เจาะลึก ‘เที่ยวไทย’ ปี’69 เกลอะสนิม พรรคการเมือง ระดมไอเดียคืนยุคทอง

19.01.26 | 11:47 น.

ยังไม่มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมเดือนมกราคมถึงได้เป็นเดือนที่ยาวนานมากกว่าปกติ ทั้งที่ตามปีปฏิทินมีเดือนที่ลงท้ายด้วย “คม” รวมกว่า 7 เดือน และเป็นเดือนที่มีจำนวน 31 วันเท่ากัน แต่เมื่อเริ่มต้นปีด้วยเดือนมกราคมแล้ว มักเป็นเดือนที่นับไม้นับมือสักกี่ครั้ง ก็ยังไม่พ้นเดือนเสียที โดยเฉพาะเดือนมกราคมปีนี้ ผ่านไปแค่ 20 วัน ก็เกิดหลายเหตุการณ์ลบ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นปัจจัยดาหน้าส่งผลกระทบซ้ำๆ สร้างความเปราะบางให้การค้าและเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีรายได้หลักจากต่างประเทศ เพราะขนาดเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก จำนวนประชากร 71 ล้านคน ไม่ได้เป็นจำนวนที่สูงมากจนสามารถพึ่งพารายได้จากภายในประเทศ ใช้หมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศได้ จำเป็นต้องดึงดูดรายได้จากต่างประเทศเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเครื่องยนต์หลักที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ยังคงเป็นภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็มีผลกระทบต่อเชื้อเพลิงที่สำคัญนี้ ทั้งการส่งออกต้องเผชิญกับฐานที่สูงจากปีก่อนหน้า การเร่งตัวส่งออกในปริมาณมากเพื่อหนีพิษภาษีสหรัฐ รวมถึงการแข่งขันที่สูงมากขึ้นจากคู่แข่งสินค้าประเภทเดียวกัน

⦁มรสุมทุกทิศทุกทาง

ภาคการส่งออก ต้องเผชิญปัญหาแก้ไม่ตกจากภาษีสหรัฐ ที่เขย่าการเติบโตของการค้าโลก ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวไทย ก็เผชิญวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่แตกต่าง นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา โควิด-19เกิดการระบาดจนทำให้การเดินทางต้องหยุดชะงักไป สถานการณ์โรคร้ายยังไม่ทันคลายตัวดี กลับเกิดเหตุการณ์กราดยิงขึ้นในประเทศไทยเป็นเหตุสะเทือนขวัญพี่น้องชาวนครราชสีมาหรือโคราชจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยอย่างรุนแรง จากนั้นปี 2564 ประเทศไทยพยายามต่อสู้กับโควิด-19 อย่างเข้มข้น และนำร่องพื้นที่เปิดการท่องเที่ยวเป็นแซนด์บ็อกซ์ขึ้น เพราะไม่สามารถหารายได้อื่นมาทดแทนการท่องเที่ยวที่หายไปได้ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ จึงเกิดขึ้นทันที และในเวลาเดียวกันก็มีข่าวฉาวขึ้นอีกครั้งเมื่อนักท่องเที่ยวสาวชาวสวิตเซอร์แลนด์ถูกพบร่างไร้วิญญาณ หลังดำเนินโครงการไปไม่นาน โดยพบสาเหตุการเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม ซึ่งผู้ก่อเหตุรับสารภาพว่าต้องการข่มขืนแต่ขัดขืนจึงทำร้ายร่างกายถึงแก่ชีวิต

ผ่านพ้นไปถึงปี 2566 ด้วยการกลับมาเดินทางได้อย่างเป็นปกติมากขึ้น สถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว เนื่องจากหลายประเทศเปิดประเทศและอนุญาตให้พลเมืองเดินทางออกนอกประเทศได้แล้ว โดยเฉพาะจีนที่ปิดประเทศอยู่นาน ทำให้ผู้ประกอบการไทยยิ้มออกมากกว่าเดิม จนมีการประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวได้กว่า 80% เทียบกับปี 2562 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเกือบ 40 ล้านคน ถือเป็นปีที่ดีที่สุด ก่อนภาพฝันจะสลายหายไป เมื่อเกิดเหตุกราดยิงที่สยามพารากอน ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2566 จนพบนักท่องเที่ยวเสียชีวิต ทันใดก็ทำให้การท่องเที่ยวที่เหมือนจะดีขึ้นกลับถูกฉุดให้ร่วงลงอีกครั้ง ไม่นับปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการทำสงครามของรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการบิน

Advertisement

เหตุการณ์ร้ายก่อนหน้ายังไม่หายไปจากความทรงจำ ก็มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะพอเริ่มต้นปี 2568 ได้เพียงไม่นาน ก็เกิดเหตุนักแสดงจีนเข้ามาหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย แม้เจ้าหน้าที่ไทยสามารถติดตามกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่ไทยถูกมองว่าสมรู้ร่วมคิดด้วย และไม่ปลอดภัยในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว กรณีนี้สร้างความดุเดือดในโลกออนไลน์ของจีนมาก ทุกความคิดเห็นล้วนแสดงไปทางเดียวกันคือ ประเทศไทยไม่มีความปลอดภัยควรค่ากับการเข้ามาท่องเที่ยวอีกแล้ว ความกังวลเพิ่มมากขึ้น เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว ทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลงมา ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวกังวลความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานของไทยจนตัวเลขหายวูบไปหลายเดือน พอจะเริ่มดีขึ้นก็เจอภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมสูงอีก ทำให้ท่องเที่ยวไทยเจอศึกหนักซ้ำแล้วซ้ำอีก

⦁สูญเสียตั้งแต่ต้นปี

เริ่มต้นปีใหม่ 2569 ด้วยความสดใส บรรยากาศการท่องเที่ยวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ยังไม่ทันเริ่มซาลงแบบดีๆ ก็เกิดเหตุสลดสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ตั้งอยู่บนคานทางต่างระดับช่วงผ่านบ้านถนนคต หมู่ 11ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ความสูงจากพื้นดินประมาณ 9 เมตร หล่นทับขบวนที่ 21 รถไฟดีเซลรางด่วนพิเศษ กรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี กำลังแล่นเข้าสถานีรถไฟสีคิ้ว ทำให้ 2 ตู้โดยสารตกราง และตู้ 2 มีเพลิงลุกไหม้ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 14 มกราคม

ผ่านไปเพียง 1 วันก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นกับอีกแห่ง เมื่อเครนก่อสร้างถล่มลงมาทับรถยนต์จำนวนสองคัน บริเวณถนนพระราม 2 ขาออก หน้าโรงแรมปารีส พื้นที่ จ.สมุทรสาคร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 5 คน โดยต้องยอมรับว่าการก่อสร้างบริเวณถนนพระราม 2 มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหล่นลงของสิ่งของที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ ทั้งที่ความจริงแล้วผู้ดูแลผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างก็เป็นรายใหญ่รายเดิมของประเทศไทย

⦁พระเอกหน้าเก่าหมดเสน่ห์

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytic ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาไทยในช่วงที่ผ่านมายังมีไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งความหวังไว้ อีกทั้งมีแนวโน้มลดลงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือ นักท่องเที่ยวในประเทศเองก็มีแนวโน้มลดลงด้วยเช่นกัน จากปัญหาแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ขาดการพัฒนา อาจซ้ำเติมสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยให้แย่ลงกว่าเดิม สะท้อนถึงการอิ่มตัวจากแรงดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวลดลง สาเหตุมาจากที่เที่ยวเดิมขาดการต่อยอด และขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทำให้ความประทับใจในการท่องเที่ยวลดน้อยลงและลดทอนการท่องเที่ยวซ้ำ

ทำให้แม้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันจะสะท้อนลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-shape ในบางพื้นที่ ที่ยังฟื้นตัวได้ดี แต่อีกหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ จึงควรต้องมีแรงกระตุ้น (Momentum) ให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ซึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปรียบว่าเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยวันนี้ อาจเริ่มเก่าจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การซ่อมบำรุงเพื่อยื้ออาการอาจช่วยยืดเวลาได้บ้าง

⦁เอกชนบี้รัฐใช้กม.เอาจริง

สอดคล้องกับภาคเอกชน ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) มองว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญปัญหาอยู่ในตอนนี้ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาน้อยกว่าศักยภาพที่สามารถทำได้ สาเหตุมาจากทั้งปัญหาทุนเทา นอมินี ทัวร์ศูนย์เหรียญ สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่ หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และควรเป็นวาระแห่งชาติ เพราะสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ เพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขจัดอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐาน รักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม

“การท่องเที่ยวไทยในตอนนี้ ถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว ไม่น่าจะต่ำไปกว่านี้ จึงอยากให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรง เข้มงวด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ประกอบการที่ทำดีรู้สึกเหนื่อยกับการทำดีเพราะก็ไม่ได้อะไรกลับคืนมา สุดท้ายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะตามคู่แข่งไม่ทัน โดยเฉพาะหากมีเหตุการณ์ร้ายที่ส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ซ้ำๆ เพราะการเดินทางท่องเที่ยวต้องมีความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเวลาเราจะเลือกไปเที่ยวประเทศใด หากประเทศนั้นมีแต่เรื่องร้ายเกิดขึ้น กังวลว่าไปแล้วจะเจออะไรดีหรือไม่ดี เราก็เลือกที่จะไม่ไปไว้ก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มองแบบนั้นเช่นกัน” ธนพลกล่าว

ที่ผ่านมาแม้ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย แต่กลับไม่ค่อยได้เห็นนโยบายในการขับเคลื่อนอย่างจริงจังจากรัฐบาล แบบที่มีการวางแผนงานชัดเจน มีดัชนีชี้วัดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อเลือกตั้งใหม่นี้ หลายพรรคการเมืองก็เร่งหาเสียงเพื่อดึงคะแนนเต็มอัตรา จึงต้องสำรวจจุดยืนในการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวไทยของแต่ละพรรค ว่าเปรี้ยงปร้างมากน้อยเท่าใด

⦁ปชน.ชู5โจทย์แก้ปมใหญ่

ประเดิมพรรคแรกที่ภาคเอกชนคอมเมนต์ว่า มีหลักการและกระบวนการทำงานถึงเป้าหมายได้ชัดเจนมากสุด สิทธิพล วิบูลย์ธนากุลส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ทีมเศรษฐกิจและผู้จัดทำนโยบายด้านการท่องเที่ยว ระบุว่า โจทย์ความท้าทายในการแก้ปัญหาของภาคการท่องเที่ยว แบ่งเป็น 5 เรื่องหลัก ได้แก่

1.การไม่กระจายตัวของรายได้ท่องเที่ยวและการกระจุกของการเที่ยวเป็นฤดูกาล

2.นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กลับมาเที่ยวซ้ำ เพราะคู่แข่งในต่างประเทศมีการพัฒนาและแข่งขันสูง

3.เงินทุนสีเทา ไม่นับต้นทุนที่มาว่าสกปรกมากน้อยเท่าใด แต่ยังเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย โดย 20-30% ของรายได้ท่องเที่ยวภาพรวมอยู่กับนอมินี

4.การพัฒนาแอพพลิเคชั่นในยุคดิจิทัล เพื่อสร้างมูลค่าให้กับท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่หน่วยงานรัฐต่างคนต่างมีแอพพ์ของตัวเอง หรือสร้างมาแล้วไม่มีคนใช้

5.การจัดการงบประมาณที่ไม่สมดุลให้ถูกใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพราะไม่ใช่ว่าเราไม่มีงบประมาณ แต่เน้นงานหน้าบ้านอย่างอีเวนต์เยอะมาก ไม่ได้พัฒนาหลังบ้านอย่างการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นฝั่งซัพพลายไซด์ ทำให้ต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาในส่วนนี้

เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องเร่งแก้ไขในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบในภาพรวมเป็นเรื่องเงินทุนสีเทา ทั้งทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาใช้คนไทยเป็นนอมินี และทุนไทยเทา เพราะหลายกรณีที่เกิดขึ้นมีคนไทยร่วมขบวนการ อาทิ การซื้อคอนโดมิเนียมแล้วปล่อยเช่าให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแบบฝากกุญแจไว้ให้รับกันตามตู้ตามต้นไม้ที่นัดไว้ ซึ่งต้องแก้ไขทั้งกระบวนการเหล่านี้ แต่ข้อมูลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมากลับพบว่า อัตราการจับกุมดำเนินคดีจริงของกลุ่มที่ทำความผิดอย่างชัดเจนแบบนี้หรือกลุ่มทุนเทามีเพียง 11 รายเท่านั้น ขั้นตอนที่พรรคประชาชนจะทำอย่างจริงจังคือ การตรวจสอบผู้เข้าข่ายกระทำความผิด โดยให้ผู้ประกอบการหรือประชาชนร้องเรียนเข้ามาผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เนื่องจากเชื่อว่าคนทำธุรกิจจะรู้ดีที่สุดว่าใครทุนเทาหรือไม่เทา จากนั้นหากพบว่าผิดจริง จะต้องตามยึดทรัพย์ตามกฎหมายให้ได้ เหมือนที่ผ่านมามีกรณีทุนเทาใช้นอมินีซื้อบ้านในโครงการบ้านหรูกว่า 50 หลังจาก 100 หลัง ซึ่งเราจะปล่อยให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้

⦁พท.เร่งอัพสกิลแรงงาน

นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายในการจ่ายเงินชดเชยสำหรับประชาชนที่ต้องการอัพสกิล-รีสกิล หรือนโยบายเรียนได้งบ จบได้งาน เพราะหากประชาชนต้องการอัพสกิลตัวเองผ่านการไปหาความรู้เพิ่มเติมจะต้องขาดการทำงานไป ซึ่งในช่วงของการลางาน 1 เดือนจะชดเชยรายได้ให้ และพัฒนาเมืองรองให้เป็นท่องเที่ยวหลัก ในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันนักท่องเที่ยวให้โตตามเป้าหมาย หากต้องการให้นักท่องเที่ยวถึง 40 ล้านคน จะต้องมีการพัฒนาเมืองรองให้มีศักยภาพ พัฒนาด้านดีมานด์ไซด์ เพื่อป้องกันโอเวอร์ทัวริซึม รวมถึงการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานอีเวนต์ ดึงงานอีเวนต์ใหญ่ๆ มาจัดในเมืองไทย

“ในเรื่องการทำอีเวนต์ประชาสัมพันธ์ ททท.อาจต้องลดการจัดอีเวนต์ย่อยๆ ลง แต่จัดอีเวนต์ใหญ่หลักๆ แทน และทำงานร่วมกับเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาเมืองรอง พร้อมให้การสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้เกิดการจัดอีเวนต์ในเมืองรองที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการที่ไทยมีความสามารถในเรื่องสุขภาพ จึงจะผลักดันให้ไทยเป็นจุดหมายด้านสุขภาพและความงาม หรือเฮลธ์ แอน บิวตี้ เพราะไทยมีความพร้อมทั้งคน โรงพยาบาล และสถานที่ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาดูแลรักษาตัวเอง” นายสุรเกียรติกล่าว

⦁ปชป.ชูพัฒนาเมืองรอง

นายวีระพงษ์ ประภา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ประชาธิปัตย์มีนโยบายในการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเมืองรอง เพื่อจัดสรรงบประมาณให้เมืองรองยกดับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยใช้โมเดลจากแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ อาทิ ทรงวาด เมืองเก่าสงขลา และส่งเสริมศิลปินหรือปราชญ์พื้นที่ รวมถึงนโยบายคูปองการศึกษาเพื่อให้แรงงานในพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล ภาษาอังกฤษ การประสานงาน ภาษาอังกฤษ ฯลฯ สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยจะใช้การเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นจุดเชื่อมโยงที่จะช่วยสนับสนุนธุรกิจภาคบริการมีเงินลงทุนมากขึ้นในเทคโนโลยีและพาร์ตเนอร์ชิป เพื่อส่งเสริมภาคบริการและเพย์เมนต์ต่างๆ เน้นย้ำว่าตอนนี้ประเทศไทยรอไม่ได้แล้วไม่เช่นนั้นเราจะตกขบวน

จากนโยบายขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เข้มแข็งมากขึ้น หวังว่าจะได้เห็นการลงมือปฏิบัติจริงที่เข้มข้นไม่แพ้กัน ตามที่พูดไว้ หากได้เป็นรัฐบาลตามที่หวังใจ

ทีมข่าวเศรษฐกิจ