ไทยจะกลับขึ้น Top 10 โลกด้านคริปโตอย่างไร? เมื่อคนรุ่นใหม่พร้อม แต่ประเทศไม่ขยับตาม

12.12.25 | 09:47 น.

ตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมาแรงขับเคลื่อนจาก Gen Z และ Millennials แรงกว่าโครงสร้างประเทศ ประเทศไทยที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลสูงที่สุดในโลก จากการที่ Global Crypto Adoption Index เคยจัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่าไทยร่วงลงมาอยู่ในช่วงอันดับที่ 17 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการเติบโตของตลาดคริปโตไทยชะลอลง ไม่ใช่เพราะประชาชนหมดความสนใจ แต่เพราะ “ระบบนิเวศระดับประเทศ” ยังพัฒนาไม่ทันแรงขับจากประชากรดิจิทัลรุ่นใหม่ของไทย

ภาพใหญ่สะท้อนชัดเจนจากข้อมูลเชิงประชากร นั่นคือ คนรุ่นใหม่คือผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคริปโตไทยโดยแท้จริง กว่า 52-55% ของผู้ลงทุนคริปโตในประเทศไทยอายุไม่ถึง 35 ปี และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วน Gen Z ลงทุนในคริปโตสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลระดับโลกจาก Worldpay และ Gemini ยังยืนยันว่า 38-45% ของนักลงทุน Gen Z และ Millennials ทั่วโลกถือสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่าการถือทองคำ หุ้น หรือกองทุนรวม และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ นักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น “สินทรัพย์แรก” ในชีวิต เพราะเข้าถึงง่าย ใช้เงินเริ่มต้นไม่สูง และสอดคล้องกับวิถีชีวิตดิจิทัลที่พวกเขาคุ้นเคย

แต่ในขณะที่พลังของคนรุ่นใหม่กำลังขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า กลับเป็นโครงสร้างกฎหมาย นโยบายรัฐ และระบบรองรับที่ “เดินช้ากว่า” ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยเริ่มลดลง แม้ไทยจะมีผู้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลจำนวนมาก อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และตลาดขนาดใหญ่ แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลยังถูกออกแบบในยุคที่ตลาดมีขนาดเล็กมาก ไม่ครอบคลุมความเปลี่ยนแปลงของ stablecoin, tokenization, DeFi และ RWA ทำให้ไทยเริ่มเสียโอกาสในช่วงที่โลกกำลังเร่งไปในทิศทางตรงกันข้าม

ทำไมประเทศรอบบ้านเติบโตเร็วกว่าประเทศไทย แม้เราเริ่มก่อน

Advertisement

การที่ไทยหลุดจากอันดับ Top 10 ไม่ได้สะท้อนว่าเราถดถอย แต่สะท้อนว่า “ประเทศอื่นกำลังเร่งแซงหน้า”โดยเฉพาะสิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และดูไบ ซึ่งแต่ละประเทศมีโมเดลการสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจนและกล้าตัดสินใจมากกว่า

สิงคโปร์คือหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ พวกเขาออกแบบกฎหมายใหม่สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งระบบ โดยให้ MAS ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างเข้มงวดควบคู่กับการ “ส่งเสริม” เพื่อไม่ให้ธุรกิจ Web3 ต้องหนีไปเขตอื่นผลักดัน stablecoin ภาคเอกชน เช่น XSGD และ USDC ให้อยู่ภายใต้การกำกับที่โปร่งใส ซึ่งทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางคริปโตระดับเอเชียอย่างรวดเร็ว

ฟิลิปปินส์เติบโตอย่างก้าวกระโดดเพราะรัฐบาลตระหนักว่าสินทรัพย์ดิจิทัลคือส่วนสำคัญของเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะการโอนเงินจากแรงงานต่างประเทศ จน stablecoin ถูกใช้ทำธุรกรรมจริงในชีวิตประจำวัน และกลายเป็นหนึ่งในเคสศึกษาของ IMF ว่าทำไมการรับคริปโตในประเทศกำลังพัฒนาจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจบางประเภทได้

สำหรับเวียดนาม การสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาลทำให้ประเทศนี้ติด Top 3 ของโลกด้านการยอมรับคริปโต 3 ปีซ้อน ทั้งที่ระบบการเงินแบบดั้งเดิมไม่แข็งแรงเท่าไทย แต่นโยบายจากรัฐสนับสนุนด้านการศึกษา เทคโนโลยี และการทดลองใน sandbox อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เวียดนามแซงไทยไปแบบก้าวกระโดด

ส่วนดูไบไม่เพียงสนับสนุน แต่เขียนกฎหมายใหม่ทั้งฉบับ เพื่อสร้างพื้นที่ให้บริษัท Web3 จากทั่วโลกเข้ามาตั้ง regional HQ ด้วยกรอบกำกับที่ทันสมัยและอิงเทคโนโลยีจริง ทำให้ดูไบกลายเป็นปลายทางของเม็ดเงินและบุคลากร Web3 ระดับโลก

ต่างจากไทยที่แม้หน่วยงานรัฐอย่าง SEC, BOT และกระทรวงการคลังมีกฎหมายควบคุมชัดเจน แต่บทบาทด้าน “ส่งเสริม” กลับยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ขณะที่ภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการเอกชนกลับพร้อมกว่าภาครัฐ จนเกิดภาพความไม่สมดุลระหว่างความพร้อมของประชาชนกับความพร้อมของประเทศ

โอกาส‘กระโดดข้ามรุ่น’ยังอยู่ตรงหน้า หากไทยกล้าตัดสินใจเชิงนโยบาย

แม้ไทยจะถอยหลังในอันดับโลก แต่โอกาสในการกลับขึ้น Top 10 ยังอยู่ไม่ไกล เพราะประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่หลายประเทศไม่มี ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยผู้ใช้งานดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตที่แข็งแรง และประชากร Gen Z-Millennials ที่มีความเข้าใจเทคโนโลยีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่ไทยต้องขาดคือ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” ที่จะเปลี่ยนจากการมุ่งควบคุมอย่างเดียว ไปสู่การผสมผสานระหว่างการกำกับและการส่งเสริมเพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

หนึ่งในจุดที่ไทยสามารถเริ่มได้ทันทีคือ การกำหนดกรอบ sandbox สำหรับ stablecoin ภาคเอกชนอย่างชัดเจน ปัจจุบัน stablecoin ถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินe-commerce การท่องเที่ยว หรือ cross-border remittance หากไทยเปิดพื้นที่ทดลอง stablecoin ที่มีหลักประกันคุณภาพ เช่น พันธบัตรรัฐบาลหรือเงินฝากสถาบันการเงิน จะช่วยให้ไทยเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคที่มีระบบชำระเงินดิจิทัลแบบ on-chain ที่ปลอดภัยและแข่งขันได้

ด้านกฎหมาย ไทยควรเร่งปรับปรุงให้รองรับการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ ทั้งสินทรัพย์แบบ tokenized, RWA, digital bond และ DeFi ที่ถูกออกแบบให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบการระบบใหม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติและผลักดันตลาดทุนไทยให้เติบโตแบบไร้รอยต่ออีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือด้านการศึกษา ในวันนี้มหาวิทยาลัยไทยจำนวนมากเริ่มเปิดหลักสูตรเกี่ยวกับบล็อกเชนและคริปโต และภาคเอกชน ได้ทำงานเชิงรุกในการยกระดับ digital finance literacy แล้ว แต่ถ้าภาครัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับโครงการด้าน coding และ AI ของประเทศอย่างสิงคโปร์ ไทยมีโอกาสผลิตบุคลากรด้าน Web3 หลายหมื่นคนในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งจะกลายเป็นแรงงานคุณภาพสูงที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

ปลี่ยนความพร้อมของนโยบายให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ

สุดท้าย ไทยควรวางตำแหน่งตัวเองเป็น “ศูนย์กลาง Web3 ของอาเซียน” ผ่านนโยบายการดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีใหม่เข้ามาตั้งฐานในไทย พร้อมเปิดพื้นที่ทดลองด้าน digital identity, on-chain finance และ blockchain infrastructure ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้จริง หากรัฐบาลมองเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติเมื่อมองภาพรวมทั้งหมด คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ในวันนี้คือ เราจะเป็นเพียงผู้ตาม หรือพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ เพราะพลังของคนรุ่นใหม่ไทยพร้อมแล้ว ระบบการศึกษาและผู้ประกอบการพร้อมแล้ว

แต่ประเทศจำเป็นต้องขยับขึ้นมาเป็น “แรงส่ง” ให้ทัน ก่อนที่โอกาสจะถูกประเทศรอบบ้านคว้าไปทั้งหมด