“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ผนึก17หน่วยงาน ปราบ “นอมินี-บัญชีม้า” สกัดภัยเศรษฐกิจ

1.01.26 | 13:10 น.

วันนี้!! กลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้วิธีการหรือรูปแบบต่างๆ ในการหลอกลวง กำลังเป็นพิษภัยกัดกร่อนระบบเศรษฐกิจของไทย ซึ่งตัวเลขความเสียหายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดูแลและป้องปราม หากรวมกันแล้วสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศหลายแสนล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อีกหนึ่งในหน่วยงานที่ตระหนักและให้ความสำคัญป้องกันและปราบปรามการหลอกลวง ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการ และประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อย่างเข้มข้น

 

กดปุ่มรวมพลังปราบนอมินี-บัญชีม้า

Advertisement

โดยแผนงานล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงพาณิชย์ เปิดงานใหญ่ มหกรรมรวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า เสริมภูมินักบัญชีไทย รู้ทันธุรกิจผิดกฎหมาย (Professional Skepticism of Illegal Businesses)Ž เป็นการระดมพลัง ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี สำนักงานบัญชี สมาคมวิชาชีพ ทั่วประเทศ และหน่วยงานพันธมิตร
ทั้งภาครัฐและเอกชน 17 หน่วยงาน เข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย
เพื่อเป็นการเสริมความรู้ รู้เท่าทันธุรกิจผิดกฎหมาย ย้ำบทบาทนักบัญชี คือต้นทางสำคัญ ในการสกัดกั้น
นอมินีและบัญชีม้า ก่อนลุกลามสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยจัดที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานว่า รู้สึกชื่นใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมืออย่างกว้างขวาง วันนี้มีผู้ขอเข้าร่วมอบรมเพื่อทำความเข้าใจและปกป้องประเทศจากปัญหานอมินีและบัญชีม้ากว่า 1,500 ราย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เป็นที่รับรู้กันว่าระบบบัญชีม้าและระบบนอมินีสร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างยิ่ง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กระทบกับทุกคน หากเรารู้เท่าทันและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถลดและขจัดปัญหานี้ได้ ผู้ที่อยู่ในงานมหกรรมทุกคน ทั้งหน่วยงานพันธมิตร สมาคมวิชาชีพบัญชี และนักบัญชีจากสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการช่วยป้องกัน ช่วยตักเตือน และช่วยลดทอนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยการมาในวันนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อรู้ แต่ต้อง
ร่วมมือทำ เพราะนักบัญชีคือต้นทาง ที่สามารถสกัดกั้นปัญหาได้ตั้งแต่เริ่มต้น หากเข้าใจบทบาทหน้าที่และร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องกันการใช้บัญชีม้าและนอมินีเข้ามาทำธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส ซึ่งมีความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ จากการถอดบทเรียนจากการฟังบรรยายในงานนี้ จะเห็นว่ามิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการ
กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกภาคส่วนก็ต้องพัฒนาและรู้เท่าทันเช่นกัน การเสริมความรู้ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องประเทศและระบบธุรกิจไทยได้อย่างยั่งยืนŽ

จากนั้น นางศุภจีประกาศ ของขวัญปีใหม่ให้มิจฉาชีพŽ ผ่านมาตรการเข้มข้น 4 คำสั่ง และ 2 ประกาศ เพื่อปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง อาทิ การนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านราย และข้อมูลบัญชีม้ากว่า 90,000 รายชื่อ มาประกอบการคัดกรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หากพบความเสี่ยงจะเชิญมาแสดงตัวตนและแสดงหลักฐานทางการเงิน รวมถึงการตรวจสอบกรณีใช้ที่อยู่ซ้ำซ้อน การจัดโครงสร้างกรรมการที่น่าสงสัย และการยืนยันตัวตนของผู้เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัท นอกจากนี้ ยังได้ออกประกาศให้ผู้รับหน้าที่จดทะเบียนบริษัทต้องขึ้นทะเบียนแสดงตัวตน และให้ผู้รับรองการจดทะเบียนต้องเห็นตัวจริงและยืนยันตัวตนผ่านระบบ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและลดโอกาสการแอบอ้าง

ประเทศไทยมีนักบัญชีกว่า 80,000 ราย และสำนักงานบัญชีกว่า 7,000 แห่ง แต่มีสำนักงานบัญชีที่อยู่ในสมาคมบัญชีคุณภาพเพียง 191 ราย จึงขอเชิญชวนสำนักงานบัญชีเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมบัญชีคุณภาพ เพื่อเสริมทักษะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมกันปกป้องระบบธุรกิจไทย พร้อมขอความร่วมมือไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และรักษาความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาวŽ นางศุภจีกล่าวในตอนท้าย

โดยภายในงานมหกรรมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 17 แห่ง อาทิ กรมสรรพากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้จัดเตรียม เจ้าหน้าที่ เอกสาร และบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อสำคัญๆ อาทิ ถอดบทเรียนนอมินีในประเทศไทย รวมถึงหัวข้อเกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีที่สำคัญ เช่น แกะเงื่อนงบ พบปมทุจริต เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้ทำบัญชี และองค์ความรู้เรื่องนอมินี ผลกระทบและโทษทางจรรยาบรรณ

1 ม.ค.บังคับใช้ 4 มาตรการ 2 ประกาศ

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเสริมว่า คำสั่ง 4 มาตรการ และ 2 ประกาศนั้นเป็นการปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ได้แก่ กรณีจดทะเบียนแล้วมีกรรมการผู้ถือหุ้น เป็นบุคคลในบัญชีม้า ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียนและยื่นสเตตเมนต์ กรณีหลอกใช้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นกรรมการผู้ถือหุ้น-หุ้นส่วน ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน
และยื่นสเตตเมนต์ กรณีจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด และมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึง 50% หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท (กลุ่มเสี่ยงนอมินี) ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคนต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และกรณีจดทะเบียน และใช้ที่ตั้งซ้ำกัน ต้องจัดส่งหนังสือยินยอมของผู้มีสิทธิให้ใช้สถานที่และเอกสารหลักฐานแสดงสิทธิ

ส่วนอีก 2 ประกาศ กำหนดให้ผู้รับหน้าที่จดทะเบียนบริษัท ต้องขึ้นทะเบียนแสดงตัวตน และให้ผู้รับรองการจดทะเบียนต้องเห็นตัวจริงและยืนยันตัวตนผ่านระบบ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและ
ลดโอกาสการแอบอ้าง โดยขอความร่วมมือผู้ทำบัญชี ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 81,919 ราย และสำนักงานบัญชีกว่า 7,000 แห่ง แต่มีสำนักงานบัญชีที่อยู่ในสมาคมบัญชีคุณภาพเพียง 191 ราย กรมขอ
เชิญชวนเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมบัญชีคุณภาพ เพื่อเสริมทักษะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมกันปกป้องระบบธุรกิจไทย และขอความร่วมมือให้ช่วยกันสอดส่อง ไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และรักษาความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว