Sin Stocks กับ ESG โจทย์ใหม่ของตลาดหุ้นไทย

17.01.26 | 12:30 น.

Sin Stocks กับ ESG โจทย์ใหม่ของตลาดหุ้นไทย

บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ ผมจะขอแชร์มุมมองความคิดของผมต่อการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตรียมเปิดทางให้ธุรกิจแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจทั้งในมิติของการพัฒนาตลาดทุนและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในบริบทที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้พยายามส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) มาอย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะนำเสนอมุมมองทางวิชาการด้านการเงินและการลงทุนต่อประเด็นดังกล่าว โดยไม่เกี่ยวข้องกับมุมมองทางศาสนาใดๆ แต่มุ่งเน้นไปที่แนวคิด “Sin Stocks” และความสอดคล้องกับหลักการ ESG ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ผลักดันมาโดยตลอด

ที่ผ่านมาทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ส่งเสริมการลงทุนแบบยั่งยืนผ่านกรอบ ESG เพื่อดึงดูดนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนอย่างรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาของ Renneboog, Ter Horst และ Zhang (2008) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Banking & Finance พบว่า นักลงทุนหลายกลุ่มมักให้ความสำคัญกับมิติสิ่งแวดล้อม (E) และบรรษัทภิบาล (G) มากกว่ามิติสังคม (S) ในทางปฏิบัติ การประเมิน ESG ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยมักเน้นไปที่การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการจัดการสิ่งแวดล้อม ในขณะที่มิติผลกระทบต่อสังคม (S) ซึ่งรวมถึงผลกระทบด้านสาธารณสุข ความปลอดภัย และสวัสดิการของประชาชน มักได้รับการพิจารณาน้อยกว่า ประเด็นนี้จึงกลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ควรได้รับการทบทวน

คำว่า “Sin Stocks” หรือหุ้นบาป มีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่อง “Seven Deadly Sins” (บาปเจ็ดประการ) ในวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งประกอบด้วย ราคะ ตะกละ โลภะ เกียจคร้าน โทสะ ริษยา และอัตตา ในทางการเงิน Sin Stocks หมายถึงหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่ถือว่าไม่เป็นที่ยอมรับในทางจริยธรรมหรือสร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคม เช่น ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ (ตะกละ) ธุรกิจการพนัน (โลภ) อุตสาหกรรมอาวุธ (โทสะ) และอุตสาหกรรมบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ (ราคะ) จากมุมมองทางทฤษฎีการเงิน งานวิจัยของ Hong และ Kacperczyk (2009) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Financial Economics พบว่า Sin Stocks มีคุณลักษณะที่น่าสนใจสองประการ

Advertisement

ประการแรก ธุรกิจเหล่านี้มีความต้องการที่ค่อนข้างคงที่ (inelastic demand) เนื่องจากผลิตภัณฑ์หลายชนิดก่อให้เกิดการเสพติดหรือเป็นนิสัย ทำให้รายได้มีเสถียรภาพสูงแม้ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

ประการที่สอง หุ้นเหล่านี้มักถูกละเลยจากนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ที่มีนโยบายการลงทุนอย่างรับผิดชอบ ส่งผลให้มูลค่าหุ้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (undervalued) และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตลาดประมาณ 2.5-4% ต่อปี ตามทฤษฎีการประเมินมูลค่าหุ้น (Equity Valuation Theory) มูลค่าของหุ้นขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือ แนวโน้มการเติบโตของกระแสเงินสดในอนาคตและระดับความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ Sin Stocks โดยทั่วไปมีความเสี่ยงทางธุรกิจที่ค่อนข้างต่ำเนื่องจากอุปสงค์ที่มั่นคงและมีอัตรากำไรสูง ประกอบกับธุรกิจเหล่านี้มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (barriers to entry) ที่สูงจากกฎระเบียบและใบอนุญาตพิเศษ ทำให้มีลักษณะเป็นตลาดกึ่งผูกขาด (oligopoly) และสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดี

ประเด็นสำคัญคือ Sin Stocks มีลักษณะตรงกันข้ามกับหลัก ESG โดยเฉพาะในมิติ S (Social) จากการศึกษาของ Hong และ Kacperczyk (2009) พบว่า หุ้นกลุ่มนี้ถูกหลีกเลี่ยงโดยนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ เนื่องจากความกังวลเรื่องบรรทัดฐานทางสังคม (social norms) โดยเฉพาะกองทุนที่มี
นโยบายการลงทุนอย่างรับผิดชอบ ในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ธุรกิจเหล่านี้สร้างผลกระทบทางสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ต้นทุนจากอาชญากรรม และความสูญเสียผลิตภาพของแรงงาน ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนอยู่ในงบกำไรขาดทุนของบริษัท แต่สังคมโดยรวมต้องเป็นผู้รับภาระ

การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พิจารณาเปิดโอกาสให้ธุรกิจแอลกอฮอล์ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียนนั้น แม้จะช่วยเพิ่มขนาดและสภาพคล่องของตลาดทุน แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อคะแนน ESG ในภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยเฉพาะในมิติ S (Social) ซึ่งอาจทำให้ความพยายามในการส่งเสริม ESG ที่ผ่านมาขาดความน่าเชื่อถือและสอดคล้อง

ทางออก : การชดเชยผลกระทบทางสังคม

หากต้องการให้ Sin Stocks สอดคล้องกับหลักการ ESG ตลาดหลักทรัพย์ฯอาจพิจารณากำหนดเกณฑ์พิเศษ เช่น การกำหนดให้มีคะแนน G (Governance) และ E (Environmental) ที่สูงเป็นพิเศษเพื่อชดเชยคะแนน S (Social) ที่ต่ำ การเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสังคมอย่างโปร่งใส และการมีกลไกการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าบริษัททั่วไป รวมถึงการจัดกลุ่มหุ้นแยกประเภท (sector classification) ที่ชัดเจนเพื่อให้นักลงทุนที่มีนโยบาย ESG สามารถคัดกรองได้ง่าย นอกจากนี้อาจพิจารณาประยุกต์ใช้แนวคิดที่คล้ายคลึงกับหลักการ Carbon Neutrality ในมิติสิ่งแวดล้อม ซึ่งบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถชดเชยผ่านการซื้อ Carbon Credits ในทำนองเดียวกัน Sin Stocks อาจใช้หลักการ “Social Offset” โดยกำหนดให้บริษัทจัดสรรงบประมาณเป็นสัดส่วนจากรายได้เพื่อสนับสนุนโครงการที่แก้ไขผลกระทบที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ตัวอย่างเช่น โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาแอลกอฮอล์ โครงการส่งเสริมสุขภาพ หรือการสนับสนุนการรักษาผู้ติดสุรา เป็นต้น

ผมไม่ได้มีจุดยืนที่ขัดแย้งหรือต่อต้านการนำหุ้นในกลุ่ม Sin Stocks เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปและความจำเป็นในการพัฒนาตลาดทุน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องการสะท้อนให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาเพิ่มเติมคือ ความสอดคล้องระหว่างการนำ Sin Stocks เข้าสู่ตลาดกับหลักการ ESG โดยเฉพาะในมิติสังคม (S) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง หากสามารถกำหนดกลไกและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อจัดการประเด็นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบันรวมทั้งนักลงทุนต่างชาติ การพัฒนาครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับตลาดทุนไทยให้เติบโตไปในทิศทางที่สมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง