12 เปลี่ยนเอสเอ็มอีไทย
สู่ธุรกิจดาวรุ่งปี’69
เศรษฐกิจไทยปี 2569 หลายฝ่ายต่างจับจ้องสถานการณ์เอสเอ็มอีไทยที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด จะเติบโตฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศได้หรือไม่
โดยเศรษฐกิจปีนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประเมินจีดีพีขยายตัวเพียง 1.2-2.2% ต่อปี อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ นโยบายรัฐบาลชุดใหม่อาจเป็นแรงสนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยในปีนี้ก็ได้
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้มุมมองต่อเศรษฐกิจในช่วงปี 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ภายใต้บริบทที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยเผชิญกับอัตราการขยายตัวของ GDP ที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า สงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงกติกาโลกใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในอนาคต
โดยสงครามการค้าและกำแพงภาษีทำให้การค้าโลกไม่เป็นเสรีเหมือนเดิม ห่วงโซ่อุปทานโลกถูกปรับโครงสร้างใหม่ ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์
และวัตถุดิบผันผวนอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ยังต้องเผชิญความตึงเครียดตามแนวชายแดน ซึ่งกระทบต่อการค้าชายแดน การลงทุน แรงงาน และความมั่นคงของประเทศ
อีกด้านหนึ่ง การแข่งขันด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และนวัตกรรมขั้นสูง ระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศหรือธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวและใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร ขณะเดียวกัน โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และตลาดคาร์บอน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดทางสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลกในอนาคต
ในบริบทดังกล่าว เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบัน SME มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 35 ของ GDP ประเทศ การยกระดับ SME ให้สามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพและเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 40 ของ GDP จึงเป็นภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงและยั่งยืน
แนวทางสำคัญคือ “การเปลี่ยน” ซึ่งไม่ใช่การเปลี่ยนเพียงผิวเผิน แต่เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ครอบคลุมตั้งแต่รูปแบบธุรกิจ เทคโนโลยี บุคลากร ไปจนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยสามารถสรุปเป็น 12 การเปลี่ยนหลัก ที่ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรสามารถเลือกปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ประกอบด้วย
1.การเปลี่ยนจากการผลิตสินค้ามูลค่าต่ำไปสู่สินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอาหาร ผ่านการแปรรูป การใช้งานวิจัย และนวัตกรรม เช่น อาหารสุขภาพ อาหารฟังก์ชั่น อาหารทางการแพทย์ สมุนไพร และสินค้า GI เพื่อเปลี่ยนจากการขายสินค้าเชิงปริมาณไปสู่การขายคุณค่า
2.การเปลี่ยนของเสียให้เป็นของมีค่า ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การนำขยะหรือของเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ เพิ่มวงจรชีวิตของสินค้าและลดต้นทุนทรัพยากร
3.การเปลี่ยนจากการรักษาโรคไปสู่การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิต ผ่านธุรกิจสุขภาพ การแพทย์ การดูแลผู้สูงวัย การแพทย์ทางไกล รวมถึงอุตสาหกรรมความงามและการแพทย์แผนไทย
4.การเปลี่ยนจากธุรกิจดั้งเดิมไปสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และตัดสินใจบนฐานข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก
5.การเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบเหมือนกันไปสู่ความแตกต่างเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม สร้างอัตลักษณ์และความได้เปรียบที่เลียนแบบได้ยาก
6.การเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่ความยั่งยืน ผ่านการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้พลังงานสะอาด และมีธรรมาภิบาล
7.การเปลี่ยนจากการขายสินค้าไปสู่การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงและความภักดีของลูกค้า สร้างประสบการณ์ที่ดีและความไว้วางใจในระยะยาว
8.การเปลี่ยนจากต้นทุนสูงไปสู่ต้นทุนต่ำ ด้วยการบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้แนวคิด LEAN ลดความสูญเปล่า
9.การเปลี่ยนจากกลยุทธ์บนกระดาษไปสู่การลงมือทำที่วัดผลได้จริง พร้อมระบบบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบ
10.การเปลี่ยนจากแรงงานทั่วไปไปสู่แรงงานทักษะสูง ที่สามารถใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI ได้จริง
11.การเปลี่ยนจากการแข่งขันแบบต่างคนต่างทำไปสู่การสร้างเครือข่าย พันธมิตร และคลัสเตอร์ธุรกิจ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก
12.การเปลี่ยนจากการพึ่งพาการนำเข้าไปสู่การพึ่งพาตนเองในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
แสงชัยเน้นย้ำว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการคัดกรองธุรกิจอย่างชัดเจน ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวจะค่อยๆ สูญหาย ขณะที่ธุรกิจที่เลือกเปลี่ยนอย่างถูกทิศทางจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในท้ายที่สุด การปรับเปลี่ยนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด และเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะก้าวจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภายนอก ไปสู่เศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองอย่างชาญฉลาดและมีคุณค่าในเวทีโลก

