนโลยีกับการจัดการภัยน้ำ

ประเทศไทยเผชิญภัยที่เกี่ยวข้องกับน้ำแทบทุกปี ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลากจากต้นน้ำ ฝนตกหนักที่ทำให้เกิดน้ำขังในเมืองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือพื้นที่ลุ่มต่ำที่ท่วมซ้ำซากจนกลายเป็นความเคยชิน

ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะทุกครั้งที่น้ำมาสิ่งที่ตามมาคือความสูญเสีย ชีวิตที่ต้องเสี่ยง บ้านเรือนที่เสียหาย และชุมชนที่ไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทันเวลา

เมื่อมองไปยังประเทศอื่น เราจะเห็นว่าหลายแห่งบนโลกเผชิญปัญหาน้ำไม่ต่างจากประเทศไทย บางประเทศเจอน้ำทะเลหนุนเป็นประจำ และบางประเทศต้องรับมือกับน้ำหลากฉับพลันที่เกิดขึ้นรวดเร็วเหมือนที่เราเจอกันทุกปี

แต่สิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ของพวกเขาแตกต่างจากเราอย่างชัดเจน ไม่ใช่ว่าพวกเขาโชคดี หรือมีทรัพยากรเหนือกว่า หากเป็นเพราะเขาออกแบบ “ระบบรับมือน้ำ” อย่างเป็นรูปธรรม

Advertisement

ตัวอย่างจาก 3 ประเทศต่อไปนี้อาจเป็นกรอบที่ช่วยให้เราเห็นว่าการจัดการน้ำที่ทันสมัยเป็นอย่างไร และอะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้มันทำงานได้จริง

1.เนเธอร์แลนด์: ประเทศที่เปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นระบบวิศวกรรมทั้งประเทศ

เนเธอร์แลนด์มักถูกยกเป็นประเทศต้นแบบด้านการจัดการน้ำ เพราะเป็นประเทศที่แทบจะถูกโอบล้อมด้วยความเสี่ยง พื้นที่กว่า 30% ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และเมืองใหญ่หลายแห่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำที่รับแรงพายุโดยตรง

หนึ่งในโครงการสำคัญที่สุดคือ Delta Works ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเขื่อน หรือกำแพงกันน้ำขนาดมหึมา หากเป็นเครือข่ายโครงสร้างที่ทำงานร่วมกับระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำและแรงลมตลอดแนวชายฝั่ง

ข้อมูลจากเซ็นเซอร์เหล่านี้ถูกส่งเข้าสู่ระบบควบคุมอัตโนมัติที่สามารถสั่งปิดและเปิดประตูน้ำได้ทันทีเมื่อเกิดความเสี่ยง ประตูยักษ์อย่าง Maeslantkering ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด เพราะใช้แบบจำลองคลื่น พายุ และระดับน้ำทะเลแบบเรียลไทม์เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนตัดสินใจปิดประตูโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์

ระบบข้อมูล FEWS ของเนเธอร์แลนด์ยังรวบรวมข้อมูลจากฝน ระดับน้ำ และพายุทั่วประเทศเพื่อให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ช่วยลดความสับสนในการสั่งการและทำให้การตอบสนองเป็นไปอย่างมีเอกภาพ

2.สิงคโปร์: เมืองเล็กที่สร้างเครือข่าย ‘น้ำอัจฉริยะ’ ครอบคลุมทั้งระบบ

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ต้องรับมือกับน้ำในพื้นที่จำกัด เมืองทั้งเมืองมีพื้นที่ซึมน้ำน้อย คลองธรรมชาติแทบไม่มี และการพัฒนาเมืองที่หนาแน่นทำให้พื้นที่รับน้ำลดลงทุกปี

โดยสิงคโปร์สร้าง “เครือข่ายน้ำอัจฉริยะ” ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกท่อ ทุกคลอง และทุกจุดเสี่ยงเข้าด้วยกันแบบเรียลไทม์

ระบบ Smart Drainage ของสิงคโปร์คือหัวใจสำคัญ เซ็นเซอร์ถูกติดตั้งในท่อระบายน้ำและคลองจำนวนมาก ตรวจจับระดับน้ำ ความเร็วการไหล และความเสี่ยงของการอุดตันอยู่ตลอดเวลา

ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งเข้าสู่ศูนย์บัญชาการน้ำกลาง ซึ่งใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแบบจำลองฝนตามเรดาร์เพื่อประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดจะเกิดน้ำล้น หรือท่วมขัง หากตรวจพบความเสี่ยง ระบบสามารถสั่งปิดประตูน้ำบางจุด ผันน้ำไปยังอุโมงค์รวมน้ำ หรือเร่งการสูบออกสู่พื้นที่รับน้ำได้ทันที

กล้อง CCTV ระดับน้ำซึ่งติดตั้งในจุดเสี่ยงทั่วเมืองช่วยให้การแจ้งเตือนประชาชนแม่นยำขึ้น ไม่ใช่เพียงประกาศทั่วทั้งเมือง แต่เป็นการเตือนเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจริง

3.ญี่ปุ่น: ระบบป้องกันน้ำท่วมที่ลึกและละเอียดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องเผชิญฝนตกหนัก น้ำหลากฉับพลัน และพายุไต้ฝุ่นเป็นประจำทุกปี เมืองใหญ่จำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่ม หรือใกล้ชายฝั่ง ทำให้ความเสี่ยงจากน้ำสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย

G-Cans หรืออุโมงค์กักเก็บน้ำใต้ดินขนาดมหึมานอกกรุงโตเกียว ถูกออกแบบเพื่อรองรับน้ำจากพายุและฝนตกหนักก่อนที่จะไหลเข้าสู่เมือง อุโมงค์กว้างระดับถนนและเสาคอนกรีตหนักหลายร้อยตันช่วยกระจายน้ำไปยังอ่างพักน้ำใต้ดิน เมื่อระดับน้ำปลอดภัย ปั๊มกำลังสูงจะค่อยๆ ผันน้ำกลับสู่แม่น้ำหลักโดยไม่กระทบพื้นที่เมือง

ญี่ปุ่นยังใช้ระบบเรดาร์ X-Band ที่ให้ภาพฝนละเอียดระดับสูง สามารถพยากรณ์น้ำท่วมฉับพลันได้ล่วงหน้า ข้อมูลจากเรดาร์ถูกส่งเข้าสู่ศูนย์วิเคราะห์กลาง เพื่อประเมินว่าควรเปิดหรือปิดประตูน้ำจุดใด และพื้นที่ใดควรแจ้งเตือนประชาชนก่อนภัยจะเกิดจริง

สิ่งที่เทคโนโลยีทำไม่ได้: การบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีไม่สามารถทำทุกอย่างแทนมนุษย์ได้ สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าการมีข้อมูลดี หรือเครื่องมือทันสมัย คือ “ระบบบริหารจัดการที่แข็งแรง” ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าเทคโนโลยีจะมีประโยชน์ หรือถูกปล่อยให้ไร้ความหมาย

การบริหารจัดการที่ดีเริ่มจากการมี ภาพรวมเดียวกัน ของสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ หากหน่วยงานต่างๆ ใช้ข้อมูลต่างชุดกัน การสั่งการจะล่าช้าและเกิดความสับสน แม้มีเซ็นเซอร์ หรือเรดาร์จำนวนมาก ข้อมูลก็ไม่สามารถช่วยได้เต็มที่ถ้าไม่ได้ถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์สั่งการกลางที่สามารถประมวลผลได้ทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่เสี่ยง

อีกประเด็นสำคัญคือ ความชัดเจนด้านบทบาทหน้าที่ ว่าใครรับผิดชอบอะไรในช่วงเวลาปกติและในช่วงภาวะฉุกเฉิน การไม่รู้ว่าใครต้องสั่งการก่อน หรือใครต้องดูแลพื้นที่ใด มักทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงช้า ทั้งที่เวลาเพียงไม่กี่นาทีสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ให้แตกต่างกันได้อย่างมาก

ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสื่อสารกับประชาชน ซึ่งต้องแม่นยำ โปร่งใส และทันเวลา การแจ้งเตือนที่คลุมเครือหรือล่าช้าจนประชาชนเตรียมตัวไม่ทันอาจทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้น แม้ว่าระบบเทคโนโลยีจะประเมินได้อย่างถูกต้องก็ตาม

การผสมผสานเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ: คำตอบที่ต้องเดินไปด้วยกัน

สิ่งที่ทำให้ระบบจัดการน้ำของประเทศต้นแบบมีประสิทธิภาพ คือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพ จนเกิดเป็นระบบที่ทำงานสอดคล้องกันทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุการณ์น้ำ

เทคโนโลยีทำหน้าที่สร้าง “สายตา” ให้ระบบมองเห็นปริมาณน้ำ ฝน ลม และความเสี่ยงจากหลายทิศทางพร้อมกันแบบเรียลไทม์ ผ่านเซ็นเซอร์ กล้อง เรดาร์ หรือแบบจำลองข้อมูล ขณะที่ระบบบริหารจัดการเป็น “สมองและมือ” ที่ตัดสินใจว่าจะใช้ข้อมูลนั้นอย่างไร เพื่อผันน้ำ เปิดประตูน้ำ เร่งระบายน้ำ หรือสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ท้ายที่สุด หากทั้งสองไม่เดินไปด้วยกัน ระบบใดระบบหนึ่งย่อมอ่อนแรง แต่หากผสานกันอย่างถูกต้อง ประเทศย่อมสามารถลดความสูญเสียจากภัยน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในวันนี้