หุ้นไทย 2026 ปีม้า ‘ขาสั้น’ ติดบ่วงจีดีพีต่ำ-ขาดเสน่ห์ดึงดูด

22.12.25 | 09:47 น.
หุ้นไทย 2026 ปีม้า‘ขาสั้น’ ติดบ่วงจีดีพีต่ำ-ขาดเสน่ห์ดึงดูด

ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีผ่านมา มักมีอัตราโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรเป็น แม้ในปี 2568 เดิมทุกสำนักพยากรณ์ชี้โอกาสเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยจะเติบโตอย่างต่ำเกินระดับ 3% เมื่อภายในปีเกิดปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งรัฐ เอกชน และนักวิชาการ ก็ทยอยปรับคาดการณ์ลดลงต่อเนื่อง เกือบทุกไตรมาส ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงเกือบครึ่งจาก 2.8% ในไตรมาส 2/2568 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ลดลงจากไตรมาส 2 ที่ 0.6% รวม 9 เดือนแรกปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% จึงคาดการณ์ทั้งปี 2568 เติบโตได้มากสุดไม่เกิน 2%

ส่วนทิศทางจากนี้ในปี 2569 ความเห็นในวันนี้ ทั้งภาคเอกชน นักวิชาการ และนักเศรษฐศาสตร์ ต่างประสานเป็นเสียงเดียวว่า ปี 2568 ยังแค่ “เผาหลอก” ปี 2569 ต่างหากเป็นปี “เผาจริง” ประเมินบนปัจจัยเสี่ยงทั้งในประเทศและนอกประเทศ ที่ไทยกำลังเผชิญและทิศทางความไม่แน่นอนยังสูง

⦁เศรษฐกิจไทยโตต่ำอีกปี
เริ่มด้วยมุมมองของ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดต่ำลง จะกลายเป็นนิวนอร์มอลหรือปกติใหม่ โดย ธปท.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 เติบโตประมาณ 2.2% ขณะที่ปี 2569 ปรับลดคาดการณ์เหลือ 1.5% เป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลักที่ยังแก้ไขไม่ได้

ทั้งนี้ 3 ด้านหลักที่ต้องเร่งปลดล็อก ได้แก่ 1.ผลิตภาพต่ำจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมและการลงทุนที่แทบไม่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง 2.ภูมิคุ้มกันต่ำจากระดับหนี้ที่สูง โดยหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 87% ของจีดีพี หนี้ภาคธุรกิจมากกว่า 80% และ 3.ความเหลื่อมล้ำสูง สะท้อนการเติบโตแบบ K-Shape ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่มีรายได้คิดเป็น 83% ของทั้งระบบ ขณะที่เอสเอ็มอีและประชาชนทั่วไป เผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ เนื่องจากเอสเอ็มอีมีบทบาทการจ้างงานสูงถึง 70%

⦁นายแบงก์ห่วงจีดีพีทรุดซ้ำๆ
ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ (เอสซีบี อีไอซี) กล่าวว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโต 1.5% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 2.0% ถือเป็นการโตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปีหากไม่นับรวมปีที่ประเทศไทยเจอวิกฤต ได้แก่ วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตน้ำท่วมปี 2554 การรัฐประหาร รวมถึงวิกฤตโควิด การโตต่ำกว่า 2% นี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับเศรษฐกิจไทย และเรามองว่าการเติบโตระดับนี้ไม่ควรเป็นเรื่องปกติหรือนิวนอร์มอล

Advertisement

ยรรยงระบุสาเหตุที่แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลงมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน อาทิ สงครามการค้าที่กระทบกับการส่งออกและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน โดยมองว่าการส่งออกปี 2569 จะติดลบ 1.5% ลดลงอย่างมากจากปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 10.8% ทั้งยังเผชิญกับฐานที่สูง และการส่งออกทองคำคาดจะลดลง ภาคการท่องเที่ยวแม้ปี 2568 ติดลบ 7% แต่ปี 2569 คาดฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจาก 32.9 ล้านคน เป็น 34.1 ล้านคน หรือเติบโต 4% แต่จำนวนดังกล่าวยังห่างไกลจากตัวเลขก่อนโควิดที่ 40 ล้านคนอยู่มาก

สำหรับปัจจัยภายใน ได้แก่ ภาวะการเงินตึงตัว โดยการบริโภคครัวเรือน คาดชะลอตัวประมาณ 1.9% เนื่องจากแนวโน้มรายได้ครัวเรือนยังคงมีความเปราะบาง แม้ ธปท.ลดดอกเบี้ยลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมาก จากสินเชื่อภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอีที่หดตัว โดยหวังว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะไม่ได้กระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก

⦁เพิ่มกดดันลงทุน‘หุ้น-คริปโท’
โดยธรรมชาติเมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ คนจะมีรายได้ต่ำตามไปด้วย เงินในมือที่มีน้อย ส่งผลต่อการออม หรือการลงทุนเพื่อออมในอนาคต ด้วยข้อจำกัดในด้านรายได้ไม่เพียงพอ การออมหรือลงทุนเพื่ออนาคตจึงถูกตัดออกไปการเอาตัวรอดแบบวันต่อวัน จึงมีความสำคัญมากกว่า โดยเครื่องมือทางการเงินที่มีผลต่อการลงทุนสร้างอนาคตในปัจจุบันต้องยอมรับว่า มีทางให้เลือกอยู่มากมาย ทั้งคนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงได้ หรือยอมรับความเสี่ยงได้น้อย แต่การลงทุนที่ยังได้รับความนิยมมากที่สุด หลักๆ เป็นหุ้น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล รวมถึงผลิตภัณฑ์เป็นเทรนด์ใหม่ในโลกปัจจุบันอย่างสินทรัพย์ดิจิทัล (ดิจิทัลแอสเสจ) และเหรียญดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหุ้น เพราะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่สามารถจับต้องได้ผ่านธุรกิจของบริษัทที่นักลงทุนเข้าไปถือครองอยู่

⦁วิเคราะห์หุ้นไทยปี2569
วทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มองว่า ปี 2569 หุ้นไทยมีปัจจัยกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังเติบโตจำกัด หลายหน่วยงานประเมินจีดีพีไทยอาจขยายตัวเพียง 1-2% โดยหลักๆ เป็นผลมาจากปัจจัยกดดันด้านการบริโภคที่โตเพียง 2-3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่เคยขยายตัว 5-6% ขณะที่การส่งออกยังทรงตัวบนฐานสูง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 คาดอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6% แต่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดที่ 39.8 ล้านคน แต่ยังพอมีโอกาสเกิดปัจจัยบวกเพิ่มขึ้นจากกรณีที่รัฐบาลจีนขอความร่วมมือประชาชนลดการเดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งอาจเป็นแรงผลักให้นักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางมาไทยมากขึ้นหนุนธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ การเลือกตั้ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

⦁ลุ้นดัชนีหุ้นแตะ1,440จุด
ด้าน ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยลดลงกว่า 8% แตะระดับต่ำสุดรอบ 5 ปี หรืออยู่ที่ 1,056 จุดในเดือนเมษายน 2568 จากแรงกดดันปัจจัยภายในและต่างประเทศ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูงสุดรอบ 4 ปี การบริโภคภายในประเทศอ่อนแรงความไม่แน่นอนทางการเมือง ตลอดจนความกังวลผลกระทบมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวน

ปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทย เริ่มเห็นการทยอยฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และอิเล็กทรอนิกส์ (เซมิคอนดักเตอร์) จะทยอยลงทุนจริงต่อเนื่อง หลังได้รับอนุมัติจาก BOI 2.ภาคท่องเที่ยว ที่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และ 3.ภาคการส่งออกที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/2568 และมีแนวโน้มฟื้นตัว จึงคาดว่าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 จะทำระดับสูงสุดที่ 1,440 จุด

จากเสียงสะท้อนของนักวิชาการ-เอกชน ปี 2569 น่าจะเป็นปีม้าขาสั้น วิ่งได้ช่วงสั้นลงและไปไม่ได้ไกล