เกษตรไทยปีม้าไฟ2569 ความหวังนโยบายเลือกตั้ง แค่พยุงหรือยกระดับคุณภาพชีวิต

5.01.26 | 09:47 น.
เกษตรไทยปีม้าไฟ2569 ความหวังนโยบายเลือกตั้ง

ปี 2569 หรือ “ปีม้าไฟ” ภาคการเกษตรไทยยังคงเป็นภาคส่วนสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม เนื่องจากเกี่ยวพันโดยตรงกับปากท้องประชาชน ความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเสถียรภาพของเศรษฐกิจฐานราก

ในปีเดียวกันนี้ หลายฝ่ายประเมินว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงกติกาและมาตรการทางภาษีระหว่างประเทศที่ยังมีความไม่แน่นอน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเพิ่มแรงกดดันให้ภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งในเชิงนโยบาย การบริหารจัดการ และการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการผลิตและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล

ภายใต้ปีม้าไฟที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวรวดเร็วและผันผวน ภาคการเกษตรไทยจะสามารถประคองปากท้องเกษตรกรให้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงเพียงใด และรัฐบาลใหม่จากพรรคไหนจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน น่าจับตาอย่างยิ่ง

⦁มั่นใจจีดีพีเกษตรไทย’69 โต 2-3%
เริ่มต้นปี 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายอย่างทั้ง ค่าเงินบาทแข็ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ความขัดแย้งของประเทศต่างๆ ในโลก และการรอคอยการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

จากความท้าทายดังกล่าว พีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ให้ข้อมูลว่า สศก.ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคเกษตร (จีดีพีเกษตร) ในปี 2569 จะดีขึ้น โดยมีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 2-3% หรือมีมูลค่า 723,200-730,300 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 3.3% เนื่องจากปริมาณน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมทั้งน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาก จากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นผลดีต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชในช่วงฤดูแล้ง  รวมถึงการเพาะปลูกในรอบถัดไป รวมถึงการบริหารจัดการฟาร์มและผลผลิตดีขึ้น และความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารสูงขึ้นจากตลาดโลก

Advertisement

โดยเฉพาะ “สาขาพืช” คาดว่าจะยังคงมีทิศทางขยายตัวอย่างชัดเจน อยู่ในช่วง 25-35% จากแรงหนุนด้านสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนที่อยู่ในระดับเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้พืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีแนวโน้มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้พืชที่คาดว่าจะขยายตัวเด่น ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน รวมถึงไม้ผลสำคัญอย่างลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ โดยข้าวนาปีซึ่งถือเป็นหัวใจของภาคเกษตรไทย มีแนวโน้มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ปรับตัวดีขึ้น และหนุนให้ปริมาณผลผลิตรวมของประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีทิศทางขยายตัวจากประสิทธิภาพการผลิตต่อไร่ที่ดีขึ้น สอดรับกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อ้อยโรงงานยังคงได้รับแรงจูงใจจากราคาที่อยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรชนิดอื่น ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและการสนับสนุนจากโรงงานน้ำตาลทรายตลอดห่วงโซ่การผลิต ส่งผลให้เกษตรกรตัดสินใจขยายพื้นที่เพาะปลูก

ด้านสับปะรดโรงงาน แนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนที่มากขึ้น ทำให้ต้นสับปะรดมีความสมบูรณ์และสามารถบังคับออกผลได้ดี ประกอบกับราคาตลาดทั้งในและต่างประเทศยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรดูแลแปลงเพาะปลูกอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่วนยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิด ยังได้รับอานิสงส์จากทั้งสภาพอากาศและความต้องการของตลาด ส่งผลให้ผลผลิตโดยรวมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สาขาพืชยังมีด้านที่ต้องเฝ้าระวัง โดยพืชบางชนิด เช่น ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง คาดว่าผลผลิตจะลดลง จากปัจจัยต้นทุนการผลิตที่สูง ความผันผวนของสภาพอากาศ และภาวะตลาดที่ยังไม่แน่นอน

ขณะที่ “สาขาป่าไม้” คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 0.2-1.2% โดยไม้ยูคาลิปตัสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น รวมถึงการใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลผลิตไฟฟ้า ส่วนถ่านไม้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากความต้องการภายในประเทศตามการฟื้นตัวของภาคบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ ขณะที่รังนกยังคงเป็นสินค้าที่ตลาดจีนต้องการ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค สำหรับไม้ยางพารา คาดว่าผลผลิตจะลดลงตามพื้นที่ตัดโค่นสวนยางเก่าและการปลูกทดแทนด้วยพืชชนิดอื่น ส่วนผลผลิตครั่งมีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

ในส่วน “สาขาปศุสัตว์” ประเมินว่าจะขยายตัวในกรอบจำกัด อยู่ที่ 1.0-2.0% จากต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงและความไม่แน่นอนของตลาดโลก โดยสุกรคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้เลี้ยงยังระมัดระวังการขยายกำลังผลิต ขณะที่ไก่เนื้อมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าสินค้าปศุสัตว์ชนิดอื่น จากความต้องการบริโภคในประเทศและตลาดส่งออก ส่วนไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำนมดิบ คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้น

ด้าน “สาขาประมง” คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 0.3-1.3% โดยกุ้งขาวแวนนาไมมีแนวโน้มผลผลิตใกล้เคียงปีก่อน จากการวางแผนการผลิตอย่างรอบคอบเพื่อลดความเสี่ยงล้นตลาด ขณะที่ประมงทะเลยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศและต้นทุนพลังงาน ส่วนประมงน้ำจืด เช่น ปลานิลและปลาดุก ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ราคายังเผชิญแรงกดดันจากความต้องการบริโภคที่ชะลอตัว

⦁หนุนเกษตรผสมผสานยุคใหม่
พีรพันธ์ระบุ ในยุคที่มีแรงกดดันมากจากหลายปัจจัย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรไทย ดังนั้น เกษตรกรไทยควรมีการพัฒนาปรับตัวและพัฒนาวิธีการทำการเกษตรด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และปรับเปลี่ยนแนวทางการทำเกษตรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาสู่การปลูกแบบผสมผสานด้วยพืชมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

เกษตรผสมผสาน เป็นระบบการเกษตรที่รวมกิจกรรมการผลิตหลายชนิดไว้ในพื้นที่เดียวกัน โดยจัดสัดส่วนการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ให้เกื้อกูลกัน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาตกต่ำหรือสภาพอากาศที่แปรปรวน ต่างจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เน้นผลผลิตเพียงชนิดเดียวซึ่งมีความเปราะบางสูงต่อความเสี่ยงดังกล่าว

โดยหลักการสำคัญของเกษตรผสมผสาน คือการอาศัยหลักคิดการจัดการทรัพยากรอย่างรอบด้าน โดยจะพิจารณาจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความต้องการของตลาด และศักยภาพของเจ้าของพื้นที่เป็นสำคัญ กิจกรรมที่เลือกผสมผสานต้องเกื้อหนุนกัน เช่น มูลสัตว์นำมาทำปุ๋ยให้พืช หรือเศษวัสดุเหลือจากพืชสามารถนำมาเลี้ยงสัตว์ได้ การวางระบบที่เชื่อมโยงเช่นนี้จะช่วยให้ใช้ประโยชน์ในแต่ละทรัพยากรได้ครบถ้วน ลดของเสีย และลดต้นทุนการผลิตได้มาก

ข้อดีของการเปลี่ยนสู่เกษตรผสมผสาน ประกอบด้วย 1.ลดความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบการผลิต 2.ประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร 3.ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของระบบนิเวศ และ 4.ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหาร

⦁วัดแนวคิดนโยบายเกษตรชิงเลือกตั้ง’69
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 หลายฝ่ายต่างจับตา “นโยบายภาคการเกษตร” ถือเป็นประเด็นหลักที่ทุกพรรคการเมืองไม่อาจมองข้าม ไม่เพียงเพราะเกษตรกรเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ หากแต่เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางความมั่นคงทางอาหาร รายได้ฐานราก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นกระทรวงที่มีงบประมาณสูง

ฐานเสียงในชนบทและภาคเกษตร ถือเป็นฐานเสียงใหญ่สำคัญที่จะชี้วัดว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล แม้หลายพรรคจะมีเป้าหมายร่วมกันคือการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร แต่กลับสะท้อนวิธีคิดเชิงนโยบายที่แตกต่าง ทั้งในมิติของบทบาทรัฐ กลไกตลาด และการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง

ยกตัวอย่าง พรรคกล้าธรรม อดีตเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กุมทิศทางนโยบายต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมเดินเกมด้วยการตอกย้ำผลงานและต่อยอดนโยบายด้านการเกษตรเป็นแกนหลัก ตั้งแต่การจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกร การจัดการปัญหาที่ดินผิดกฎหมาย การผลักดันให้ที่ดิน ส.ป.ก.4-01 สามารถยกระดับเป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และต่อยอดไปสู่โฉนดครุฑแดง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านสิทธิในที่ดินให้กับชาวบ้าน

นอกจากนี้ พรรคยังชูมาตรการเชิงรุกในการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตร ทั้งการประกาศ “สงครามสินค้าเถื่อน” เพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่กระทบราคาผลผลิตในประเทศ การจัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ รวมถึงแนวคิดให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร พร้อมเสนอการจัดตั้ง “ธนาคารเกษตรเพื่อประชาชน” เพื่อเพิ่มแหล่งเงินทุนในระบบ และการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบเดียว เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ยังคงเดินเกมการเมืองบนฐานเสียงเกษตรกรอย่างเข้มข้น โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยหยิบนโยบายด้านการเกษตรขึ้นมาเป็นหนึ่งในชุดนโยบายเรือธงอีกครั้งผ่านแนวคิดการ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” ควบคู่กับการตั้งเป้าราคาสินค้าเกษตรหลักในระดับที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือก 10,000 บาทต่อตัน ยางพารา 70 บาทต่อกิโลกรัม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 7.25 บาทต่อกิโลกรัม และมันสำปะหลัง 2.50 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเสนอแพคเกจนโยบายบรรเทาภาระเกษตรกรผ่านมาตรการพักหนี้ 3 ปี ควบคู่กับเป้าหมายเพิ่มรายได้เกษตรกรเป็น 3 เท่า การขยายพื้นที่ชลประทานเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ และการปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่สินค้าที่ตลาดต้องการมากขึ้น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และโคเนื้อ เพื่อลดการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว และเพิ่มมูลค่าในภาคการผลิต

ขณะที่ พรรคประชาชน เลือกชูโจทย์ “หนี้เกษตรกร” โดยเสนอแพคเกจแก้หนี้ที่มุ่งลดภาระเชิงโครงสร้างมากกว่าการอัดฉีดราคา เริ่มตั้งแต่มาตรการยกหนี้ให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไปที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ส่วนเกษตรกรที่ยังชำระหนี้ไม่ถึงเงินต้น เสนอให้ลดภาระหนี้ลง 50% เพื่อปลดล็อกวงจรหนี้เรื้อรัง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอแนวคิด “ให้รางวัลคนชำระหนี้ดี” ผ่านการคืนดอกเบี้ยในอัตรา 10% เพื่อจูงใจให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการเงินอย่างมีวินัย ขณะเดียวกัน หากเกษตรกรมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อลงทุนเพิ่ม พรรคเสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาอยู่ในระดับต่ำ โดยกำหนดเพดานสูงสุดไม่เกิน 2% เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถปรับตัว พัฒนา และต่อยอดการผลิตได้ในระยะยาว

ต้องลุ้นกันว่าทิศทางของรัฐบาลใหม่… จะดันภาคเกษตรไทย2569 ให้เติบโต มูลค่าทางเศรษฐกิจสูงได้จริง หรือแค่ยาหอมพยุงลมหายใจเกษตรกรไปวันๆ!!