
“เมื่อเทคโนโลยีถูกลง พลังงานสะอาดก็ใกล้ตัวมากขึ้น-จากหลังคาบ้านสู่บ้านอัจฉริยะ ผู้ใช้ไฟฟ้าไทยเริ่มเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้บริโภค” เป็น “ผู้ผลิตและบริหารพลังงาน” อย่างเต็มตัว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิด “การผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้เอง” ได้กลายเป็นหนึ่งในกระแสหลักของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Behind-the-Meter Photovoltaic (BTM-PV) ที่ในอดีตเคยเป็นเทคโนโลยีขององค์กรขนาดใหญ่ หรือผู้มีเงินลงทุนสูง แต่ปัจจุบันได้ขยายสู่ภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กอย่างกว้างขวาง
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า ณ เดือนกันยายน 2568 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากระบบ BTM-PV รวมมากกว่า 5,580 เมกะวัตต์ เติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยกว่าร้อยละ 87 เป็นระบบติดตั้งบนหลังคา (Rooftop Solar) และส่วนที่เหลือเป็นระบบติดตั้งบนพื้นดินหรือทุ่นลอยน้ำภายในพื้นที่ของผู้ใช้เอง
ระบบเหล่านี้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้มากกว่า 7,300 ล้านหน่วยต่อปี (GWh) หรือมากกว่า 3.5% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งแม้จะดูเป็นสัดส่วนไม่มาก แต่ถือเป็นพลังที่เติบโตเร็วที่สุดในระบบพลังงานของไทย
⦁โซลาร์รูฟ : พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้มากที่สุด
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ “ราคาที่ลดลงอย่างก้าวกระโดด” ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟสำหรับบ้านอยู่อาศัยลดลงกว่า 60% จากเฉลี่ย 60-65 บาทต่อวัตต์ ในปี 2557 เหลือเพียง 25-30 บาทต่อวัตต์ ในปี 2568
อธิบายให้เข้าใจง่ายคือ ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ ที่เคยมีราคามากกว่า 300,000 บาท ปัจจุบันติดตั้งได้ในงบประมาณเพียง 125,000-150,000 บาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ผลิตได้ (Levelized Cost of Electricity-LCOE) ของโซลาร์รูฟปัจจุบันอยู่ที่เพียง 2-3 บาทต่อหน่วย เมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายที่อยู่ราว 4 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 30-40% ต่อเดือน และคืนทุนได้ภายใน 6-8 ปี ขณะที่อายุการใช้งานของระบบอยู่ได้กว่า 25 ปี
สำหรับบ้านขนาดกลางทั่วไป ระบบโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 650-750 หน่วยต่อเดือน เพียงพอสำหรับการใช้ไฟส่วนใหญ่ในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแสงแดดเฉลี่ยสูงกว่า 4-5 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่ภาคธุรกิจเองก็เริ่มเห็นประโยชน์ชัดเจน ประกอบกับแนวโน้มแรงขับเคลื่อนความต้องการพลังงานสีเขียวในภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อาคารสำนักงาน และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง เริ่มติดตั้งระบบขนาด 50-1,000 กิโลวัตต์ หรือในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีการติดตั้งขนาดมากกว่า 1 เมกะวัตต์ขึ้นไป โดยมีอัตราผลตอบแทน (IRR) ราว 10-20% ถือเป็นการลงทุนในระยะยาวที่คุ้มค่า โดยเฉพาะในยุคที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ระบบโซลาร์รูฟท็อปยังมีผลเชิงสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบบขนาด 5 กิโลวัตต์สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 3 ตันต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 300 ต้น ตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี ระบบหนึ่งจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 75 ตัน
⦁ภาครัฐขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
สำหรับภาคบ้านอยู่อาศัย รัฐบาลได้ผลักดันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้นผ่าน “โครงการโซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย นอกจากนี้รัฐบาลมีนโยบายลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านพักอาศัย โดยให้สิทธิลดหย่อนตามค่าใช้จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (สำหรับปีภาษี 2568 ถึง 2570) โดยผู้ขอสิทธิต้องเป็นเจ้าของบ้านและมีชื่อตรงกับเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ระบบที่ติดตั้งต้องเป็นแบบ On-grid ที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่าภาครัฐมุ่งสร้างแรงจูงใจและการมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
⦁แบตเตอรี่ : ก้าวต่อไปของโซลาร์ในอนาคต
แม้ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์จะมีต้นทุนต่ำและคุ้มค่ามากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือ ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน ทำให้บางช่วงมีไฟฟ้าส่วนเกินที่ใช้ไม่หมด ขณะที่ช่วงค่ำซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกลับไม่มีแสงอาทิตย์ที่จะผลิตไฟฟ้ารองรับความต้องการได้ การเพิ่มระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเป็นก้าวสำคัญของการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในระดับผู้ใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนแบตเตอรี่ในระดับผู้ใช้ไฟฟ้ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยยังมีราคาเฉลี่ยราว 18,000-25,000 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ส่งผลให้ต้นทุนการใช้แบตเตอรี่เก็บพลังงานไฟฟ้าอาจสูงถึง 5-7 บาทต่อหน่วย ทำให้การลงทุนติดตั้งแบตเตอรี่ร่วมกับโซลาร์อาจจะยังไม่มีความคุ้มค่าในเชิง
พาณิชย์นัก
อย่างไรก็ดี แนวโน้มของราคาแบตเตอรี่ทั่วโลกที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 8-10% ต่อปี หากราคาลดลงมาถึงระดับ 8,000-12,000 บาทต่อ kWh ในช่วงเวลาไม่เกิน 5-10 ปีข้างหน้า ระบบ “โซลาร์พลัสแบตเตอรี่” จะเริ่มกลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาพีค แต่ก็ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้บริการจากระบบไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนพลังงานในช่วงเวลาที่ขาดหายไป รวมถึงให้ระบบไฟฟ้ารองรับความผันผวนและความไม่แน่นอนจากระบบเพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถใช้ไฟฟ้าเพื่อดำเนินชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง
⦁บ้านพลังงานอัจฉริยะ : วิถีใหม่ของผู้ใช้ไฟฟ้าไทย
ในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ระบบโซลาร์จะถูกผสานเข้ากับ “ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System : EMS)” ที่ควบคุมการผลิต การเก็บ และการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ EMS จะช่วยเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชาร์จแบตเตอรี่หรือขายไฟกลับเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ เพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ระบบ EMS ยังสามารถเชื่อมต่อกับ “ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)” ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผ่านเทคโนโลยี “Vehicle-to-Home (V2H)” หรือ “Vehicle-to-Grid (V2G)” ที่ให้ยานยนต์ไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่เคลื่อนที่ สามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่บ้านหรือระบบไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการสูงได้ เทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นก้าวสำคัญสู่ “บ้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Home)” ที่ผลิต เก็บ ใช้ และแลกเปลี่ยนพลังงานได้อย่างยืดหยุ่นในระบบไฟฟ้าอัจฉริยะของอนาคต
⦁พลังงานสะอาด เริ่มต้นได้ที่หลังคาบ้าน
พลังงานในยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่เริ่มต้นได้จากหลังคาบ้านของเราเอง การติดตั้งโซลาร์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการลดค่าไฟ แต่คือ “การลงทุนในความมั่นคงทางพลังงานของครอบครัว” และเป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง ประสิทธิภาพสูงขึ้น และนโยบายรัฐสนับสนุนมากขึ้น “บ้านพลังงานอัจฉริยะของคนไทย” ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะอนาคตของพลังงานไทย อาจเริ่มต้นได้จากหลังคาบ้านของคุณเอง

