การเติบโตของ Private Credit ในประเทศไทย EP2: ใครคือแรงขับเคลื่อนความต้องการ Private Credit?

26.12.25 | 11:30 น.

ความต้องการลงทุนใน private credit ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากนักลงทุนสถาบันระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) และสำนักงานธุรกิจครอบครัว (family office) ที่มีความมั่งคั่งสูง การเติบโตนี้ไม่ใช่ผลจากภาวะดอกเบี้ยสูงในช่วงสั้น แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลก
สำหรับประเทศไทย การทำความเข้าใจว่า “ใคร” คือผู้ขับเคลื่อนความต้องการ private credit จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งต่อผู้ลงทุน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย

การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของนักลงทุนทั่วโลก

สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเริ่มชัดเจนในช่วงกลางปี 2567 เมื่อธนาคารกลางหลักของโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางยุโรป เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างเข้มข้นตลอดสองปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากตั้งคำถามว่า private credit จะยังคงน่าสนใจหรือไม่เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลกลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม รายงาน Preqin Global Private Debt Report 2025 ระบุว่า สินทรัพย์ private credit ทั่วโลกมีมูลค่าราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบห้าเท่าจากเมื่อสิบปีก่อน สะท้อนว่า private credit ได้ก้าวข้ามสถานะ “สินทรัพย์ทางเลือก” และกลายเป็นองค์ประกอบหลักของพอร์ตการลงทุนสถาบันทั่วโลกแล้ว

Advertisement

กองทุนบำเหน็จบำนาญ : แรงขับเคลื่อนที่มั่นคงที่สุด

ในบรรดานักลงทุนทั้งหมด กองทุนบำเหน็จบำนาญถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญและมีเสถียรภาพที่สุดของ private credit งานวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐ ระบุว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญเป็นหนึ่งในผู้จัดสรรเงินลงทุนรายใหญ่ที่สุดในสินทรัพย์ประเภทนี้

กองทุนชั้นนำระดับโลก เช่น Canada Pension Plan Investment Board (CPPIB), Ontario Teachers’ Pension Plan และ CalPERS ต่างเพิ่มสัดส่วน private credit อย่างต่อเนื่อง เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนระยะสั้น แต่เป็นคุณสมบัติเชิงโครงสร้างที่สอดคล้องกับภาระผูกพันระยะยาว ได้แก่ กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ โครงสร้างสัญญาที่ชัดเจน การมีหลักประกัน และความผันผวนของมูลค่าที่ต่ำกว่าตลาดทุน

บริษัทประกัน : แสวงหาผลตอบแทน และประสิทธิภาพด้านเงินกองทุน

บริษัทประกันเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของความต้องการ private credit ในระดับโลก ภายใต้กรอบการกำกับดูแลด้านเงินกองทุน บริษัทประกันต้องบริหารสมดุลระหว่างผลตอบแทน ความมั่นคง และการจับคู่ระยะเวลาของสินทรัพย์กับหนี้สิน (asset-liability matching)

สินเชื่อ private credit ระดับ investment-grade ที่มีโครงสร้างแข็งแรงและกระแสเงินสดชัดเจน จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในหลายเขตอำนาจกำกับดูแล สินทรัพย์ประเภทนี้ยังได้รับการปฏิบัติด้านเงินกองทุนที่เหมาะสมกว่าสินทรัพย์ที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือหรือมีความเสี่ยงสูง ส่งผลให้ private credit ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ : การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติก็มีบทบาทสำคัญในการขยายตลาด private credit สถาบันอย่าง Government of Singapore Investment Corporation (GIC), Abu Dhabi Investment Authority (ADIA), Temasek และ Public Investment Fund (PIF) ของซาอุดีอาระเบีย ต่างลงทุนใน private credit ครอบคลุมทั้งสินเชื่อองค์กร โครงสร้างพื้นฐาน และสินเชื่อที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

การที่ Temasek จัดตั้งแพลตฟอร์ม private credit โดยเฉพาะในปี 2568 เป็นสัญญาณชัดเจนของความเชื่อมั่นในความยั่งยืนระยะยาวของสินทรัพย์ประเภทนี้

Family Office : กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด

กลุ่ม family office และผู้มีความมั่งคั่งสูงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาด private credit ข้อมูลจากสถาบันการเงินเอกชนระดับโลกชี้ว่า สัดส่วนการลงทุนของกลุ่มนี้ใน private credit เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สำหรับ family office ในเอเชีย private credit ไม่ใช่แนวคิดใหม่โดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีลักษณะคล้ายการปล่อยกู้แบบมีหลักประกันที่คุ้นเคย แต่ถูกยกระดับด้วยมาตรฐานการกลั่นกรอง การกระจายความเสี่ยง และธรรมาภิบาลในระดับสถาบัน

ประเทศไทยกับกระแส Private Credit โลก

ประเทศไทยกำลังเชื่อมโยงเข้ากับกระแส private credit โลกผ่านกองทุน feeder ซึ่งบริหารโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศ และนำเงินไปลงทุนในกองทุนหลักของผู้จัดการกองทุน private credit ระดับโลก

ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำที่เริ่มตั้งแต่หลักล้านบาท ทำให้ผู้ลงทุนรายใหญ่ในไทยสามารถเข้าถึงพอร์ต private credit ระดับสากลได้ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ความต้องการในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มที่มองหากระแสเงินสดที่มั่นคง การป้องกันความเสี่ยงด้านขาลง และทางเลือกนอกเหนือจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ที่ผันผวน

เหตุใด Private Credit ยังมีความสำคัญ แม้ดอกเบี้ยเริ่มลดลง

เมื่ออัตราดอกเบี้ยโลกเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวลว่า private credit อาจเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างผลตอบแทนที่แคบลง (spread compression) หรือมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่อ่อนตัวลงในบางส่วนของตลาด อย่างไรก็ตาม ความกังวลเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับดีลที่มีระดับหนี้สูงหรือมีเงื่อนไขคุ้มครองผู้ให้กู้ต่ำ (covenant-lite) มากกว่าจะสะท้อนภาพรวมของ private credit ทั้งระบบ

ในทางปฏิบัติ กลุ่ม private credit ที่เป็นสินเชื่อมีหลักประกันชั้นดี (senior secured) หรืออยู่ในระดับที่ใกล้เคียง investment-grade ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน ยังคงมีลักษณะเด่นที่แตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการมีหลักประกันที่เพียงพอ โครงสร้างธุรกรรมที่รัดกุม และการติดตามดูแลลูกหนี้อย่างใกล้ชิด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ private credit สามารถแสดงความทนทานได้ดี ผ่านทั้งช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ขาลง และวัฏจักรเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมาแล้วหลายรอบ

สำหรับประเทศไทย เมื่อการเชื่อมโยงกับตลาด private credit โลกเพิ่มมากขึ้น private credit กำลังเปลี่ยนบทบาทจากแหล่งเงินทุนทางเลือกเฉพาะกลุ่ม ไปสู่หนึ่งในองค์ประกอบหลักของพอร์ตการลงทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และ family office ล้วนสะท้อนทิศทางเดียวกันว่า private credit จะยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพแวดล้อมด้านนโยบายการเงินของโลกจะเปลี่ยนแปลงไป

โดย private credit จะยังคงมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจต้องการแหล่งเงินทุนที่มีความยืดหยุ่นและมีหลักประกันรองรับอย่างชัดเจน เชื่อว่า private credit ที่มีโครงสร้างแข็งแรง โดยเฉพาะสินเชื่อแบบ senior secured ที่อาศัยการพิจารณาสินเชื่ออย่างมีวินัย การติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม จะสามารถรักษาความทนทานได้ในทุกวัฏจักรอัตราดอกเบี้ย

และมีแนวโน้มพัฒนาเป็นสินทรัพย์หลักที่ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทยในระยะยาว