
จาก CES 2026 ถึงผู้ประกอบการไทย
เทคโนโลยีใหม่กับโจทย์ของโลกยุคถัดไป
งาน CES (Consumer Electronics Show) ซึ่งจัดโดย Consumer Technology Association (CTA) ของสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในงานแสดงเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลกมาอย่างยาวนาน
เดิมที CES อาจถูกมองว่าเป็นเวทีเปิดตัวสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของงานนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากพื้นที่โชว์นวัตกรรม กลายเป็นเวทีที่สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมและวิธีการทำธุรกิจของโลกยุคถัดไป
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองไปดูกันว่า งาน CES 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่นครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2026 มีประเด็นอะไรที่สะท้อนโจทย์สำคัญและกำลังส่งสัญญาณมาถึงผู้ประกอบการไทยบ้างครับ
ประเด็นที่หนึ่ง: จาก Smart Devices สู่ Zero-Labor Systems
หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยีจาก “อุปกรณ์อัจฉริยะ” ไปสู่ “ระบบที่ออกแบบมาเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานมนุษย์” อย่างเป็นรูปธรรม
เทคโนโลยีจำนวนมากในงานไม่ได้พยายามทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับข้อจำกัดที่โลกธุรกิจกำลังหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือแรงงานที่หายากขึ้น ค่าแรงที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนในการจัดการคน
แนวคิด Zero Labor Home ของ LG ไม่ได้นำเสนอในฐานะบ้านอัจฉริยะสำหรับคนรักเทคโนโลยี แต่เป็นระบบที่ใช้ AI และระบบอัตโนมัติในการจัดการงานภายในบ้านอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้า การจัดการพลังงาน ไปจนถึงการเฝ้าระวังความปลอดภัย
ในทิศทางเดียวกัน Samsung นำเสนอระบบ SmartThings ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการจัดการอาคารและที่อยู่อาศัย มากกว่าการเป็นเพียงแพลตฟอร์มเชื่อมอุปกรณ์ ระบบลักษณะนี้ช่วยให้การควบคุม ดูแล และตัดสินใจทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องอาศัยคนควบคุมตลอดเวลา
แนวคิด Zero-Labor ยังปรากฏในภาคค้าปลีกและโลจิสติกส์ ผ่านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์บริการที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานซ้ำๆ ในพื้นที่จริง เช่น การจัดเรียงสินค้า การตรวจสอบสต๊อก หรือการเคลื่อนย้ายภายในคลังสินค้า
เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะนวัตกรรมทดลอง แต่เป็นคำตอบของปัญหาที่องค์กรเผชิญอยู่แล้ว นั่นคือ ความไม่สม่ำเสมอของแรงงานและต้นทุนการจัดการที่ควบคุมได้ยาก
สำหรับผู้ประกอบการไทย ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้ติดขัดเพราะขาดโอกาสทางการตลาด แต่ติดขัดเพราะไม่สามารถออกแบบระบบการทำงานที่พึ่งพาแรงงานมนุษย์ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ปัญหาคนลาออก คนขาด ความต่อเนื่องของคุณภาพงาน และต้นทุนแฝงด้านการจัดการ กำลังกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของการเติบโต
ประเด็นที่สอง: เมื่อ AI ออกจากหน้าจอ และเริ่มมองโลกแทนมนุษย์
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ การเปลี่ยนตำแหน่งของ AI จากเครื่องมือที่รอคำสั่งบนหน้าจอ ไปสู่เทคโนโลยีที่ “รับรู้โลกและตัดสินใจร่วมกับมนุษย์” แบบเรียลไทม์
AI ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานเฉพาะตอนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่เริ่มถูกฝังอยู่ในสายตา การได้ยิน และการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ด้วย
Meta และพันธมิตรด้านฮาร์ดแวร์ ที่นำเสนอ smart glasses ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์สิ่งที่ผู้ใช้มองเห็นแบบทันที ตั้งแต่การแปลภาษา ป้าย สัญลักษณ์ ไปจนถึงการดึงข้อมูลประกอบสถานการณ์ตรงหน้า
ขณะที่ Qualcomm แสดงศักยภาพของชิป AI สำหรับอุปกรณ์สวมใส่ ที่สามารถประมวลผลภาพ เสียง และบริบทได้บนอุปกรณ์โดยตรง ทำให้ AI ตอบสนองได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งคลาวด์ตลอดเวลา
แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ใช้งานทั่วไป แต่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับงานภาคสนาม งานบริการ และงานที่ต้องตัดสินใจหน้างาน เช่น การซ่อมบำรุง การดูแลลูกค้า โลจิสติกส์ หรือแม้แต่การแพทย์
เทคโนโลยี AI ที่ “ออกจากหน้าจอ” จึงหมายถึงการลดช่องว่างระหว่างข้อมูลกับการลงมือทำ ซึ่งเป็นต้นทุนที่องค์กรสูญเสียมานาน
ธุรกิจจำนวนมากของไทยเกิดขึ้นนอกโต๊ะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงงาน โรงแรม ไซต์ก่อสร้าง หรือภาคบริการ AI ที่สามารถรับรู้สถานการณ์จริงและสนับสนุนการตัดสินใจหน้างาน จึงอาจเปลี่ยนวิธีทำงานได้ลึกกว่าซอฟต์แวร์บนหน้าจอ
ประเด็นที่สาม: จุดจบของสินค้าที่ทำได้แค่อย่างเดียว
การที่อุปกรณ์จำนวนมากไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป แต่ถูกพัฒนาให้รวมหลายบทบาทไว้ในชิ้นเดียว และสามารถต่อยอดการใช้งานได้ตามบริบทที่เปลี่ยนไป
แนวโน้มนี้สะท้อนว่า สินค้าที่ “เก่งอย่างเดียว” กำลังตอบโจทย์โลกธุรกิจและการใช้ชีวิตได้น้อยลงอย่างรวดเร็ว
Withings Body Scan 2 ซึ่งถูกนำเสนอในงาน CES 2026 ในฐานะเครื่องชั่งน้ำหนัก แต่บริษัทตั้งใจ reposition มันให้เป็น “longevity station” มากกว่าการวัดน้ำหนักเพียงค่าเดียว
อุปกรณ์ชิ้นนี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระบบหัวใจ ระบบเผาผลาญ ไปจนถึงตัวชี้วัดความเสี่ยงด้านสุขภาพบางประเภท โดยใช้ข้อมูลจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน
Aqara Smart Lock U400 ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจน สมาร์ตล็อกตัวนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ล็อก-ปลดล็อกประตู” แต่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับระบบเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะใกล้ (Ultra-Wideband) เพื่อปลดล็อกแบบ hands-free และรองรับมาตรฐานกลางอย่าง Matter และ ARO ซึ่งช่วยให้ใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มหลากหลาย ไม่ผูกติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง อุปกรณ์ชิ้นเดียวจึงทำหน้าที่ได้ทั้งด้านความปลอดภัย ความสะดวก และการเป็นส่วนหนึ่งของระบบบ้านอัจฉริยะ
Roborock Saros Rover ซึ่งถูกนำมาแสดงในงาน CES 2026 แม้ยังอยู่ในสถานะ concept ก็สะท้อนแนวคิดเดียวกันอย่างชัดเจน หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดพื้นราบเท่านั้น แต่สามารถไต่บันได ข้ามระดับพื้น และทำงานได้ทั้งบ้านโดยไม่ต้องใช้หลายอุปกรณ์แยกกัน
Mercedes-Benz Drive Assist Pro ที่ถูกทดสอบจริงในงานก็สะท้อนการก้าวข้ามอุปกรณ์ single-purpose ระบบนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยขับรถบนทางหลวง แต่สามารถทำงานได้ทั้งในเมืองและสภาพแวดล้อมซับซ้อน โดยอาศัยข้อมูลจากเรดาร์ กล้อง และเซ็นเซอร์จำนวนมาก ระบบช่วยขับจึงกลายเป็นโครงสร้างการตัดสินใจร่วมระหว่างมนุษย์กับ AI
บทสรุป
หากเรามองให้ลึกไปกว่าอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ถูกนำมาแสดงในงาน CES 2026 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ว่าโลกกำลังมีนวัตกรรมอะไรใหม่ แต่คือ “วิธีคิด” ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยีไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่ออวดความล้ำอีกต่อไป หากแต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเข้าไปอยู่ในชีวิตจริง ลดภาระที่มนุษย์แบกไว้ และช่วยตัดสินใจในจุดที่โลกซับซ้อนเกินกว่าจะพึ่งสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้ประกอบการไทย โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่ว่าเราจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ได้เร็วแค่ไหน แต่คือเรามองธุรกิจของตนเองเป็น “สินค้า” หรือ “ระบบ” หากโลกกำลังเดินไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติ การตัดสินใจแบบเรียลไทม์ และอุปกรณ์ที่ปรับบทบาทได้
ธุรกิจที่ยังยึดติดกับโมเดลเดิม คนเดิม และวิธีคิดเดิม อาจเผชิญข้อจำกัดเร็วกว่าที่คาดครับ!!

