ในการแถลงข่าวแผนดำเนินการและเป้าหมายของ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกาศเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในประเทศไทย ที่จะผลักดันส่วนแบ่งการตลาดที่มีมูลค่าแสนล้านต่อปี ให้แตะ 30% และภายใน 3 ปีจากนี้ ต้องเป็นอันดับ 1 ในทุกประเภทสินค้า พร้อมประกาศให้งบลงทุนถึง 12.5% ของรายได้ที่จะขับเคลื่อนไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งเป็นสัดส่วนการลงทุนมากหากเทียบย้อนหลังกับการดำเนินการมาแล้ว 57 ปี
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยด้วยความมั่นใจว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศที่ผันผวน ต้นทุนการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นในทุกมิติ แต่ โตชิบา ไทยแลนด์ สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายมาได้ ด้วยพลังความร่วมมือของทีมผู้บริหาร ทีมงานทุกคน คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และความไว้วางใจจากผู้บริโภค บวกกับการทำงานอย่างมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ ทำให้ผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้ อย่างปี 2568 ตลาดรวมซบเซาติดลบ 7% แต่โตชิบา ไทยแลนด์ เติบโตสูงถึง 22% ยอดขายเป็นบวกในทุกกลุ่มสินค้า จึงเชื่อว่า ปี 2569 บริษัทจะสามารถเดินหน้าสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ปรัชญา “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต”
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 เชื่อว่าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว หากไทยยังคงรักษาสมดุลปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุน เชื่อว่าภาคการลงทุนของไทยจากนี้จะเป็นขาขึ้น แม้ไม่อาจระบุได้ชัดเจนว่าจะเติบโตอีกเท่าไหร่ สะท้อนได้จากวงการประชุมภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ส่งสัญญาณว่าจะมีการลงทุนเพิ่ม เทียบกับประเทศในอาเซียนด้วย ไทยก็ยังโดดเด่นหลายเรื่อง ตั้งแต่แหล่งรวมซัพพลายเชนที่ไทยถือว่าเข้มแข็ง ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ถือว่าไทยเป็นท็อปในอาเซียน ด้านสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตและสามารถนำครอบครัวมาใช้ชีวิตในไทยได้ด้วย ทั้งโรงเรียนระดับนานาชาติ โรงพยาบาลและการแพทย์ไทยพร้อมทักษะแรงงาน และค่าครองชีพไม่สูงเกินไป ทำให้ไทยเป็นเมืองที่คนต่างชาติอยากเข้ามาทำงานและใช้ชีวิตหากมีการเปิดสำนักงานหรือโรงงานในไทย จึงเห็นถึงสัญญาณจากนักลงทุนหลายประเทศ ยังระบุไทยน่าลงทุนอย่างญี่ปุ่นแน่นอน จีน สหรัฐ แม้ยุโรป ก็สนใจไทย ส่วนลักษณะการเติบโตภาคลงทุนนั้นมี 2 แบบคือ จีน ลักษณะเป็นแบบไฮเทคหรือใช้โรบอต (Robot) สเกลใหญ่ขึ้น หรือสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีซัพพลายเชนมาพร้อมกัน ที่ผ่านมาไทยวางตัวเป็นเซ็นเตอร์อาเซียน แม้อาจแผ่วลงในช่วงหลายปี แต่เชื่อว่าตอนนี้พลิกกลับอีกครั้ง ในส่วนความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มีผลกระทบทั้งแง่บวกและแง่ลบ โอกาสจะมากหรือน้อย เรื่องนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็มีส่วนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันภาคการลงทุนของไทย คือ ความมีเสถียรภาพของทางการเมือง นั่นคือการเมืองต้องนิ่ง และมีความน่าเชื่อถือในสายตาชาวต่างชาติ นโยบายต่างๆ ต้องนิ่ง อย่างตอนนี้ถูกจับตาเรื่องค่าบาทแข็ง ถือเป็นตัวเสริมสำคัญต่อจากสภาพแวดล้อมไทยที่ดีแล้ว
“ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศหลัก มองว่าไทยมีศักยภาพในการขยายการลงทุน เพราะญี่ปุ่นเขามองเราอยู่แล้ว ท่านทูตญี่ปุ่นพูดอยู่เสมอว่าเราให้ไปทำกิจกรรม คือ เราไม่เคยทิ้งญี่ปุ่นเลย เรารู้ว่าเขาคือเพื่อนแท้และอยู่นาน ฉะนั้นญี่ปุ่นจึงไม่เคยทิ้งประเทศไทย ก็จริงอยู่ที่ว่าเขาไปลงทุนในเวียดนาม หรือว่าไปลงในหลายประเทศ แต่เขาไม่ทิ้งฐานประเทศไทย เขาไม่ถอนการลงทุน เขามองว่าประเทศไทยเป็นเพื่อนแท้ในระยะยาว เราซื่อสัตย์ เราเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดี ไม่แทงข้างหลัง ไม่บิดเบี้ยวอันนี้เขาก็เห็นอยู่แล้ว ขึ้นกับว่าเรามีความพยายามจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทยังเดินหน้าลงทุนและผลักดันตลาดในไทยไปด้วยกัน”
รัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แง่ของผู้ประกอบการคนหนึ่ง ขอแค่ไม่ต้องออฟเฟอร์อะไรมาก ไม่ต้องแจกอะไรเยอะก็ได้ ขอให้นิ่งอย่างเดียว เมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้วอยากให้เร่งเตรียมพร้อมที่ประเทศไทย เป็นสถานที่จัด IMF World Bank Anual Meeting ในเดือนตุลาคม ตอนนั้นรัฐบาลใหม่ควรใช้โอกาสนี้โชว์เคสประเทศไทยให้เด่นชัดที่สุด เพราะมีผู้บริหารทุกวงการมาร่วมงานกว่า 1 พันคน จากกว่า 100 ประเทศ
อีกเรื่องคือ อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ เข้มงวดเรื่องคอร์รัปชั่น อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ และเรื่องทำเรื่องเก่าๆ ที่ได้กำหนดไว้ให้สำเร็จ ไม่ต้องมาทำไอเดียใหม่ก็ได้แต่ว่าอย่าทิ้งของเก่า ไม่งั้นพอคนใหม่มาปั๊บของเก่าซึ่งดีอยู่แล้วก็จะไปเรื่องใหม่เลยมันก็จะไม่สำเร็จสักที อย่าไปบอกว่าไม่กล้าใช้ของเก่าเดี๋ยวจะว่าคนเก่าเก่งกว่าเราอะไรอย่างนี้ ถ้าคุณทำได้ดีคุณจะเก่งด้วย อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าเราก็มีอะไรดีๆ หลายอย่าง รัฐบาลต้องให้น้ำหนักความสำคัญไปพร้อมกัน การลงทุนและการท่องเที่ยวต้องมาพร้อมกัน บางคนมาเที่ยวก่อนแล้วค่อยมาลงทุน ก็จะเอื้อกัน ณ วันนี้เราทำให้คนไทยลงทุนในประเทศมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะการท่องเที่ยว เพราะคนชอบประเทศไทย
นางกอบกาญจน์ทิ้งท้ายว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้ 2% หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าถ้ารัฐบาลนิ่ง จะเติบโตได้มากกว่า 2% แน่ แต่ที่สำคัญคือเราต้องคุมทุกสถานการณ์ให้นิ่ง ปัจจัยเหตุจูงใจทุกมิติ โดยเฉพาะภาคการลงทุนกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์

