ทริปแรก‘วิทัย รัตนากร’ ผู้ว่าการแบงก์ชาติป้ายแดง สัญจรเชียงใหม่ เดินถนนชมวิถีชุมชน

7.12.25 | 09:47 น.

ตามพันธกิจหลักของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ มุ่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินที่มีเสถียรภาพ และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและทั่วถึง รวมถึงค่านิยมร่วมอย่าง ยืนตรง ยื่นมือมองไกล และติดดิน ภายใต้การบริหารงานของ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ประกาศให้ความสำคัญกับการใช้หลักดังกล่าวเป็นจุดยืนหลักของการออกแนวนโยบายในยุคของตัวเอง บนเป้าหมายช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

หลักการดำเนินแนวทางของ ธปท.จะดำเนินการผ่าน 2 ส่วนหลัก คือ

1.รักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ ประกอบด้วยการดูแลเงินบาทให้มีมูลค่า และการป้องกันวิกฤตการเงิน

2.ดูแลระบบสถาบันการเงินและการชำระเงินให้มีเสถียรภาพ พร้อมจัดพิมพ์ธนบัตรให้มีใช้ในระบบเศรษฐกิจ ถือเป็นพื้นฐานของทั้งประชาชน และประเทศชาติทำให้ ธปท.มีความสำคัญมากต่อการขับเคลื่อนไปของประเทศไทย

เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนมากขึ้นถึงภารกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยยุคใหม่ ที่ต้องเพิ่มความใกล้ชิดกับประชาชน พร้อมให้เป็นที่รู้จักถึงตัวตนและแนวทางการดูแลของผู้ว่าการแบงก์ชาติป้ายแดงผ่านการลงพื้นที่ดังนั้น ผู้ว่าการวิทัยนำคณะสื่อมวลชนสัญจรไป จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นจังหวัดท่องเที่ยวเมืองหลักของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาเยือนถิ่นเหนือนี้กว่า 10 ล้านคนต่อปี

Advertisement

ตรงกับความต้องการของ ธปท.ที่อยากพัฒนาทุกจังหวัดให้มีชุมชนเข้มแข็งแบบนี้อยู่ทั่วทุกภูมิภาค กระจายตัวเป็นแรงเสริมหลักสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในภาพรวม และพันธกิจหลักที่ต้องการสร้างความกินดีอยู่ดีของคนไทย ธปท.จึงมุ่งดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินเพื่อคนไทยทั่วประเทศ และเพื่อเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาค จึงมีการจัดตั้งสำนักงานภาค 3 แห่ง ทำหน้าที่ประสานนโยบายและส่งผ่านไปสู่ท้องถิ่น เน้นการสื่อสารในภาพเดียวกัน ซึ่งสำนักงานในภาคเหนือ ภารกิจคือ ต้องการให้เข้าถึง เข้าใจ ใกล้ชิดท้องถิ่น เพราะพอเป็นสำนักงานที่อยู่ในท้องถิ่นจริงก็จะรู้จักความเป็นตัวเอง ทั้งคนและสังคมของตัวเองว่าเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ การมีสำนักงานในภูมิภาคยังช่วยด้านการให้คำปรึกษา ทั้งเศรษฐกิจ การเงิน และการให้ความรู้ทางการเงิน ควบคู่ไปกับการเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากหน่วยงานและองค์กรสำคัญในภูมิภาค ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกให้กับแบงก์ชาติในการออกมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น แต่บริบทความเป็นอยู่และการใช้ชีวิตในแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งปัญหาที่เผชิญ การใช้ภาษา สื่อที่คนในท้องถิ่นนิยมใช้ หรือวิธีการสื่อสารแบบไหนให้ได้ใจชาวบ้าน จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของ ธปท.

โดยได้สำรวจจุดไฮไลต์หลักของเชียงใหม่ ทั้งประตูท่าแพ คลองแม่ข่า จริงใจมาร์เก็ต ถือเป็นการผลักดันความสวยงามของท้องถิ่นให้เป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวหลักของทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือน รวมถึง สังกะดี สเปซ (Sanggadee Space) อ.สันกำแพง ที่ผลักดันตัวเองอย่างเข้มแข็งจากการร่วมมือของคนในชุมชน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนเข้าชมไม่ขาดสายเช่นกัน

เนื่องจากสังกะดี สเปซ ได้รวบรวมงานฝีมือจากท้องถิ่นไว้อย่างครบถ้วน โดย นุสรา เตียงเกตุ ปราชญ์ด้านผ้าล้านนา ผ้าซิ่น ตีนจก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งหัวใจของชุมชนแห่งนี้ เล่าว่า หลังเรียนจบคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มาฟื้นฟูผ้าอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เวลาล่วงผ่านมาแล้วเกือบ 40 ปีจึงผูกพัน ทำให้ก่อตั้ง สังกะดี สเปซ เป็นพื้นที่แสดงความงามของงานฝีมือจากท้องถิ่นอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีคนรู้จักเพิ่มขึ้นมากๆ บางคนชื่นชอบ มาซ้ำหลายต่อหลายครั้งในแต่ละปี เหมือนชาวต่างชาติคนหนึ่งที่ใช้เวลาว่างบินมาใช้ชีวิตในสังกะดี สเปซ เป็นเวลาแรมเดือน ก่อนบินกลับไปและกลับมาอีกครั้ง เป็นแบบนี้ซ้ำๆ จนวางหน้าที่ให้เข้ามาช่วยปฏิบัติ ฝึกสอนคนที่เข้ามาเรียนรู้งานฝีมือในที่แห่งนี้

ภายในสังกะดี สเปซ พื้นที่ประมาณ 20 ไร่ เดิมเป็นป่าไมยราบและพื้นที่แก้มลิง เคยมีน้ำท่วมสูง แต่ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว รวมถึงมีการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรจึงตอบโจทย์ปัจจัย 4 ด้านอาหารและเครื่องแต่งกาย ทำให้สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้และเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนไปด้วย

“เนื่องจากวัตถุดิบต่างๆ ซื้อหามาจากชาวบ้าน แต่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่พอ เราต้องพัฒนาเรื่องการศึกษาและการรับรู้ ทำให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์ของเรื่องราวเหล่านี้ จะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องปลูก ถือเป็นหนึ่งในเรื่องพยายามทำมาตลอด เป็นการใช้ชีวิตตามความต้องการของตลาด ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด แต่ก็ตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองด้วย”

สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องของการอนุรักษ์และพัฒนาต่อยอด คือเรื่องวัตถุดิบ (material) ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เรื่องผ้า หรือว่าศิลปหัตถกรรมทั้งหมด เส้นใยเป็นเลือดเนื้อและชีวิต จึงมีการจัดงานประจำปีชื่อว่า เส้น (SEN) มาจาก Sanggadee Exhibition in Nature เพราะอยากให้ที่แห่งนี้เป็นสถานที่เชื่อมโยงผู้คน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งเรื่องผ้าและเรื่องงานหัตถกรรมอื่นๆ งานเส้นจึงเปรียบเสมือนเส้นที่ถักทอด้วยมือและหัวใจ เปี่ยมไปด้วยพลังและความวิริยอุตสาหะของทีมงานจึงอยากเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน เพื่อนำพลังงานด้านบวกกลับไปให้เต็มที่

หลังการนำคณะเยี่ยมชม ผู้ว่าการวิทัยเผยว่า ปัจจุบันนี้นอกเหนือจากการดูแลเสถียรภาพภายใต้พันธกิจธปท.ยังจะพยายามเข้าไปดูแลปัญหาเชิงโครงสร้างหลายๆ เรื่องในบริบทที่ ธปท.ควรทำควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชน ให้สอดคล้องกับค่านิยม ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดินของ ธปท. เนื่องจากหน้าที่ของ ธปท.ไม่ได้มีแค่ดูเสถียรภาพให้ภาพนิ่งเท่านั้น แต่ปัญหาความเสี่ยงทั้งหมดจะขยายเข้าไปดูแลปัญหาเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างอื่นๆ ด้วยในบริบทที่แบงก์ชาติควรจะทำ เข้าไปอยู่ใกล้ชิดประชาชนและปัญหา ยื่นมือช่วยแก้ปัญหาเชิงสังคม ช่วยแก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจ ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ก็อยู่ใกล้กับประชาชน อยู่ใกล้กับสังคมมากผ่านมาตรการเฉพาะจุดแบบเจาะจง

จากนั้น ผู้ว่าการวิทัยลงในรายละเอียดว่า มาตรการแรกที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ด้วยการซื้อหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาท ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC โดยใช้เงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เหลือจากโครงการคุณสู้ เราช่วย ซึ่งจะ cut off บัญชีได้ในช่วงเดือนมกราคม โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ที่จะปรับการดำเนินการให้เป็น Social AMC มากขึ้น ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยเสริมนโยบายการเงินในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ และจะทยอยมีมาตรการที่ออกมาช่วยในแต่ละจุด หรือแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่จะประกอบเป็นภาพใหญ่ขึ้น

อีกมาตรการที่จะดำเนินการคือ มาตรการสนับสนุนสินเชื่อใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมาสินเชื่อธุรกิจในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยหดตัวต่อเนื่องนานโดยสินเชื่อธุรกิจโดยรวมขยายตัวติดลบต่อเนื่อง 5 ไตรมาส และสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมาตรการเฉพาะจุดชุดแรกคือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งเป็นปัญหาสังคม ปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท.เตรียมโอนหนี้ครัวเรือน หรือเอ็นพีแอล จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี ไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ที่ ธปท.ถือหุ้นทางอ้อม 100% ผ่านกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) โดยใช้เงินจากแหล่งเงิน FIDF ที่เหลือจากโครงการเดิม โดยโครงการนี้เริ่มเดินหน้าแล้ว มีกำหนดตัดยอดบัญชี ณ วันที่ 1 มกราคม จากนั้นจะปรับโครงสร้างภายใน AMC ใหม่ทั้งระบบ

“เชื่อว่ามาตรการนี้เป็นมาตรการเฉพาะจุดที่เสริมกับการดำเนินนโยบายการเงิน การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้สำเร็จด้วยการออกมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่เป็นจิ๊กซอว์ที่ต้องต่อออกไปเรื่อยๆ แก้ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะบรรเทา ค่อยๆ บรรเทากัน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกดปุ่มทีเดียวแล้วปัญหาเชิงโครงสร้างหายไป” วิทัยกล่าว

อีกด้านเป็น มาตรการกลไกค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี โดยมีเป้าหมาย วงเงิน 1 แสนล้าน เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องที่สองคือ สินเชื่อที่ติดลบต่อเนื่องกัน สินเชื่อโดยรวมติดลบต่อเนื่อง 5 ไตรมาส ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส เดือนตุลาคมติดลบ 4% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจจริงไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ เศรษฐกิจไม่สามารถกระเตื้องขึ้นได้หากเอสเอ็มอีไม่สามารถกลับมา โดยปัญหาใหญ่ถัดมาที่ ธปท.เห็นชัดคือ สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อทั้งระบบก็ยังติดลบ สะท้อนว่าเศรษฐกิจจริงไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ สาเหตุที่สินเชื่อธุรกิจหดตัวมาจากความไม่แน่นอนและภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้ความต้องการสินเชื่อโดยเฉพาะของธุรกิจรายใหญ่ลดลง และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อจาก credit cost ที่เพิ่มขึ้น

สาเหตุไม่ได้มีแค่เศรษฐกิจชะลอจนความต้องการกู้ (demand) ลดลง แต่ยังมีเอสเอ็มอีจำนวนมากที่อยากกู้แต่กู้ไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินระมัดระวังสูง ต้นทุนความเสี่ยง (credit cost) สูง กลัวกลายเป็นเอ็นพีแอลธปท.จึงร่วมกับกระทรวงการคลังและภาคธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างการหารือเพื่อออกแบบกลไกค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีและยกระดับศักยภาพธุรกิจ โดยมีแหล่งเงินทุนจากการนำเงินที่ได้จากการปรับลด FIDF fee เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด ธปท.จึงออกแบบกลไกกองทุน/กลไกค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี ร่วมกับรัฐบาลและสมาคมธนาคารไทย ใช้เงินจาก FIDF ที่เหลืออยู่ หรือที่จะใช้ในปีถัดไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เป็นทุนตั้งต้น เพื่อให้สามารถค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีได้รวม ประมาณ 1 แสนล้านบาท

สิ่งที่เราพยายามทำคือ เราจะสร้างกลไก เป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีขึ้นมา หวังว่าจะสามารถช่วยลด credit cost ต้นทุนความเสี่ยงทางด้าน credit ทำให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยสินเชื่อได้ แต่รายละเอียดอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งมีความคืบหน้าพอสมควร โดยกลไกนี้ถูกออกแบบให้ตรงจุดคือ เน้นการให้สินเชื่อใหม่แก่เอสเอ็มอีใน sector ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย (เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป ค้าส่ง ค้าปลีก โรงแรม wellness) และผู้ประกอบการที่ยกระดับศักยภาพธุรกิจทั้งของตนเองและธุรกิจใน supply chain หรืออื่นๆ ที่เราต้องการส่งเสริมและเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ที่มีความสามารถในการแข่งขัน เช่น ปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green transition)

เพิ่มความสามารถในการกระจายตัว โดยจะพิจารณากำหนดวงเงินสูงสุดต่อราย เพื่อกระจายให้กับผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50-100 ล้านบาท เกิดผลชัดเจน หมายถึงเม็ดเงินออกไม่ช้า เพื่อให้ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ทันการณ์ รวมทั้งการที่ช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ก็จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้มากขึ้นและเพิ่มความคล่องตัว โดยมีกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อน สะดวกต่อการเบิกจ่าย และวงเงินชดเชยที่เพียงพอรองรับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-30% สำหรับ max claim โดย SMEs ทั่วไปมีความเสี่ยงที่ 20% เพื่อช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน

ครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามและมาตรการที่เคาะออกมา คาดหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจนในปีถัดไป