เศรษฐกิจไทยปีม้า 2569 ภาคการลงทุนยังคงเป็นความหวัง โดยเฉพาะการลงทุนอุตสาหกรรมสำคัญอย่างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตและแข็งแกร่ง หลังจากเศรษฐกิจไทยปี 2568 เผชิญปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศจนผลผลิตมวลรวมประเทศ (จีดีพี) ไทยรั้งท้ายอาเซียน
โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประเมินจีดีพีปี 2568 ไว้เพียง 2% พร้อมคาดการณ์ปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.2-2.2% ต่อปี
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ข้อมูลว่า ภาพรวมการลงทุนปี 2568 เป็นปีที่มียอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนเติบโตต่อเนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และดูจะเป็นปีที่มีการลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งจำนวนโครงการและยอดเงินลงทุน
โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 2,622 โครงการ เพิ่มขึ้น 23% มูลค่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากโครงการขนาดใหญ่ในกลุ่ม Data Center กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ กลุ่มผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการลงทุนในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน
⦁แรงขับเคลื่อนลงทุนไทย
แรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนมีมาตั้งแต่ปี 2568 และต่อเนื่องถึงปี 2569 ได้แก่
1.กระแสการโยกย้ายฐานการลงทุนระหว่างประเทศ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างขั้วมหาอำนาจต่างๆ ของโลก บริษัทใหญ่จำนวนมากที่เคยมีฐานผลิตในจีน ก็เริ่มขยับขยายออกมาหาฐานผลิตใหม่ โดยยังคงฐานผลิตในจีนสำหรับตลาดจีน (China for China) และมุ่งมาลงทุนที่อาเซียนเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและส่งออกไปยังตลาดโลก รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกา
2.การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดและการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ทำให้เกิดการเร่งลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะ Data Center และ AI Infrastructure อย่างรวดเร็ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว
3.เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน (Sustainability) และเป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ทำให้เกิดกระแสการลงทุนสีเขียว ตั้งแต่การผลิต Green products, Green packaging, Green supply chain & logistics โดยเฉพาะ Green energy มีความต้องการเพิ่มขึ้นมาก ทำให้เกิดการลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาดพุ่งสูงขึ้นมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
4.การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) ทำให้กำลังแรงงานลดน้อยลง เราจำเป็นต้องยกระดับบุคลากรให้ทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้น และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานแทนคนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัล รวมทั้งอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (Digitalization & Automation)
ทั้งนี้ เมื่อประเมินอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการลงทุนสูงในปี 2569 จะอยู่ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่
1.กลุ่มดิจิทัลและ AI โดยเฉพาะกิจการ Data Center และ Cloud Service ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการลงทุนเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์ ที่คาดว่ายังเติบโตต่อเนื่อง
2.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), Hard Disk Drive, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ
3.กลุ่มธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล
4.กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง BEV, PHEV, HEV, MHEV และชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (e-Parts) และชิ้นส่วนทั่วไป รวมถึงการผลิตยางล้อรถยนต์
5.กลุ่มเกษตรและอาหาร ทั้งการแปรรูปสินค้าเกษตร การผลิตอาหาร อาหารสัตว์ สารสกัดจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุทางการเกษตร รวมทั้งผลิตภัณฑ์ชีวภาพต่างๆ
⦁ภารกิจบีโอไอ2569
เลขาฯนฤตม์ระบุว่า ภารกิจของบีโอไอปี 2569 จะผลักดันให้เกิด “การลงทุน” ที่จะนำไปสู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และพัฒนาระบบนิเวศให้พร้อม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะเน้น 5 ภารกิจสำคัญ ประกอบด้วย
1.การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างฐาน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง ได้แก่ BCG, ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัลและ AI, กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ เช่น ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อากาศยาน การแพทย์ เป็นต้น
2.การดึงดูดกลุ่มบุคลากรทักษะสูง หรือ Talent ให้เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ โดยในส่วนของ BOI รับผิดชอบวีซ่า 3 ประเภทสำคัญ คือ BOI visa, Long-term Resident (LTR) visa และ SMART visa รวมทั้งศูนย์ One Stop Service ที่ใช้ชื่อว่า Thailand Investment and Expat Service Center (TIESC) ณ อาคาร One Bangkok
3.การพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยผลักดันผ่าน “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่” เป็นการให้เงินสนับสนุนการฝึกอบรมผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ปัจจุบันมีผู้ยื่นขออนุมัติหลักสูตรกว่า 100 ราย รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 หลักสูตร จำนวนผู้ที่คาดว่าจะเข้ารับการฝึกอบรมเกินเป้า 1 แสนคน ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดกรอง ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง BOI กระทรวง อว. และภาคเอกชน โดยจะทยอยเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป
4.การเสริมสร้างความเข้มแข็ง Supply Chain เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบีโอไอจะเดินหน้าจัดกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ทั้งงานใหญ่ Subcon Thailand, THECA และงาน Sourcing Day ที่บีโอไอจับมือกับบริษัทแต่ละราย รวมทั้งมาตรการด้านสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างไทย-ต่างชาติ และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content)
5.การอำนวยความสะดวกในการลงทุน หรือ Ease of Investment ผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งบอร์ดบีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร FastPass ล็อตแรก จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท และบีโอไอกำลังอยู่ระหว่างจัดทำ SLA ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กนอ. สผ. กรมศุลกากร กรมโยธาธิการและผังเมือง หน่วยงานด้านไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ จะเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การขยายพื้นที่สำหรับการลงทุน การปรับปรุงระบบวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งการแก้ไขอุปสรรคด้านอื่นๆ
⦁มุมมองยุบสภา-เลือกตั้ง
เลขาฯนฤตม์ระบุ แม้จะมีการยุบสภาและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาล แต่บีโอไอยังเดินหน้าทำงานเต็มที่ ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เริ่มทำไว้แล้ว โดยเฉพาะ 3 มาตรการสำคัญ คือ Thailand FastPass มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) อย่างน้อย 1 แสนคน และมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) โดยมีกำหนดจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการของกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการรอบแรกภายใต้ทั้งสองมาตรการ ในวันที่ 8 มกราคมนี้
ทั้งนี้ บีโอไอได้จัดประชุมบอร์ดไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนยุบสภา ทำให้เคลียร์งานด้านนโยบายและมาตรการต่างๆ เสร็จหมดแล้ว ไม่มีสะดุด สำหรับโครงการต่างๆ ที่ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนไว้ บอร์ดบีโอไอยังคงสามารถพิจารณาอนุมัติได้ตามปกติ เพราะถือว่าเป็นการพิจารณาตามมาตรการต่างๆ ที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับโครงการ Thailand FastPass ยังเดินหน้าต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม บอร์ดบีโอไอได้คัดเลือกโครงการที่จะได้รับบัตร Thailand FastPass ล็อตแรก 16 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท และขณะนี้บีโอไอกำลังเร่งจัดทำข้อตกลงการให้บริการ (SLA) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมฯ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ กรมศุลกากร และจะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป
เราเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้เป็นมาตรการที่ดี และมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต และเชื่อว่ารัฐบาลต่อๆ ไป ก็น่าจะสนับสนุน FastPass เช่นกัน เพราะเป็นนโยบายที่นักลงทุนต้องการและเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สำหรับการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในส่วนของ EV บีโอไอในฐานะฝ่ายเลขานุการของบอร์ดอีวี ได้จัดประชุมบอร์ดและได้นำเสนอเรื่องการปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 รวมทั้งวิธีปฏิบัติในการส่งเสริมกลุ่ม HEV/MHEV ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม เรียบร้อยแล้ว ส่วนบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ บีโอไอเตรียมจัดประชุมบอร์ดในวันที่ 7 มกราคมนี้ เพื่อนำเสนอร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากบอร์ดเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะนำไปปรับปรุงให้สมบูรณ์ต่อไป
นอกจากนี้ ในส่วนของโรดโชว์ดึงการลงทุนจากต่างประเทศ ในระยะนี้ จะเน้นเจาะประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บีโอไอได้จัดโรดโชว์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต่อด้วยโรดโชว์ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนในเดือนธันวาคม สำหรับช่วงต้นปี 2569 จะมีโรดโชว์ที่ยุโรปในเดือนมกราคม รวมทั้งตะวันออกกลางในเดือนกุมภาพันธ์ และฮ่องกงในเดือนมีนาคม
เลขาฯนฤตม์ระบุถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลังการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่องมาโดยตลอด และมีกลไกส่งเสริมการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
“แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นระยะๆ แต่ทุกรัฐบาลต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการลงทุนเป็นลำดับต้นๆ จึงเชื่อว่าโครงการสำคัญต่างๆ ทั้ง Thailand FastPass, มาตรการส่งเสริมการ Upskill/Reskill, มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และทิศทางการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ จะได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง” เลขาฯนฤตม์เน้นย้ำ

