ย้อนหลังปี 2568 ประเทศไทยในทุกมิติ ต้องเผชิญกับหลายเหตุการณ์ร้ายและความท้าทายมากมาย ทั้งเหตุแผ่นดินไหวเกิดตึกถล่ม แผ่นดินถล่ม และสร้างรอยร้าวให้กับอาคารต่างๆ เหตุอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ เหตุความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งใหญ่ถึง 4 ครั้งในปีเดียว ยังเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่หลากหลาย ตั้งแต่นโยบายปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้การค้าโลกและการส่งออกไทยกระเทือนครั้งใหญ่ สร้างความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก เพิ่มความรุนแรงในสงครามการค้า ปัจจัยดังกล่าว เป็นแรงกดดันกำลังซื้อในประเทศต่ำลง เพิ่มภาระหนี้ครัวเรือนเปราะบางยิ่งขึ้นผนวกกับภาคท่องเที่ยวและลงทุนไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ สรุปทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยโตต่ำ แต่ละสำนักพยากรณ์ฟันธงดีสุดโต 1.8-2.0%
แลหน้าปี 2569 แม้ทุกภาคส่วนคาดหวัง “ปีใหม่ย่อมดีกว่าปีก่อน” แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง “ยังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น”
⦁เข้าไตรมาส3จึงเห็น‘จีดีพี’โต2%
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 โดยจำแนกรายไตรมาส ดังนี้ ไตรมาส 1/2569 คาดการณ์จีดีพีโต 1.7% บนสมมุติฐาน ปัจจัยบวก 1.Tourism High Season คาดนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปฟื้นตัวเต็มที่ 2.Election Spending เม็ดเงินหมุนเวียนจากการรณรงค์หาเสียง 5-6 หมื่นล้านบาทลงระบบเศรษฐกิจ และ 3.Fiscal Stimulus เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านขณะที่ปัจจัยฉุดรั้งในไตรมาสแรก คือ Base Effect ฐานส่งออก ไตรมาส 1 สูงมาก จากการเร่งส่งออกก่อนหน้า ทำให้ตัวเลขปี 2569 โตยาก สำหรับไตรมาส 2/2569 คาดการณ์จีดีพีโต 1.5% บนสมมุติฐานปัจจัยบวก 1.ภาคเกษตรฟื้นตัว เข้าสู่ภาวะปกติ ปริมาณน้ำเพียงพอ เอื้อต่อผลผลิต 2.เทศกาลสงกรานต์ กระตุ้นการบริโภคและการเดินทางในประเทศ ด้านปัจจัยฉุดรั้ง 1.ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ และ 2.ช่วง Low Season รายได้ท่องเที่ยวลดลงตามฤดูกาล
ครึ่งปีหลัง ไตรมาส 3/2569 คาดการณ์จีดีพีโต 2% บนสมมุติฐาน ปัจจัยบวก 1.การเร่งเบิกจ่ายงบปี 2569 หน่วยงานเร่งใช้งบลงทุนให้ได้ตามเป้า 70% ก่อนเดือนกันยายนที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณ 2.Technical Rebound การฟื้นตัวจากฐานการผลิตที่ต่ำในไตรมาส 3/2568 ด้านปัจจัยฉุดรั้ง คือ ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ เฝ้าระวังอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ส่วนไตรมาสสุดท้าย คาดการณ์จีดีพีโต 1.2% บนสมมุติฐาน ปัจจัยบวก 1.ท่องเที่ยวปลายปี การกลับมาของตลาดระยะไกล และมาตรการ Visa Free 2.การบริโภคภาคเอกชน การจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปี ด้านปัจจัยฉุดรั้ง คือ งบลงทุนปี 2570 ล่าช้า เบิกได้เฉพาะงบประจำ เม็ดเงินลงทุนโครงการใหม่หยุดชะงัก โดยที่ทุกไตรมาสเผชิญ 2 ปัจจัยหลักกดดัน คือ 1.เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากการค้าโลกขยายตัวต่ำกดดันภาคส่งออก โอกาสติดลบ 1% และ 2.ปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังกดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือนทำให้ศูนย์พยากรณ์ ม.หอการค้าไทย คาดการณ์จีดีพีทั้งปี 2569 โตเพียง 1.6% ต่ำกว่าปีก่อนหน้าโต 1.9%
⦁เศรษฐกิจโลกเผชิญเสี่ยงรอบทิศ
ขณะที่ นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้ประเมินเศรษฐกิจปี 2569 และให้คำจำกัดความว่า “เสี่ยงรอบทิศ และเศรษฐกิจโลกโตต่ำ” ด้วยเห็นว่ามีปัญหาสะสมทั้งปัญหาเก่าและใหม่ ซึ่งปัญหาเก่า อย่างการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนยังรุนแรงและยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะหนี้สาธารณะสะสมเพิ่มขึ้นเป็นเวลายาวนาน ความขัดแย้ง ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อหลายปีทั้งประเทศคู่ขัดแย้งเก่าและใหม่ ขณะที่ปัญหาใหม่ต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2569 คือ ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ (Trump Tariff Shock) ทำงานเต็ม 100% แม้ยังต้องลุ้นผลตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐว่าจะมีคำสั่งระงับอำนาจการใช้ภาษีของทรัมป์หรือไม่ และนั่งมองว่า หากระงับจริง ปธน.ทรัมป์ จะหันไปใช้ภาษีเฉพาะจากกฎหมายการค้าและกฎหมายศุลกากรซึ่งเปิดทางให้เก็บภาษีสูงสุด 50% จากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐ ดังนั้น ทั้งปัญหาเก่าและใหม่ข้างต้น จะส่งผลทำให้จีดีพี โลกปี 2569 เสี่ยงขยายตัวเพียง 3.0-3.1% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี นับจากเกิดโควิด-19 ระบาด กระทบต่อเศรษฐกิจไทย ขยายตัว 1.7% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรโตเฉลี่ย 5% ต่อปี เหตุผลเพราะการส่งออกไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนภาคเอกชนซบเซา FDI ลดลงเฉลี่ย 3% เหลือ 2% ของจีดีพี สังคมสูงอายุกระทบกำลังแรงงาน และขาดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลต่อหนี้ครัวเรือนทรงตัวสูง การบริโภคต่ำ และเสี่ยงเงินฝืด ยังมีการเกาะติดการเมืองจะนิ่งหลังเลือกตั้งไหม และช่วงสุญญากาศการเลือกตั้งถึงจัดตั้งรัฐบาลใช้เวลาเกือบ 4 เดือน จึงกดดันเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2569
ดังนั้น เมื่อปัญหาสะสมมากมายก็ต้องมาเช็กสภาพ “ไม้ค้ำยัน” เศรษฐกิจไทยปีมะเมีย 2569 ยังแน่นหรือผุพัง
⦁ไม้ค้ำปี’69:ชี้ขาดที่รัฐบาลใหม่
ประเด็นนี้นายอัทธ์กล่าวว่า ไม้ค้ำเศรษฐกิจไทยปี 2569 มี 4 ประเด็นใหญ่ คือ การมีรัฐบาลใหม่เร็วแค่ไหน เม็ดเงินเลือกตั้งในไตรมาสที่ 1/2569 จำนวนนักท่องเที่ยว และอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.ชะตากรรมเศรษฐกิจไทย ปี 2569 : ตั้งรัฐบาลเร็วและหน้าตารัฐบาลใหม่
อนาคตเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะไปในทิศทางใด บวกเพิ่มหรือลดลงกว่า ปี 2568 น้ำหนักอยู่ที่การมีรัฐบาลใหม่เร็วหรือไม่ และหน้าตาของรัฐบาลใหม่จากพรรคการเมืองใดที่เข้ามาบริหารประเทศ การมีรัฐบาลใหม่โดยเร็ว จะเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่สุด ที่จะส่งผลต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 การมีรัฐบาลใหม่ล่าช้า 1 เดือน (หลังเลือกตั้ง)จะทำให้จีดีพีในแต่ละไตรมาสลดลง 0.6% การมีรัฐบาลใหม่โดยเร็ว จะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในทุกด้าน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งออก การเจรจาภาษีทรัมป์ ทุนจากต่างชาติ เป็นต้น
ส่วนหน้าตาของรัฐบาลใหม่ จะเป็นจากพรรคการเมืองใด และรัฐมนตรีเป็นใคร จะมีส่วนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งความไม่แน่นอนทางการเมืองในปี 2569 จะ “กัดกินการเติบโต” มากกว่าปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลกหรือดอกเบี้ยสหรัฐเสียอีก
2.เม็ดเงินเลือกตั้งแรงกระตุ้นระยะสั้น
การเลือกตั้ง ส.ส. และการทำประชามติในปี 2569 ใช้งบประมาณ 8,978 ล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีการเลือกตั้งมา ส่วนงบหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้ไม่เกิน 1.9 ล้านบาทต่อคน มีพรรคการเมืองเข้าเลือกตั้ง 52 พรรคการเมือง ในแต่ละพรรคส่ง 500 คน เม็ดเงินที่จะหมุนเวียนเท่ากับ 500 คน คูณ 1.9 ล้านบาท เท่ากับ 950 ล้านบาท เมื่อบวกกับงบจัดการเลือกตั้งเท่ากับ 9,928 ล้านบาท คาดว่าเงินที่จะหมุนในระบบเศรษฐกิจช่วงเลือกตั้ง อยู่ที่ 10,000-15,000 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มจีดีพีไตรมาส 1/2569 ประมาณ 0.3-0.5% จะทำให้โอกาสไตรมาสที่ 1/2569 จีดีพี ขยายตัวที่ 3.5-3.7%
3.นักท่องเที่ยวปี2569สูงกว่าปี2568 เงินเพิ่ม8แสนล้าน
ปี 2568 นักท่องเที่ยวเข้ามาไทย ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเข้ามาเที่ยวไทยที่ 31 ล้านคน ส่วนปี 2569 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย อยู่ที่ 37 ล้านคน เม็ดเงินเข้าประเทศ 2.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 15% ของจีดีพี เหตุผลเพราะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา เงินนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 เพิ่มขึ้น 8 แสนล้านบาท จากปี 2568 รายได้นักท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ปี 2569 รายได้นักท่องเที่ยว 2.8 ล้านล้านบาท กระทบจีดีพีปี 2569 ที่ 0.5-1%
4.ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง กระตุ้นการลงทุนและการบริโภคเพิ่ม
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 1.25% ปี 2569 คาดว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยลดลง ตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่มีทิศทางที่ลดลง ซึ่งจะมีผลต่อการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ คาดว่าผลต่อการลงทุนเอกชน (Private Investment) เพิ่มประมาณ +0.5% ถึง +1.0% ในขณะที่ ผลต่อการบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.1% ถึง 0.3%
⦁ชู6ด้านพยุงเสถียรภาพ-ขีดแข่งขัน
ภาคเอกชนอย่าง นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงองค์ประกอบเสาค้ำเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ว่า ในบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนสูง การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ไม่สามารถพึ่งพาเครื่องยนต์ใดเครื่องยนต์หนึ่งเพียงลำพังได้อีกต่อไป สรท.เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาและเสริมความแข็งแรงของเสาค้ำเศรษฐกิจหลัก 6 ประการ ควบคู่กัน เพื่อประคับประคองเสถียรภาพและความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะกลางถึงยาว อันได้แก่
1.ภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เสาค้ำรายได้จากต่างประเทศและการจ้างงาน ด้วยภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักจากต่างประเทศ และเป็นตัวขับเคลื่อนการจ้างงานในวงกว้าง ทั้งในเมืองหลักและภูมิภาค อย่างไรก็ดี สรท.เห็นว่าการพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องยกระดับคุณภาพนักท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าต่อหัว และเชื่อมโยงรายได้ไปยังภาคการผลิตและบริการต่อเนื่องในประเทศ
2.การบริโภคภายในประเทศ ฐานเสถียรภาพของเศรษฐกิจในยามโลกผันผวน ซึ่งการบริโภคภายในประเทศยังเป็นเสาค้ำที่ช่วยลดแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ระดับหนี้ครัวเรือนสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง เป็นข้อจำกัดสำคัญ สรท.เห็นว่ามาตรการกระตุ้นการบริโภคต้องมุ่งสร้างรายได้และความสามารถในการหารายได้อย่างยั่งยืน มากกว่ามาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
3.การลงทุนภาคเอกชน กลไกยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มเทคโนโลยีขั้นสูง และเศรษฐกิจใหม่ เป็นหัวใจของการยกระดับศักยภาพประเทศ ซึ่ง สรท.เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับเสถียรภาพเชิงนโยบาย ความสามารถแข่งขันด้านต้นทุน และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการผลิตและการส่งออก
4.การส่งออกสินค้า เสาค้ำความสามารถแข่งขันและรายได้ประเทศ ซึ่งการส่งออกยังคงเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านรายได้ การจ้างงาน และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก สรท.เห็นว่าในภาวะที่การแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยขึ้นอยู่กับต้นทุนรวม (Total Cost) ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม
5.การบริหารและควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน เสาค้ำความสามารถแข่งขันเชิงโครงสร้างของประเทศ โดย สรท.เห็นชัดเจนว่าการบริหารค่าเงินบาท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินหลักของโลก ต้องถูกยกระดับเป็นเสาค้ำเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าค่าเฉลี่ยของประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อันเนื่องมาจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจริง ได้บั่นทอนความสามารถแข่งขันของภาคการส่งออกและการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ สรท.เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้อง ป้องกันและกำกับเงินทุนไหลเข้าเชิงเก็งกำไร ลดความผันผวนของค่าเงินบาท และทำให้ค่าเงินสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในระยะยาว
6.นโยบายภาครัฐและมาตรการประคับประคอง กลไกเชื่อมโยงและถ่วงดุลเสาค้ำทั้งหมด ทั้งนี้ นโยบายการคลัง การเงิน และนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐ ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงและเสริมแรงเสาค้ำทั้ง 5 ด้านข้างต้นอย่างสอดประสาน สรท.เห็นว่าบทบาทของรัฐในปี 2569 ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องมุ่งสร้างเสถียรภาพ ความสามารถแข่งขัน และความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“จุดยืนของ สรท.เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ต้องอาศัยเสาค้ำทั้ง 6 ประการเดินไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการบริหารค่าเงิน ซึ่งเป็นกลไกเชิงโครงสร้างที่กำหนดความสามารถแข่งขันของประเทศ” นายธนากรกล่าว
⦁กลยุทธ์4เศรษฐกิจค้ำยันไทย
ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีสัดส่วนกว่า 90% ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ โดย นายแสงชัยธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็นถึงไม้ค้ำเศรษฐกิจ ปี 2569 ว่า กลยุทธ์ 4 เศรษฐกิจไม้ค้ำยันประเทศไทย ประกอบด้วย
1.เศรษฐกิจมูลค่าสูง หรือเศรษฐกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ต้องมาพร้อมกับ Speed ที่รวดเร็วทันใจและนำการเปลี่ยนแปลง มีความสร้างสรรค์และประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาคุณภาพสู่มาตรฐานสากล
2.เศรษฐกิจสีขาว ดึงนอก (ระบบ) เข้าใน (ระบบ) ยกระดับกำลังคนทักษะสูง เพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถสู่แรงงานสีเขียวที่มีคุณค่าเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และ SMEs to IDEs (ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีฐานนวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ) พัฒนา จูงใจ ให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกอบการสนับสนุนเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง ปราบปรามทุนเทาผิดกฎหมายและการทุจริต คอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ รวมทั้งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนสู่หนี้คุณภาพสีขาว ลดหนี้เสีย หนี้นอกระบบ สร้างวินัยทางการเงิน ส่งเสริมทุนสีขาวในระบบที่มีแต้มต่อ
3.เศรษฐกิจตลาดหนึ่งเดียว เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่ตลาดทุกภูมิภาคของโลก โดยอาศัยกลยุทธ์การค้าแบบไร้พรมแดนให้ปูพรมแดงสู่ผู้ประกอบการไทยทุกขนาด ขยายตลาดสร้าง Thailand Brand ไปสู่สากล จุดเสน่ห์การลงทุน การค้าไทยดึง FDI ทั่วทุกมุมโลกพึ่งพาไทยสู่ Global Value Supply Chain ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตเศรษฐกิจอาเซียนและโลก
4.เศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจยั่งยืน ที่มุ่งแนวคิด ESG คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผู้มีส่วนได้เสีย สังคมและดำเนินองค์กรด้วยธรรมาภิบาล คุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเน้นพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ลดการพึ่งพาต่างประเทศ ใส่ใจการสร้างเศรษฐกิจแบ่งปัน กระจายทรัพยากรและรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม เท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังซาวเสียงนักธุรกิจและผู้ใช้แรงงาน สะท้อนว่า เปิดม่าน “เศรษฐกิจไทย” ปีมะเมีย 2026 ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ทุกเสียงคาดหวังให้เป็นปี “ต้นร้าย ปลายดี”

