‘ส.อ.ท.-ทีดีอาร์ไอ’ วิพากษ์เศรษฐกิจไทยปีม้า 2569

5.01.26 | 11:05 น.

อภิชิต ประสพรัตน์
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

หากประเมินสถานการณ์ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในปี 2569 นั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน เริ่มที่ ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรายได้หลักกว่า 60% ของ GDP ประเทศไทยมาจากการส่งออกสินค้า เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น รายได้จากการส่งออกเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินสกุลหลักจะลดลงทันที ส่งผลให้รายได้โดยรวมของประเทศหดตัวตามไปด้วย

แม้ในมุมหนึ่งการนำเข้าวัตถุดิบอาจมีต้นทุนลดลงจากค่าเงินบาทแข็ง แต่ในภาพรวมภาคการส่งออกกลับเผชิญแรงกดดันมากกว่า เนื่องจากสินค้าไทยถูกบีบให้มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ขณะที่รายได้จากการส่งออกลดลง ทำให้อัตรากำไรของผู้ประกอบการบางลงอย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนพลังงานจะลดลงบ้างจากค่าเงินแข็ง แต่ต้นทุนของไทยยังคงสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนพลังงานต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

ช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 7 และแม้จะอ่อนค่าลงเล็กน้อยในบางช่วง แต่ล่าสุดกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 8-9 ขณะที่ค่าเงินของประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามกลับอ่อนค่า ส่งผลให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ยากขึ้นอย่างมาก

ส่วนภาพรวมการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถือว่ายังมีความเปราะบางสูงและมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จะอยู่ในกรอบ 1.5-2.0% สอดคล้องกับการประเมินของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประเมินไว้ที่ 1.6%

Advertisement

การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าว เศรษฐกิจไทยถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศ และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยไม่ถึง 2% ต่อปี ส่งผลให้รายได้ของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพ และทำให้เศรษฐกิจขาดแรงขับเคลื่อนจากภายในประเทศ

ปัจจัยสำคัญที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยปี 2569 คือ หนี้ครัวเรือนž ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ประชาชน กระเป๋าแห้งž กำลังซื้อในประเทศหายไป ซ้ำเติมด้วยปัญหาสินค้าราคาถูกจากจีนที่ยังคงทะลักเข้ามาตีตลาดไทย ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศไม่สามารถแข่งขันได้ และขาดการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล รวมถึงความคลุมเครือทางการเมืองจากการยุบสภา และระหว่างรอการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่ส่งผลต่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐ (USTR) ที่ยังคงไม่มีความคืบหน้าชัดเจน

อีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะส่งผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คือ ผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และลงไปถึงอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง จากการประเมินเบื้องต้น ความเสียหายอาจสูงกว่า 20,000 ล้านบาท และมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวเป็นระดับแสนล้านบาทเมื่อรวมผลกระทบทางอ้อม

โดยเฉพาะต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียซึ่งเป็นกลุ่มหลักเริ่มหายไป เนื่องจากความไม่มั่นใจในสภาพเมืองที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูและปัญหาขยะหลังน้ำท่วม โดยเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ลักษณะคล้ายกับสถานการณ์หลังเหตุการณ์สึนามิในอดีตช่วงปี 2547 ซึ่งเศรษฐกิจในปีถัดมาหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติจะชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากผลกระทบต่อเนื่องที่กินระยะเวลานานกว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม มองว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าเงินบาท หรือปัจจัยภัยพิบัติ แต่กลับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงในระยะยาว

หากแนวโน้มดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง และในระยะยาวถึง 40-50 ปี ประชากรไทยอาจลดลงจากราว 60 ล้านคน เหลือเพียงกว่า 30 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานรายได้ประเทศ การออม และศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยปี 2569 และปีต่อๆ ไป
เดินหน้าต่อไปได้ ส.อ.ท.จึงอยากเสนอแนะต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ โดยเน้นไปที่การสร้างเงินหมุนเวียนในประเทศ โดยเครื่องยนต์สำคัญที่ยังพอใช้ได้ในระยะสั้น คือ การใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งรัฐสามารถมีบทบาทได้โดยตรงผ่านงบประมาณและนโยบายภาครัฐ

ท้ายที่สุดย้ำว่า การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว ต้องอาศัยการปรับตัวผ่านการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม การขยายตลาดใหม่ และการใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือแนวคิด 4 GoŽ ได้แก่ Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านในปี 2569 และระยะยาว

 

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ยังต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลักเหมือนเดิม ทำให้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทั้ง 2 ภาคส่วนนี้ ถือว่ามีส่วนส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งสิ้น โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่ยังเคลื่อนไหวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และแข็งค่ามากขึ้นจนเกือบหลุดระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่ามีผลกระทบแน่นอน

เนื่องจากเวลาที่ค่าเงินบาทแข็งจะส่งผลต่อต้นทุนการค้าขายและการผลิต ยิ่งเป็นการผลิตสินค้าส่งออก จะยิ่งมีราคาต้นทุนที่แพงมากกว่าคู่แข่ง ทำให้แม้มีการตั้งราคาขายสินค้าเท่าเดิม แต่หากเทียบกับประเทศคู่แข่งแล้วราคาสินค้าจะแพงขึ้นเองโดยธรรมชาติ เพราะค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นดาบแรกที่ต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้สิ่งที่ตามมาแบบติดๆ คือ การที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นทำให้สินค้านำเข้ามามีราคาถูกลง เพราะเงินมีราคาสูงมากกว่าเดิม สามารถซื้อวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศได้ในปริมาณมากขึ้น แม้ใช้เงินเท่าเดิม ข้อเสีย คือ ทำให้สัดส่วนของการนำเข้าเติบโตมากขึ้น ถูกทดแทนด้วยวัตถุดิบจากต่างประเทศ แทนที่ผู้ผลิตจะสนับสนุนวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในประเทศเป็นหลัก แต่ด้วยเหตุผลของราคาและความคุ้มค่า ผู้ประกอบการอาจประเมินแล้วพบว่า การซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาดีมากกว่า ยิ่งทำให้เกิดกระแสการรั่วไหลของเม็ดเงินในประเทศ แทนที่จะเกิดกิจกรรมในประเทศเพื่อหมุนวงรอบของเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เม็ดเงินในส่วนนี้จะไปสนับสนุนเศรษฐกิจต่างประเทศแทน

ต้องยอมรับก่อนว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งแล้วไม่สมดุลกับเศรษฐกิจมีความอันตรายมากในภาพใหญ่ ไม่ใช่เพียงแค่ภาพส่งออกหรือท่องเที่ยวเท่านั้น ตอนนี้ยังไม่ต้องมองในมุมการเติบโตของจีดีพีไทยที่เติบโตต่ำที่สุดในอาเซียนหรือเป็นอันดับที่ 2-3 จากท้ายสุดขึ้นมา แต่ให้มองภาพเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ประเทศไทยเคยโต 3-4% ตอนนี้เหลือเติบโตเพียง 2% และไม่ถึง 2% ในปี 2569 จากที่มีการคาดการณ์ไว้ของหลายๆ แห่ง โดยในปี 2569 นี้ หัวใจสำคัญคือ หากเศรษฐกิจไม่ดี ภาพการเคลื่อนไหวของค่าเงินควรจะอ่อนค่าลง เพื่อให้เราสามารถค้าขายได้ง่ายขึ้น นำเงินเข้ามาทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่พอเศรษฐกิจอ่อนแอแต่กลับดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก ค่าเงินบาทจึงเป็นเหมือนปรปักษ์ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมแย่ลงไปอีก

การรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง หนึ่งสิ่งที่ต้องเลิกก่อนเป็นอันดับแรกคือ การทำนโยบายประชานิยม เพราะต้องเข้าใจว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถทำให้ประเทศไปต่อได้แล้ว ประเทศไทยมีการอัดฉีดนโยบายแบบประชานิยมมากว่า 20 ปีแล้ว สิ่งที่พบคือ นโยบายประชานิยมทำให้เศรษฐกิจดีได้แค่ชั่วคราว ไม่สามารถทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น 1.เราต้องเลิกประชานิยม 2.เปลี่ยนจากประชานิยมมาเป็นการเสริมพลังหรือสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน ทำอย่างไรให้คนสามารถสร้างรายได้ มากขึ้น แปลว่าต้องพัฒนาทักษะของแรงงาน ขยายตลาดให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ เพื่อให้ตัวเลขการส่งออกของไทยมาจากความสามารถจริงๆ
ไม่ได้มาจากการอุดหนุนของภาครัฐ

จุดเริ่มต้นในตอนนี้ สิ่งสำคัญคือ 1.ต้องเริ่มใช้คนในการทำงานให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่แจกเงิน 2.การเริ่มลงทุนกับเครื่องจักรระดับสูง ออโตเมชั่น หุ่นยนต์ เอไอ โดรน ต้องเริ่มใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้น และ 3.การส่งออกที่ต้องขยายตลาดเพิ่มขึ้น ขายสินค้าไปในทั่วโลกไม่ใช่ปกป้องแต่ให้ธุรกิจต่างชาติไม่เข้ามาขายในไทย ไม่เข้ามาแข่งขันกับธุรกิจของไทย แต่ต้องมองว่าดิจิทัลอีโคโนมีที่เราพูดถึงและพยายามเดินไปสู่จุดนั้น แปลว่าประเทศไทยต้องสามารถขายสินค้าให้กับใครก็ได้ในโลกใบนี้ ผู้บริโภคอยู่ที่ประเทศบราซิลก็สั่งซื้อสินค้าของไทยไปใช้ได้ รัฐบาลต้องหาทางสนับสนุน ทำอย่างไรให้เรามีผู้ประกอบการที่สามารถผลิตสินค้าไปขายได้ทั่วทุกมุมโลก

ปัจจัยบวกที่เริ่มมองเห็นในตอนนี้คือ ความหวังของทุกอย่างเริ่มต้นที่การเมือง หากเราได้การเมืองที่สามารถที่จะทะลวงจัดตั้งรัฐบาลได้ และอยู่บริหารประเทศในระยะยาวครบตามกำหนด ประเทศไทยอาจได้เห็นการมีรัฐบาลที่เดินหน้านโยบายแบบไม่ใช้ประชานิยม เพื่อกระตุ้นแค่ระยะสั้นๆ ก่อนเป็นหลัก แต่สามารถทำอะไรยาวๆ ให้เกิดผลเพื่ออยู่เป็นรัฐบาลแบบยาวครบเทอม แต่ตอนนี้เป็นภาพของการเลือกตั้ง 1 ครั้งกลับมีรัฐบาล 3 ชุดแล้ว ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 3 คนแล้ว ซึ่งไม่อยากให้เป็นอย่างนี้

ทั้งนี้ อยากให้พรรคการเมืองที่ถูกเลือกเข้ามาทำหน้าที่ สามารถอยู่บริหารประเทศได้แบบยาวๆ ทำนโยบายดีๆ ออกมา มองภาพในระยะยาว ไม่ใช่มองเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งข้อนี้อาจถือเป็นความหวังแง่บวกของประเทศไทยได้