หลากหลายความเห็นหลังเกิดสถานการณ์ปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้ง เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในด้านเศรษฐกิจ ทุกภาคส่วนมองถึงผลกระทบและแนวทางที่จะรับมือในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่ง แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะตัวแทนธุรกิจเอสเอ็มอี
ให้มุมมองต่อเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ดังนี้
“ประเทศไทยกับเศรษฐกิจชายแดนที่ผูกยึดติดดินแดนรายล้อม 4 ประเทศ ทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะเอสเอ็มอีตามแนวชายแดนที่ความสัมพันธ์ทางการค้าขายกันมาอย่างยาวนาน แต่หลังเกิดปัญหาความขัดแย้งไทยและกัมพูชาที่ไทยถูกรุกล้ำ รุกรานสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชน สนามการค้าชายแดนก็ปรับเปลี่ยนไป และอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป หรือจะมาเหมือนเดิมคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน”
แสงชัยระบุว่า ในปี 2567 ก่อนเกิดปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เอสเอ็มอีไทยมีมูลค่าส่งออกติดชายแดน 517.77 ล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าการส่งออกผ่านแดน 1.56 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยนำเข้า 202.86 ล้านหรียญสหรัฐ จึงรวมมูลค่าการค้า เอสเอ็มอีไทยกับกัมพูชา 722.19 ล้านเหรียญสหรัฐ พอเข้าปี 2568 พบว่า 10 เดือนแรกปี 2568 เอสเอ็มอีไทยมีมูลค่าส่งออกติดชายแดนเหลือเพียง 215.03 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกผ่านแดน 0.04 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยการนำเข้า 176.87 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมการค้า 2 ฝ่ายมีมูลค่าการค้า 391.93 ล้านเหรียญสหรัฐ
ข้อมูลจุดผ่านด่านปี 2568 พบว่าการส่งออกชายแดนและ ผ่านแดนมูลค่าสูงสุดส่วนใหญ่ ผ่านด่านพรมแดนบ้านหาดเล็ก ด่านพรมแดนบ้านแหลม จุดผ่อนปรนบ้านเขาดิน ด่านพรมแดนบ้านผักกาด จุดผ่อนปลนการค้าบ้านซับตารี และจุดผ่อนปรนบ้านหนองปรือ ตามลำดับ ส่วนการนำเข้าปี 2568 ผ่านด่านอรัญประเทศมูลค่าสูงสุด รองลงมาด่านช่องจอม ด่านจันทบุรี ด่านคลองใหญ่และด่านช่องสะงำ ตามลำดับ มูลค่าการค้าโดยรวมของเอสเอ็มอีลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 330.26 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 46%
เมื่อเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ปะทุขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและบริการ การค้า การผลิตที่รายล้อม เพื่อรับมือปัจจัยเสี่ยง จึงควรวางยุทธศาสตร์ที่มีกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรองรับอนาคต ได้แก่
1.ปกป้องปฐพีไทย กับการ ปลุกพลังรู้รักสามัคคีชาติ ด้วยความรักสงบแต่ไม่ยอมสยบต่อภัยคุกคามที่เลวร้ายของกัมพูชา การบริหารจัดการความปลอดภัยประชาชนตามแนวชายแดน และลดการสูญเสีย บาดเจ็บชีวิตของทหารและพลเรือน รวมทั้งการดูแลสถานที่พักพิง ปัจจัยการดำรงชีวิตให้กับพลเรือนในระหว่างสถานการณ์ขัดแย้งที่อาจรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ทุกขณะ
2.ปลุกเสน่ห์ให้หลงใหลการลงทุนไทย ภาคเศรษฐกิจการค้า การส่งออกผ่านแดนที่ยังคงส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการ ประชาชนในท้องถิ่นตามแนวชายแดน ซึ่งต้องพิจารณาหาแนวทางในการส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต Global Value Supply Chain ที่อยู่ลงทุนทั้งในกัมพูชามายังประเทศไทย เพื่อให้ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติได้สิทธิประโยชน์และสร้างรายได้ภายในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยใช้ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคใต้ร่วมด้วย) ขยายเชื่อมโยงการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบทั้ง โลจิสติกส์ สาธารณูปโภค การใช้พลังงานสะอาดให้รวดเร็วยิ่งขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมแต่ละพื้นที่
3.พลิกโฉมแรงงานเข้มข้นสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ภาคแรงงานกัมพูชาที่มีแนวโน้มในปี 2569 ประเทศไทยลดการพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาและต้องเตรียมพร้อมแผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์รื้อโครงสร้างแรงงานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับเปลี่ยนเร่งการใช้เทคโนโลยี AI ระบบการผลิตที่ลดการใช้แรงงานเข้มข้น และลดต้นทุนในการหาแรงงานภายในประเทศและจากชาติอื่นที่เหมาะสมกับความต้องการ
4.เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง งบประมาณกับการป้องกันประเทศที่ต้องวางแผน จบเร็วแบบไม่ยืดเยื้อ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด ไม่เป็นภาระกับการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว และการส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยคำนึงถึงการสนับสนุน ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่พึ่งพา Local Content ทดแทนการนำเข้าให้มากที่สุด สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศและผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอีกทางด้วย
5.ยุทธศาสตร์ดุลยภาพกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แผนเผชิญสหรัฐอเมริกากับการกดดันทางภาษีรอบใหม่ หรือการกีดกันในรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติม กับมาเลเซียที่เดินเกมรุกในฐานะประธานอาเซียน การใช้เวทีระหว่างประเทศ การให้ข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ทำความจริงให้ปรากฏ สร้างความเป็นธรรมให้กับประเทศไทยดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เหลือ ยังมีมูลค่าการค้าระหว่างกันดีต่อเนื่อง โดยมาเลเซีย ปี 2567 มูลค่าการค้าส่งออกชายแดน 10,527.18 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกผ่านแดน 5,545.21 ล้านเหรียญสหรัฐ ลาว มูลค่าการค้าส่งออกชายแดน 10,330.96 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกผ่านแดน 5,716.75 ล้านเหรียญสหรัฐ เมียนมา มูลค่าการค้าส่งออกชายแดน 2,209.71 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกผ่านแดน 31.50 ล้านเหรียญสหรัฐ ช่วง 10 เดือนแรกปี 2568 มูลค่าการค้าส่งออกชายแดน ไทย-มาเลเซีย 10,057.03 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทย-ลาว 11,187.17 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทย-เมียนมา 1,780.37 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่กับกัมพูชาเหลือ 961.64 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเคยค้าขายกันต่อปีกว่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
ผนวกกับทั่วโลกต่างเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งเก่าและใหม่ จึงเป็นแรงกดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 ถดถอย และหลายประเทศมองทางรอดผ่าน เศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง จึงเริ่มเห็นการรณรงค์และกระตุ้นให้คนในประเทศใช้จ่ายและท่องเที่ยวภายในประเทศให้มากขึ้น
ประเทศไทยเองคงไม่พ้นวัฏจักรเพิ่มการพึ่งพา ไทยใช้ของไทย-ไทยเที่ยวไทย

