มาสด้าประกาศลงทุน MHEV 5,000 ล้าน บทพิสูจน์พี่ใหญ่อุตฯยานยนต์ไทยแข็งแกร่ง

19.12.25 | 09:47 น.

แม้สถานการณ์การเมืองไทยจะเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางบ่อยแค่ไหน

แต่ภาคการดึงดูดการลงทุนที่ดูแลโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ

ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมา มาสด้าประกาศลงทุนครั้งใหญ่ 5,000 ล้านบาท พร้อมเป้าหมายตั้งไทยเป็นฐานผลิต MHEV ส่งออก เริ่มผลิตกลางปี 2570

โดย นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุ คณะผู้บริหารบริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่น นำโดย นายมาซาฮิโระ โมโระ ประธานและผู้บริหารสูงสุด ได้นำเสนอแผนการลงทุนในประเทศไทย หลังจากคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการผลิต รถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV (Mild Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ.2569-2575)

ทำให้บริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภท MHEV ส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยจะเริ่มลงทุนต้นปี 2569 คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงกลางปี 2570

Advertisement

ปัจจุบันกลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (AAT) ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง ที่ผ่านมามีโครงการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 4 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 30,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (MPMT) เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค มีโครงการได้รับการส่งเสริมการลงทุน 3 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 12,000 ล้านบาท

การลงทุนผลิตรถยนต์ประเภท MHEV ในประเทศไทยครั้งนี้จะเป็นการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV กำลังการผลิต 1 แสนคันต่อปี โดยกว่าร้อยละ 60 จะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอาเซียน เนื่องจากบริษัทและลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) กว่าร้อยละ 70 อีกด้วย โครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายที่ก้าวไปสู่การผลิตรถยนต์ไฮบริด (HEV) ต่อไปในอนาคต

เลขาฯนฤตม์ระบุถึง สถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ช่วงปี 2563-กันยายน 2568 ดังภาพ

ขณะที่ สถิติการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ดังภาพ

เลขาฯนฤตม์ระบุอีกว่า แนวโน้มการลงทุนในอนาคต ทางรัฐบาลและบอร์ดอีวีมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ (xEV) ทั้ง BEV, PHEV, HEV, MHEV รวมทั้งเทคโนโลยีอื่นๆ ในอนาคต เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมทั้งเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมจะหดตัว เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งมีสาเหตุจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ segment ที่ยังมีการขยายตัวต่อเนื่อง คือ ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่ม HEV และ BEV โดยในส่วนของ BEV ช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ มียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV จำนวนกว่า 104,000 คัน คิดเป็นสัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 22 ของการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมด และถ้านับรวมกลุ่ม HEV และ PHEV จะเห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดมีจำนวน 249,265 คัน หรือกว่าร้อยละ 50 ของการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมด

แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งการผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ และการให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสัดส่วนภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) อย่างน้อยร้อยละ 40 บอร์ดอีวีได้มีมติปรับลดสัดส่วนการนับแบตเตอรี่นำเข้าที่สามารถนำมาคิดรวมจากร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 10 และการผ่อนผันดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งจะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องจัดหาชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น และเร่งให้เกิดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนสำคัญ อาทิ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้การลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

เลขาฯนฤตม์ระบุด้วยว่า สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอนั้น บีโอไอให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์แบบครบวงจร โดยมีสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไป ทั้งกลุ่ม ICE, HEV, PHEV, BEV, FCEV การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และชิ้นส่วนยานยนต์ทั่วไป รวมถึงการให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า ทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่

นอกจากนี้ บีโอไอยังได้ออกมาตรการเพื่อช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าหลายมาตรการ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ มุ่งสนับสนุนให้ผู้ผลิตยานยนต์ทั้งแบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้า พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ผ่านการลงทุนในระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปรับตัวต่อการแข่งขันระดับโลก มาตรการส่งเสริมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ หรือขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่

รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ และมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า

เพื่อผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน