จากคำพูดของแซม แอลแมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Open AI ผู้สร้าง ChatGPT หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ลงทุนด้านเอไอต่อเนื่อง กล่าวไว้ว่า เราอยู่ในช่วงที่นักลงทุนตื่นเต้นกับเอไอมากเกินไปหรือเปล่า ผมคิดว่าใช่ และถ้าถามว่า เอไอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้หรือไม่ ผมคิดว่าใช่เช่นกัน ทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่า เอไอ เข้าสู่ยุค ฟองสบู่ กำลังหมดยุคของเอไอ หรือเอไอไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้จริงอย่างคาดหวัง
ขณะที่อีกฝั่ง เจนเซ่น หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอ็นวิเดีย (Nvidia) บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) เชื่อว่า ความต้องการนำเอไอมาใช้ในการประมวลผลข้อมูลเป็นของจริง ซึ่งเขาไม่เชื่อว่าเกิดฟองสบู่เอไอ แต่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว เขาเชื่อว่าเอไอจะพิสูจน์ให้เห็นมูลค่าที่แท้จริงและทำกำไรได้
เรื่องนี้ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี มองว่า เอไอเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานในโลกของธุรกิจ การพูดถึงความน่าเชื่อถือของเอไอ จนถึงการวิเคราะห์ว่ากำลังเกิดฟองสบู่เอไอ ซึ่งเป็นแนวคิดที่แตกต่างกันสุดขั้วเป็นเหรียญคนละด้านนั้น ส่วนตัวมองว่า เรื่องนี้ต้องมองแยกออกเป็น 2 มิติ
มิติแรก คือ มิติของการลงทุน ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งใช้เงินลงทุนในการพัฒนาเอไอมูลค่ามหาศาล อาทิ GitHub Copilot ได้รับการระดมทุนจาก Microsoft ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เฉพาะปี 2568 ประกาศลงทุนเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ChatGPT ใช้งบเทรนโมเดล GPT-4 มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเม็ดเงินลงทุนกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี Gemini ไม่เปิดเผยงบเทรนเอไอแต่ละรุ่น แต่มีเงินลงทุนต่อปี 13,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
การลงทุนจำนวนมหาศาลในการพัฒนาเอไอ ขณะที่มูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของเอไอ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนพัฒนาในระดับนี้หรือไม่ ในมิตินี้อาจมองว่าเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงเกินไป ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ มีราคาที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน ในมุมนี้อาจมองเป็นฟองสบู่ในธุรกิจที่ลงทุนด้านเอไอได้ เพราะทุกการลงทุนในเทคโนโลยีต้องใช้เวลาพัฒนากว่าที่จะเกิดผลตอบแทนที่เหมาะสม
แต่ถ้ามองอีกมิติหนึ่ง คือ มิติของการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตั้งแต่ การวิเคราะห์และพัฒนากระบวนการผลิต การตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจแล้ว มองว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอสู่การใช้งานได้จริง เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เป็นช่วงของการสอนให้สมองกลอย่างเอไอ ได้เรียนรู้และพัฒนา เป็นจุดเปลี่ยนจะเห็นชัดเจนปี 2569
ปี’69ปีแห่งการใช้เอไอขับเคลื่อนธุรกิจ
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านเอไอดาต้าเทคโนโลยีว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงของการพัฒนาเอไอ การสร้างสมองกล การพัฒนาให้เอไอเรียนรู้เรื่องของการทำงานในแต่ละระบบ มีการลงทุนแบบลองผิดลองถูกว่าเอไอสามารถนำมาใช้ในงานด้านใดบ้าง ซึ่งผมมองว่าเป็นช่วงของการทดลองงานเอไอ อาจมีการลงทุนที่สูงเพื่อพัฒนาระบบแบบลองผิดลองถูก เป็นเรื่องปกติของวิจัย พัฒนา การทดลอง และการลงทุนด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี 100 โครงการ อาจได้ผล 1 หรือ 10 ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
แต่นับจากนี้ไปคือปี 2569 เป็นปีนำเอไอมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานในโลกธุรกิจแบบที่ใช้งานได้จริง มีส่วนสำคัญช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างกำไร ที่เห็นได้ชัด ถ้าภาคธุรกิจเลือกใช้เทคโนโลยีเอไอที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของตัวเอง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว
อย่างที่ ลาร์รี ฟิงก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแบล็คร็อค บริษัทด้านจัดการสินทรัพย์ข้ามชาติขนาดใหญ่ สัญชาติอเมริกัน ระบุว่า เงินจำนวนมหาศาลที่ลงทุนในเอไอ เป็นความจำเป็นต่อการรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ และเป็นการลงทุนที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจในอนาคต แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะมีบริษัทเอไอที่พัฒนาเครื่องมือที่ไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่อาจต้องล้มหายตายจากไป แต่สุดท้ายแล้ว เอไอตอบโจทย์กับการใช้งาน ยังคงอยู่และเป็นเครื่องมือพลิกโฉมธุรกิจ
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์มองว่า ผมไม่คิดว่าเอไอเผชิญกับภาวะฟองสบู่ แต่เป็นช่วงเรียนรู้และพัฒนาสมองกลที่เรียกว่าเอไอ ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยขับเคลื่อนการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจ
จากรายงานล่าสุดของสตาติสต้า แพลตฟอร์มด้านข้อมูลและธุรกิจอัจฉริยะสัญชาติเยอรมัน ระบุว่า ขนาดตลาดของเอไอ ปี 2567-73 เติบโตเฉลี่ย 28.46% ต่อปี คาดมีมูลค่า 826,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573
ขณะที่ แมคเคนซี่ แอนด์ คอมพานี บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลก สัญชาติอเมริกัน เผยแพร่ผลสำรวจเกี่ยวกับการนำเอไอไปใช้ในภาคธุรกิจตลอด 12 เดือนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 419 บริษัท ระบุว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นจากนำเอไอมาช่วยกระบวนการทำงาน เพิ่มในสัดส่วน 5-10% ทั้งภาคการตลาด การเงิน การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน งานบริการ จนถึงงานด้านไอที และวิศวกรรม
ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ระบุว่า จากผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้ผมเชื่อว่า เอไอเป็นสมองกล เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ถ้าผู้ประกอบการมีความเข้าใจในธุรกิจของตัวเอง และรู้ว่าจะนำ
เอไอมาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในด้านใด และออกแบบการทำงานที่เหมาะสม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในการใช้เอไอ คือ ผู้ประกอบการยังไม่รู้ว่าจะใช้เอไอทำอะไรได้บ้าง จึงลองผิดลองถูกกับการใช้งาน เลือกเอไอยังไม่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง ดังนั้น ปัญหาการใช้เอไอ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเอไอ แต่อยู่ที่การเลือกเครื่องมือใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง อย่างลูกค้าของเรียล สมาร์ท เราออกแบบแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า ให้สอดคล้องกับความต้องการช่วยลูกค้าลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ ผมเชื่อว่าถ้าเลือกใช้เอไอเหมาะกับธุรกิจ เอไอจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ปฏิวัติภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และกำไร เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้
ดังนั้น ปี 2569 จะเป็นปีที่เอไอเป็นตัวปฏิวัติการทำงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นแบบที่ใช้งานได้จริง และเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
เอไออย่างชัดเจน

