ปีม้าไฟเดือด ‘เครนล้ม-คานถล่ม’ สะเทือนศรัทธางานก่อสร้างรัฐซ้ำซาก

26.01.26 | 10:47 น.
ปีม้าไฟเดือด‘เครนล้ม-คานถล่ม’ สะเทือนศรัทธางานก่อสร้างรัฐ

เริ่มศักราชใหม่ 2569 ปีม้าไฟ ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ ประเทศไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมรุนแรงจากอุบัติเหตุบนพื้นที่การก่อสร้างโครงการใหญ่ด้านคมนาคมติดต่อกันถึง 2-3 วัน ชนิดที่ตั้งรับไม่ทันและยากเกินกว่าจะปล่อยผ่าน

เริ่มจากวันที่ 14 มกราคม 2569 เกิดอุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการทางรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 3-4 ช่วง ลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ตกทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ 21 เส้นทางกรุงเทพมหานคร-อุบลราชธานี มีผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสิ้น 161 คน บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ขณะที่รถไฟขบวนดังกล่าวกำลังวิ่งผ่านจุดก่อสร้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 30 ราย บาดเจ็บสูงถึง 69 ราย

ถัดมาเพียงข้ามวัน ในวันที่ 15 มกราคม 2569 ก็เกิดเหตุคานปูน (Segment) และเครน (Launching Gantry Crane) โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M82 ทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 7 บนถนนพระราม 2 พังถล่มใส่รถกระบะ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซ้ำร้ายจากนั้นก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งถนนทรุดตัวจากการที่ท่อน้ำประปาแตก รวมถึงเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณจุดที่ถล่มระหว่างการเคลื่อนย้ายซากเหล็กที่พังลงมา แต่เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้

อุบัติเหตุที่มาจากการก่อสร้างโครงการของรัฐบาลที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และทวีคูณความรุนแรงจนเป็นเหตุต้องสูญเสียชีวิตประชาชนหลายครั้ง จึงไม่อาจมองเป็นเพียงอุบัติเหตุ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนรุนแรงให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หรือเอกชนต้องทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบ ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องหวาดกลัวกันไปอย่างไม่จบสิ้น

⦁เปิดสาเหตุของทั้ง 2 อุบัติเหตุร้ายแรง

Advertisement

ทั้งสองโครงการของภาครัฐ รับผิดชอบดำเนินการก่อสร้าง โดย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD หนึ่งในบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของไทยภายหลังที่เกิดเหตุการณ์อุบัติเหตุขึ้น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ทางกระทรวงส่งหนังสือไปยังบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ยุติการก่อสร้างทุกโครงการของบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงคมนาคมไว้ก่อน 7-15 วัน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญจากสภาวิศวกรและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เข้าตรวจสอบเครื่องจักร อุปกรณ์ และมาตรฐานความปลอดภัยอย่างละเอียด

ภายหลังจากครบกำหนด 7 วัน ตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน

ทางกระทรวงคมนาคม โดยพิพัฒน์ และ จิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) ได้แถลงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีอุบัติเหตุจากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ 2 กรณีดังกล่าว

จิระพงศ์ระบุว่า ผลตรวจสอบเบื้องต้นจากอุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการทางรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 3-4 ช่วง ลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด พบว่า เกิดจากความผิดพลาดของผู้รับเหมาเอกชน คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน การปิดทางตามที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่มีการแจ้งสถานีรถไฟเพื่อระงับการเดินรถก่อนเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ก่อสร้าง ส่งผลให้เครนหรือ Launcher Gantry เคลื่อนตัวขณะขบวนรถไฟวิ่งผ่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสัญญาอย่างร้ายแรง

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่าวัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟและหลงเหลืออยู่ด้านล่าง เป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support) สอดคล้องกับสภาพบริเวณคานรองรับด้านบนที่มีร่องรอยการติดตั้ง Front Support ก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ Front Support เข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่

จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุเกิดจาก “การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้า” (Front Support) ของเครนเอียงล้ม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครน (Tied-down) ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ Front Support ล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง ระหว่างการทำงานของเครนดังกล่าว

ด้านผลตรวจสอบถนนพระราม 2 (M82) จิระพงศ์ระบุ ส่วนกรณี ถนนพระราม 2 (M82) จากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งในชั้นนี้ได้ดำเนินการโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลางซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น วัตถุพยาน (ภาพถ่าย, ภาพเคลื่อนไหว) เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า จุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support) ของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา

โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ (Support) และระบบยึดรั้งของเครน (Tie-down) รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จำต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียดรายการคำนวณ และขั้นตอนการติดตั้งของเครน (Launching Gantry Crane) การวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการรับน้ำหนักเทียบกับแบบก่อสร้าง รวมถึงการตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติงาน

⦁ยกเลิกสัญญาผู้รับเหมา

อุบัติเหตุร้ายจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่เพียงคร่าชีวิตและสร้างบาดแผลให้กับสังคม หากยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลงานก่อสร้างของรัฐอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการนำไปสู่ขั้นตอน “การเลิกสัญญา” หรือขึ้นบัญชีดำ กับผู้รับเหมาเอกชน แต่การเลิกสัญญาก็ไม่ง่าย เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมโครงการแล้วนั้น ผู้รับเหมาจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่รัฐมีสิทธิเลิกสัญญา 5 ข้อ ได้แก่ 1.ผิดสัญญาอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย ไม่เริ่มงาน, ทิ้งงาน, ทำงานล่าช้าเกินกำหนด และไม่แก้ไข 2.ผลงานไม่ได้มาตรฐาน 3.ขาดคุณสมบัติ ประกอบด้วย ล้มละลาย และการถูกเพิกถอนใบอนุญาต 4.กระทำทุจริต และ 5.ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแก้ไข

แต่อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์ระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลสามารถดำเนินการเลิกสัญญาได้ เนื่องจากสัญญาทั้ง 2 ฉบับ เป็นสัญญาทางปกครอง มีหลักการสำคัญคือมีอำนาจเหนือข้อกฎหมายทั่วไป เพราะเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะ เน้นการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก และจากเหตุผลดังกล่าวรัฐมีความพร้อมที่จะบอกเลิกสัญญาเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม

พร้อมระบุ กระทรวงคมนาคมมีความจำเป็นต้องดำเนินการเลิกสัญญากับทางอิตาเลียนไทย ในโครงการก่อสร้างโครงการทางรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 3-4 ช่วง ลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด แม้โครงการจะสำเร็จไปแล้วกว่า 90% โดย อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. พิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้ายในวันที่ 29 มกราคม 2569 ซึ่งมั่นใจว่า หากมีการยกเลิกสัญญาไป คิดว่าถูกเอกชนฟ้องร้องแน่นอน หากทางเอกชนจะฟ้อง เราก็ต้องรับ

“ยอมรับว่า รู้สึกหนักใจ แต่จำเป็นจะต้องยกเลิกสัญญาเนื่องจากต้องดูเรื่องความปลอดภัยสาธารณะเป็นหลัก และทั้งสองโครงการเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและเกิดเหตุติดๆ กัน โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมบัญชีกลางแล้ว และได้รับคำแนะนำว่าสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายปกครองในการเลิกสัญญาได้ แม้อาจต้องเผชิญการฟ้องร้องจากบริษัทเอกชน” พิพัฒน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการพระราม 2 พิพัฒน์ระบุ เหตุเกิดขึ้นในช่วงที่ไซต์งานหยุดการทำงานแล้ว ภายหลังเวลา 05.00 น. ตามเงื่อนไขการคืนผิวจราจรให้ประชาชน ส่งผลให้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ว่าเกิดจากความบกพร่องของอุปกรณ์ ความประมาทเลินเล่อ หรือเป็นเหตุสุดวิสัย จำเป็นต้องรอผลการสืบสวนด้านเทคนิคและวิศวกรรมอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงยังไม่มีการตัดสินใจยกเลิกสัญญาในระยะนี้

ด้าน ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ระบุ ทางกรมทางหลวงยังไม่ตัดสินใจที่จะเลิกสัญญา แต่ยอมรับว่าไม่ไว้ใจในการก่อสร้าง จึงได้สั่งให้บริษัทอิตาเลียนไทยหยุดการก่อสร้างโครงการในสัญญาออกไปก่อน จนกว่าจะได้ผลการตรวจสอบที่ชัดเจน

นอกจากนี้ กรมทางหลวงจะดำเนินการควบคู่กัน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ โดยมีทั้งคณะกรรมการของกระทรวงคมนาคมและกรมทางหลวง 2.ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาและเอกสารแนบท้าย เพื่อพิจารณาสิทธิในการบอกเลิกสัญญา 3.ตั้งคณะกรรมการเตรียมความพร้อมกรณีบอกเลิกสัญญา โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดและกรมบัญชีกลางเข้าร่วม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบ ถูกต้องตามกฎหมาย และคุ้มครองประโยชน์ของรัฐ

⦁อิตาเลียนไทยขอโอกาสรับผิดชอบ

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมและกระแสเรียกร้องความรับผิดชอบ หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน พร้อมเข้าสู่ทุกกระบวนการตรวจสอบและยอมรับผลการพิจารณาอย่างไม่มีข้อแก้ตัว

โดย สุเมธ สุรบถโสภณ รองประธานบริหารอาวุโส ITD เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ทางบริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมรับผิดชอบต่อความผิดพลาดทุกประการ โดยในเบื้องต้นได้เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตทันที โดยไม่รอขั้นตอนเอกสาร พร้อมจัดเตรียมเงินเยียวยารายละกว่า1 ล้านบาท ควบคู่กับค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัยและการรถไฟแห่งประเทศไทย

ขณะเดียวกัน ITD ชี้แจงถึงข้อสงสัยเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย โดยยืนยันว่าการเร่งรัดงานก่อสร้างในช่วงโค้งสุดท้ายของโครงการ ทำให้จำเป็นต้องเช่าเครื่องจักรเพิ่มเติมในบางจุด แต่เครื่องจักรทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบจากบริษัทที่ปรึกษาและผู้ควบคุมงานอย่างเข้มงวดตามหลักวิศวกรรม พร้อมปฏิเสธข้อครหาว่าปัญหาสภาพคล่องทางการเงินส่งผลให้มีการลดมาตรฐานหรือสเปกงานก่อสร้าง

“ย้ำว่า บริษัทมีระบบกำกับดูแลความปลอดภัยที่เข้มงวด และได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อพิจารณาบทลงโทษกรณีความประมาทอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของทุกโครงการ” สุเมธกล่าว

ทั้งนี้ สุเมธระบุทิ้งท้าย ส่วนกระแสข่าว ITD เตรียมฟ้องร้องภาครัฐนั้น บริษัทปฏิเสธอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยขอโอกาสจากสังคมในการปรับปรุงการทำงาน และให้คำมั่นว่าจะยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

หวังเพียงว่า บทเรียนราคาแพงนี้ จะนำไปสู่การเข้มงวดความปลอดภัยในงานก่อสร้างของรัฐอย่างแท้จริงเสียที…