เริ่มแล้วการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 นอกจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ ที่แต่ละพรรคเปิดโฉมหน้าออกมาเรียกเรตติ้ง สู้ศึกในครั้งนี้แล้ว
ว่ากันว่าแคมเปญนโยบายแก้ปัญหา “เศรษฐกิจ” นโยบายประชานิยมแก้ปากท้อง แก้หนี้ แก้จน ก็เป็นอีกตัวตัดเชือกคะแนนเสียงเพื่อกำชัยชนะ สู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จึงทำให้มีหลายพรรคสร้างสีสัน ออกแคมเปญหาเสียงที่ทำให้คนเข้าใจง่ายและจำได้แม่น
⦁เปิดนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคใหญ่
เมื่อเจาะนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคใหญ่ เรียกว่างัดสารพัดแข่งแจก-ลด-เพิ่ม เริ่มต้นที่พรรคสีน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” มาพร้อมสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ดันจีดีพีโต 3%
1.มุ่งแก้เศรษฐกิจปากท้องให้คนตัวเล็ก เพิ่มรายได้ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ลดค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรก เพิ่มเงินออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส และ TISA ลดภาระหนี้ ปิดหนี้ไวไปต่อได้พลัส จ่ายตรง มีวินัย ดอกเบี้ยลด
2.ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล 3.ชุมชนพลัส ผลิตของที่ใช่ ขายของที่ชอบ ตอบโจทย์ทุกคน 4.การศึกษาเท่าเทียมพลัส เรียนฟรีมีจริง ทุกที่ ทุกเวลา มีงาน 5.เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เติมทุนให้ค้ำประกันไว เน้นให้ดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่
6.ลงทุนพลัส เพิ่มลงทุนแบบรัฐร่วมลงทุน กระตุ้นโตยาว ยกเครื่องทั้งประเทศ เพิ่มลงทุนเป็น 30% ของจีดีพีใน 4 ปี เร่งลงทุนในทุนมนุษย์ 7.เศรษฐกิจสีเขียวพลัส เดินหน้าพลังงานสีเขียว การเงินสีเขียวและตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต 8.AI พลัส ทำ AI ภาครัฐ AI ธุรกิจ และ AI ภาคประชาชน เพิ่มทักษะ เพิ่มรายได้ 9.Trade พลัส ค้าขายฉลาด อัพเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก ด้วยพันธมิตร และ 10.ไทยแลนด์พลัส รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกั๊ก
ฝั่งพรรคสีแดง “เพื่อไทย” ชูสโลแกน “เพื่อไทยทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่” ดันเศรษฐกิจไทยโต 5% ใน 4 ปี ผ่านกรอบแนวคิด 10 เรื่อง 1.สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศ 2.ให้ประชาชนถือเงินหรือคูปองเลือกใช้บริการภาครัฐ 3.หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ให้หนี้เสียเรื้อรังกลับมายืนได้อีกครั้ง
4.ปลดล็อกกฎหมายและระบบภาษี ดึงดูดเงินจากต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย 5.แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทั้งทรัพย์สินและที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง 6.การพัฒนาทุนมนุษย์ เพิ่มทักษะ 7.เปลี่ยนรัฐควบคุมเป็นรัฐบริการ
8.สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ยกระดับแรงงาน 9.ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย 10.ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟไม่เกิน 3.70 บาทต่อหน่วย รวมถึงลดต้นทุนการผลิตทั้งระบบ
ไม่เพียงเท่านั้นยังผลักดันหวยเกษียณ นโยบายล้างหนี้ให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ คนเป็นหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท จ่าย 10% หรือเพียง 20,000 บาท ปิดหนี้ทันที การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ปลดหนี้ผู้สูงอายุไม่เกิน 100,000 บาทใน 3 เดือน และให้รางวัลลูกหนี้ชั้นดี ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ตลอดจนสานต่อรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นั่งรถเมล์แอร์ 10 บาท และบ้านเพื่อคนไทย
ส่วนพรรคสีส้ม “ประชาชน” ครั้งนี้มาภายใต้สโลแกน “ไทยไม่เทาไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” โฟกัสด้านเศรษฐกิจปากท้อง จะเติมเงิน เพิ่มค่าแรง อัพสกิลคนละครึ่งพลัสและหวยใบเสร็จ SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเติมเงิน 1,000 บาท ให้ 12 ล้านคน จูงใจให้ซื้อของร้านรายย่อยผ่านโครงการหวยใบเสร็จ SMEs ทุกยอดซื้อสะสม 500 บาท รับสิทธิลุ้นรางวัลเลขท้าย วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
ปฏิวัติค่าแรงและสวัสดิภาพแรงงาน โดยปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่ม 4% หรือ 350-420 บาทต่อวัน ตามค่าครองชีพและทักษะ พร้อมผลักดันกฎหมายทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ หรือ 40 ชั่วโมง เพิ่มวันลาหยุดพักผ่อน และเมกะโปรเจ็กต์ยกระดับทักษะ สร้างแพลตฟอร์มกลางด้านการเรียนรู้ แจก คูปองอัพสกิล ให้ประชาชนเลือกเรียนฟรี พร้อมเงินชดเชยค่าเสียเวลา เพื่อให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น
ขณะที่พรรคสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” พรรคเก่าแก่บนสนามเลือกตั้ง ผุดสโลแกนจาก “ทนหายใจ” เป็น “ไทยหายจน” เน้น 3 ด้านหลัก 1.เศรษฐกิจและการเพิ่มรายได้ 2.ความมั่นคงและการต่อต้านมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ 3.การเพิ่มบทบาทไทยในเวทีโลก ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจ เน้นแก้เศรษฐกิจและปากท้อง ปัญหาความยากจน สร้างสภาพเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับรายได้ประชาชน แบบไม่ประชานิยมเกินตัว เน้นวินัยการคลัง แก้หนี้นอกระบบ สนับสนุนเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงแหล่งทุน ดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งประกันรายได้เกษตรกร
⦁‘ทีดีอาร์ไอ’ชี้แก้จน-ปราบทุนเทามาแรง
จากนโยบายหาเสียงของ 4 พรรค นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าอยากจะวางหลักการนโยบายเหมาะสมแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มนโยบายรับผิดชอบ ถ้ามีลดการคอร์รัปชั่น การโกงกิน ปราบทุนสีเทา หรือเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย ถ้าหากพรรคไหนเสนอน่าจะตรงใจประชาชน เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะเห็นตรงกัน
อีกกลุ่มเป็นนโยบายประชานิยมแบบไม่รับผิดชอบ แม้ว่าประชาชนจะชมชอบ แต่อาจจะเป็นนโยบายที่ไม่มีความรับผิดชอบ เพราะท้ายที่สุดจะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตหรือถ้าโตก็โตจากการแจกเงินและแค่ชั่วคราว ซึ่งทำได้ แต่ต่อไปจะทำให้เกิดภาระหนี้สูง หรืออย่างที่เรียกกันว่า “เลี้ยงลูกไม่รู้จักโต”
อย่างภาคการเกษตร ที่ผ่านมาไม่มีการพัฒนาต่อยอดเพิ่มมูลค่าและต้องไม่ใช่นโยบายอย่างการจำนำข้าว ขณะที่นโยบายการปรับค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากปรับค่าแรงแล้ว ต้องมีการเพิ่มทักษะให้เป็นแรงงานสูงด้วย ถ้าปรับเฉพาะค่าแรงเพื่อหาเสียง จะไม่เกิดการพัฒนา และต้องพึ่งพาภาครัฐอยู่เรื่อยๆ นำไปสู่การแทรกแซงเพื่อผลักดันนโยบาย
“แต่ละพรรคมีหลายนโยบายที่ดี เช่น พรรคประชาชนมีนโยบายอัพเกรดแหล่งน้ำ พรรคภูมิใจไทยมีเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว การขึ้นทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ แต่ก็อยากให้มีการปรับเกณฑ์ใหม่เป็นรายได้ไม่เกิน 30,000-40,000 บาทต่อคนต่อปี ส่วนคนที่เกือบจนค่อยหาทางช่วยภายหลัง ส่วนพรรคเพื่อไทยจะเป็นการปรับโครงสร้างเทคโนโลยีเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศมากขึ้น แต่ถ้าทำจริงก็ยาก เพราะโลกมีการแข่งขันกันรุนแรง”
⦁แก้โจทย์‘การเมือง’จุดเปลี่ยนศก.ไทย
ถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยหรือไม่ “นักวิชาการทีดีอาร์ไอ” มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังหนีไม่พ้นกับดัก “การเมือง” เนื่องจากการเลือกตั้งในแต่ละครั้งจะมุ่งแก้ปัญหาการเมืองก่อน ถ้ารัฐบาลไปโฟกัสสิ่งที่ไม่ใช่เศรษฐกิจ การเลือกตั้งในครั้งนี้จะไม่ใช่จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทย แต่ถ้าสามารถแก้โจทย์การเมือง หากลไกให้การเมืองชนะและอยู่ยาวได้ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจได้ ดังนั้นการเมืองต้องนิ่ง เศรษฐกิจถึงจะขับเคลื่อนและเห็นการเปลี่ยนแปลงได้
“เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลง แต่ก็มีโอกาสอยู่บ้างที่จะทำให้ดีขึ้น เช่น เร่งแก้ปัญหาภาษีทรัมป์ หาข้อตกลงเอฟทีเอใหม่ๆ เร่งเพิ่มนักท่องเที่ยว เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้งหนี้ครัวเรือน การใช้จ่าย อสังหาฯซึม หนี้เสีย และสังคมผู้สูงอายุ ต้องใช้เวลา ความยากคือเศรษฐกิจปากท้อง เพราะคนมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ต้องแก้ และทำให้เขาเติบโตโดยไม่พึ่งพาเงินจากภาครัฐ ส่วนที่มีบางพรรคบอกว่าจีดีพีปีหน้าจะโต 3% น่าจะยาก เราคาดการณ์ไว้โตแค่ 1.7% แต่ถ้าเป็นค่าเฉลี่ยช่วง 3-5 ปี ก็ถือว่ายังพอเป็นไปได้” นณริฏกล่าวย้ำ
⦁‘ค้าปลีก’หนุนคนละครึ่งพลัส-บัตรคนจน
นักธุรกิจภูธร มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่ง จังหวัดอุดรธานี ที่ตอกย้ำอย่างหนักแน่นว่า ขอให้รัฐบาลใหม่ดึงคนนอกที่ซื่อสัตย์ เป็นมืออาชีพ มีความรู้ด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมรัฐบาล และมุ่งเน้นแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่าแก้ปัญหาหรือเล่นเกมทางการเมือง ด้วยการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะที่ผ่านมาสะท้อนแล้วว่าทั้ง 2 โครงการนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แม้จะแค่ระยะสั้น แต่ก็ทำให้คนมีเงินได้ใช้จ่าย 2 เดือน และเชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ก็หนีไม่พ้นที่จะเดินหน้าโครงการอย่างแน่นอน
“นโยบายรัฐบาลใหม่ที่จะผลักดันออกมา นอกจากแก้ปัญหาปากท้องแล้ว อยากให้เป็นนโยบายที่ทำได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบายหาเสียง เพื่อปูทางเข้ามาเป็นรัฐบาลเท่านั้น เพราะสิ่งที่ฝันเป็นคนละโลกกับความเป็นจริง ซึ่งประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่ต้องบูรณะประเทศให้หลุดพ้นจากคนป่วยแห่งเอเชีย โดยเฉพาะนโยบายค่าแรงขั้นต่ำต้องปรับให้สอดรับกับค่าครองชีพของประชาชน แต่อย่าปรับขึ้นสูงมากเกินไป เพราะถ้ายิ่งแพงจะทำให้นักลงทุนหนีไปประเทศเวียดนาม ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า” มิลินทร์กล่าว
⦁SME มองลดต้นทุน-ค่าครองชีพมาถูกทาง
ขณะที่มุมมองของ แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ต่อภาพรวมนโยบายของ 4 พรรคใหญ่ ซึ่งได้เปิดตัวล้วนเป็นนโยบายเชิงบวกทั้งสิ้นและทุกพรรคโชว์ว่าเป็นนโยบายตอบโจทย์ประชาชน เหมือนกับทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ละพรรคจะกำหนดนโยบายที่มองว่าเป็นความต้องการของผู้ประกอบการและประชาชน แต่สิ่งสำคัญไม่แค่นโยบายที่ประกาศออกมา ต้องพิจารณาถึงวิธีการหรือมาตรการ สะท้อนจากที่ผ่านมาที่ผู้ประกอบการ ประชาชนหรือเกษตรกรคาดหวัง
“แต่พบว่าผลลัพธ์ไม่ได้ตามที่เราๆ คาดหวัง เพราะหากผลลัพธ์ดี จีดีพีประเทศไทยน่าจะโตได้ 5% ต่อปี มีขีดความสามารถที่เข้มแข็ง หรือจีดีพีของเอสเอ็มอี คงไม่ต้องพูดว่าอยากให้มีสัดส่วน 40% ของประเทศ เรื่องนี้เราพูดกันมานานแล้ว”
ฉะนั้น ความสำคัญของนโยบาย ไม่เท่าวิธีการที่จะตอบโจทย์ที่ประกาศไว้ แม้มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์ แต่ไม่มีกลยุทธ์และวิธีการปฏิบัติ เพื่อทำให้ประเทศ ขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว แข่งขันได้ และสร้างเสริมศักยภาพให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างที่ผ่านมาเรื่องปราบทุนเทา แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ บางเรื่องก็ไม่ได้ผลลัพธ์ ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนลงทุน 100 บาท แต่เกิดประโยชน์ไม่เต็มร้อย
“เมื่อดูนโยบายทุกพรรคดี ที่เน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การปราบปรามทุนเทาที่สร้างผลกระทบต่อประเทศ มาตรการลดต้นทุนหรือลดค่าครองชีพให้ประชาชน เป็นนโยบายที่ดีแล้ว แต่ทุกพรรคต้องโชว์วิธีการและกลยุทธ์ ทุกพรรคต้องกำหนดเป้าหมายว่ามีอะไรบ้าง เรามีบทเรียนที่ผ่านมา ทราบกันดีว่ามีกี่ข้อ โรดแมปเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญต้องดึงแนวร่วมภาครัฐและเอกชนให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน”
⦁‘ขุนพลเศรษฐกิจ’ต้องเก่ง-มีกุนซือดี
เมื่อถามว่านโยบายพรรคใดตอบโจทย์มากที่สุด “แสงชัย” ให้ความเห็นว่า แต่ละพรรคมีขุนพลทางเศรษฐกิจ ผมมองว่า ประเทศไทย นักการเมือง หรือผู้มาเป็นรัฐบาล ต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้น แต่สำคัญนโยบายพรรคและผู้บริหารกระทรวงมีความเข้าใจงานที่จะเข้าไปบริการ สิ่งสำคัญการมีที่ปรึกษาและผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขานุการ เป็นคณะที่ปรึกษา เป็นกุนซือทีมเศรษฐกิจเป็นคนมองภาพรวมและสามารถแบ่งงานย่อย จะทำให้มีผลงานได้เร็ว
โดยพรรคเพื่อไทย มีทีมบริหารเศรษฐกิจที่ดีมาก่อน ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ทีมขุนพลเศรษฐกิจใหม่ที่น่าสนใจ และได้โชว์หัวหน้าพรรคที่เน้นนวัตกรรม ดูจากบุคคลที่มีร่วมงานก่อนยุบสภา ทีมงานมีองค์ความรู้ที่ดี ซึ่งการสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมหรือพัฒนาผู้ประกอบการหรือสร้างสตาร์ตอัพ วันนี้ถือเป็นจุดเด่นและจุดแข่งที่มีส่วนเปลี่ยนประเทศผ่านผู้ประกอบการปรับใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี ในการขับเคลื่อน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้เปิดตัวมือดีเศรษฐกิจ ขยัน แอ๊กทีฟ และได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการและธุรกิจที่ดี ทั้งภาพลักษณ์ แนวคิด และผลงาน ถือได้ว่ามือเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเป็นที่ตอบรับจากผู้ประกอบการและประชาชน
สำหรับพรรคประชาชน ยังไม่มีโอกาสมาทำงานด้านบริหาร แต่มีโอกาสด้านกำกับด้านสภา และกรรมาธิการ มีแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจที่ดีหลายท่าน เป็นกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ในอนาคตได้ ถือว่าน่าสนใจระดับหนึ่ง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กลับมาฟื้นฟูและสร้างนโยบายพรรคใหม่อีกครั้ง แต่ยังต้องติดตามประชาธิปัตย์จะกลับมากำหนดนโยบายเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร
ฉะนั้น พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย จะมีความชัดเจนมุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานราก ที่ผ่านมาจะเห็นภาพประชาธิปัตย์มีประสบการณ์บริหารประเทศกับเศรษฐกิจภาพรวม แต่ระดับฐานรากคงต้องดูนโยบายรอบนี้ เพราะเศรษฐกิจในประเทศ ต้องไปพร้อมกับเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งประชากรเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนกว่า 99% ของจำนวนผู้ประกอบการ หรือกว่า 8-9 ล้านครัวเรือน เป็นเกษตรกรจะทำอย่างไรก้าวข้ามยากจน ทำเยอะแต่ได้เงินน้อยก็น่าจะหมดไป ขณะที่คนกลางที่ซื้อวัตถุดิบเกษตรและผู้ส่งออกร่ำรวยมีรายได้เพิ่ม แต่เกษตรกรอยู่ไม่ได้
“เอสเอ็มอี อยากเห็นนโยบายพรรคกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่แค่กระตุ้นช่วงสั้น ต้องมองหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวอย่างต่อเนื่อง คุมงบประมาณที่ออกไปแต่ได้ผลผลิตและผลลัพธ์ดีที่สุด เชื่อว่าการเฉือนกันอยากให้ดูกลยุทธ์และวิธีการที่มาพร้อมกับนโยบาย ไม่ใช่แค่พูดกันลอยๆ แต่ช่วงหาเสียง ไม่อย่างนั้นไทยจะถูกผลักไปอยู่ข้างหลังหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งวันนี้จีดีพีประเทศไทยโตต่ำกว่า 5 ประเทศ อย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีศักยภาพต่ำ แต่ไทยขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะได้ต่ำมากกว่า” แสงชัยทิ้งท้าย
เป็นมุมมองของนักวิชาการ นักธุรกิจ ต่อนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยหลุดพ้นกับดักเศรษฐกิจโตถดถอย ส่วนจะได้พรรคที่ชอบ นโยบายที่ใช่หรือไม่ คงต้องลุ้นกันต่อไป!!!

