โจทย์ ‘ความสามารถแข่งขันไทย’ เอกชน-นักวิชาการ จี้ ‘ปิดแผล’ ปัญหาโครงสร้าง

2.02.26 | 10:20 น.
โจทย์‘ความสามารถแข่งขันไทย’ เอกชน-นักวิชาการ จี้‘ปิดแผล’

จากคำกล่าวในปาฐกถาพิเศษของ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา ตอนหนึ่งกล่าวว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2569-70 มีแนวโน้มโตต่ำกว่าศักยภาพ โดยชี้เหตุจากปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน คือ ผลิตภาพต่ำ (เศรษฐกิจโตต่ำ ธุรกิจไทยพัฒนาไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง ความสามารถในการแข่งขันลดลง) ภูมิคุ้มกันต่ำ (ครัวเรือน/ธุรกิจ/เอสเอ็มอี เปราะบางหนี้ท่วม ความสามารถในการรับสต๊อกต่ำ) และเหลื่อมล้ำสูง (เอสเอ็มอี/ประชาชน ขาดโอกาสในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม) ดังนั้น เศรษฐกิจไทยเต็มศักยภาพควรโตได้เกิน 2.5% ก็จะโตต่ำกว่า 2% ในปี 2569 แม้จะดีขึ้นในปี 2570 แต่ยังโตแค่ 2.2-2.3%

โฟกัสเฉพาะความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงนั้น ต้องหาสาเหตุและจากนี้จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยได้อย่างไร!!

⦁ศักยภาพแข่งขันไทย ‘ย่ำอยู่กับที่’

เรื่องนี้ อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นว่า ช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยมีลักษณะทรงตัวและขาดพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากผลการจัดอันดับของ IMD World Competitiveness Center ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคง “ย่ำอยู่กับที่” ในเวทีการแข่งขันระดับโลก โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ 30 ของโลก ปี 2558 แม้ปรับอันดับดีขึ้นเล็กน้อยปี 2563 อยู่อันดับ 29 แต่ปี 2568 อันดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศกลับลดลง อยู่อันดับ 30 อีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวในเชิงโครงสร้างยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เมื่อพิจารณาในบริบทของภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน เป็นรองเพียงสิงคโปร์ อยู่อันดับ 2 ลงจากที่ 1 ขณะที่มาเลเซียอยู่อันดับ 23 เพิ่มขึ้นจากอันดับ 27

⦁จี้รัฐเร่งรื้อโครงสร้างแต่ละด้าน

Advertisement

เมื่อพิจารณาศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเชิงรายด้าน และทำการเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค ได้แก่ สิงคโปร์และมาเลเซีย พบว่าสถานะของศักยภาพการแข่งขันของไทยในทั้ง 4 ด้านหลัก ยังคงอยู่ในระดับที่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพภาครัฐ, ผลิตภาพแรงงานและประสิทธิภาพภาคธุรกิจ, โครงสร้างเศรษฐกิจและศักยภาพการเติบโต รวมถึงทุนมนุษย์ การวิจัย และการพัฒนา ซึ่งผลการเปรียบเทียบสะท้อนว่าประเทศไทยมีสถานะอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ หรือต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียในหลายมิติสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความท้าทายของประเทศไทยมิได้จำกัดอยู่ที่ผลลัพธ์ด้านอันดับความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการรื้อปรับโครงสร้างเชิงระบบ ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับขีดความสามารถในแต่ละด้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในบริบทของการแข่งขันระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

⦁4 ปัจจัยฉุดรั้ง ศก.-รายได้ประเทศ

อัทธ์ระบุอีกว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้านของศักยภาพการแข่งขัน ได้แก่ ประสิทธิภาพภาครัฐ, ผลิตภาพแรงงานและภาคธุรกิจ, โครงสร้างเศรษฐกิจ และทุนมนุษย์และการวิจัยพัฒนา ได้ส่งผลเชิงลบต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนมาเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะเดียวกัน ศักยภาพด้านการส่งออกและภาคการผลิตของไทยเริ่มเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก
ได้รวดเร็วกว่า

“ในด้านทุนมนุษย์ พบว่าโครงสร้างและคุณภาพแรงงานของไทยยังไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะที่ระบบการผลิตกำลังคนและบัณฑิตยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดในการยกระดับเศรษฐกิจสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างเหล่านี้สะท้อนออกมาในรูปของรายได้ต่อหัวของประชากรที่อยู่ในระดับปานกลางและไม่สามารถขยับขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเผชิญกับภาวะกับดักรายได้ปานกลางอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครัวเรือนไทยมีหนี้สินอยู่ในระดับสูงของอาเซียน” อัทธ์กล่าว

⦁ไทยบนเวทีโลกสู้กับความไม่แน่นอน

ด้าน นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ภายใต้บริบทดังกล่าว “ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงความสามารถในการเติบโต แต่หมายถึงความสามารถยืนหยัดและปรับตัวได้อย่างมั่นคงในโลกที่ไม่แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ภาพสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติและภาคธุรกิจระหว่างประเทศในระยะหลัง คงมองประเทศไทยในทิศทางบวก โดยเห็นว่าไทยเป็นประเทศมีความพร้อม มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน โดยเฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่มีความมั่นคง เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

จุดแข็งนี้สะท้อนชัดผ่านความสนใจของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center & Cloud Services, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยตัวเลขการลงทุนยืนยันอย่างชัดเจน โดยปี 2568 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่ม 67% จากปี 2567 สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มียอดคำขอ 1.36 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วน 72% ของยอดคำขอทั้งหมด เพิ่ม 66% สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้า นอกจากนี้ นักลงทุนให้ความสำคัญกับความพยายามของไทยยกระดับมาตรฐานการค้า การผลิต และกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนในยุคใหม่

⦁ความท้าทายของ ปท.ศก.ขนาดกลาง

ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติสะท้อนข้อกังวลที่เป็น “ความท้าทายตามธรรมชาติ” ของประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง เช่น กำลังแรงงานในระยะยาวจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ระดับหนี้ครัวเรือน ต้นทุนพลังงาน และความต่อเนื่องของนโยบายในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ประเด็นนี้เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น ภาครัฐตระหนักถึงข้อกังวลนี้ และกำลังเร่งดำเนินมาตรการเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว ทั้งพัฒนาทักษะแรงงาน ปฏิรูปกฎระเบียบ และวางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่

⦁‘ปฏิรูป-ยกระดับ-ต่อเนื่อง’ สำคัญสุด

นันทพงษ์กล่าวเสริมว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน นักลงทุนมองว่าแต่ละประเทศมีจุดแข็งแตกต่างกัน และไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงในทุกมิติ สำหรับไทย จุดเด่นคือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ระบบโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพ และคุณภาพชีวิตที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ เหมาะกับการลงทุนที่ต้องการเสถียรภาพและมาตรฐานการผลิตระดับสูง ขณะที่เวียดนามเด่นด้านอัตราการเติบโตและต้นทุนแรงงาน อินโดนีเซียแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติและตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ นักลงทุนจำนวนมากจึงมองว่า ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นประเทศมีบทบาทเกื้อหนุนกันในห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาคมากกว่าเป็นคู่แข่ง ซึ่งการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดย IMD ประจำปี 2568 จัดให้ไทยอยู่อันดับ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับจากปีก่อนหน้า และอยู่อันดับเดียวกับปี 2566 พิจารณาเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ไทยอยู่อันดับ 3 สะท้อนว่าขีดความสามารถของไทยอยู่ในระดับปานกลาง แต่ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการขยับอันดับในระยะต่อไป โดย IMD ประเมินจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ไทยมีจุดแข็งในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน เงินเฟ้อ และหนี้สาธารณะในระดับต่ำ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโทรคมนาคม ขณะเดียวกัน ยังมีช่องว่างประเด็นผลิตภาพแรงงาน ความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐ และความทั่วถึงของบริการด้านสุขภาพและการศึกษา เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างใกล้ชิด โดยการส่งออกคงเป็นเครื่องจักรสำคัญ ข้อมูลล่าสุด WTO ปี 2567 ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอันดับ 27 ของโลก หรือสัดส่วน 1.2% เป็นผู้นำเข้าอันดับ 23 ของโลก หรือสัดส่วน 1.2% สะท้อนบทบาทห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ปี 2568 ไทยส่งออกขยายตัว 12.9% แม้แนวโน้มปี 2569 ชะลอลง แต่ยังมีแรงหนุนจากอุปสงค์กลุ่มสินค้าเทคโนโลยี AI และความมั่นคงทางอาหาร

“นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นประเทศมีศักยภาพในระยะยาว มีบทบาทสำคัญ ในเศรษฐกิจอาเซียนและเป็นฐานการลงทุนที่มั่นคงท่ามกลางโลกที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม การรักษาและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การยกระดับทักษะแรงงาน และความต่อเนื่องของนโยบายอย่างจริงจัง การแข่งขันในยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องของต้นทุนอย่างเดียว แต่คือแข่งขันด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน หากไทยเดินหน้าในทิศทางนี้ ไทยคงมีที่ยืนที่แข็งแรงในเวทีโลก และสามารถก้าวสู่บทบาทที่สูงขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกในอนาคต” นันทพงษ์กล่าว

⦁5 แนวทางเพิ่มขีดแข่งขันให้ไทย

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) มองถึงขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกว่า

ประเทศไทยคงมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกในระดับ “ปานกลางและมีโอกาสดีขึ้นได้” แต่ยังไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือห่วงโซ่มูลค่าสูงได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งที่ไทยมีจุดแข็ง คือ โครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่เกษตร อาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป ถึงอุตสาหกรรมการผลิตขั้นกลาง ภาคเอกชนมีความยืดหยุ่นสูง และมีประสบการณ์รับมือกับความผันผวนเศรษฐกิจโลก และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน แต่ขีดความสามารถแข่งขันของไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง อาทิ ต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์สูงขึ้นต่อเนื่อง พึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ทำให้มูลค่าเพิ่มภายในประเทศต่ำ และความล่าช้าปรับตัวของกฎระเบียบและนโยบายภาครัฐให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลก ขณะที่ไทยเริ่มเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ เช่น กับเวียดนาม ที่ได้เปรียบด้านความรวดเร็วและความชัดเจนของนโยบายการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มาเลเซียก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี อุตสาหกรรมขั้นสูงและแรงงานทักษะ และสิงคโปร์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โลจิสติกส์และการกำหนดกติกาการค้าระดับสากล

ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน สรท.เห็นว่าไทยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนี้ 1.ยกระดับโครงสร้างการส่งออกของไทย ต้องขยับจากการเป็นฐานการผลิตที่แข่งขันด้านต้นทุน สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และแบรนด์ของตนเอง

2.ปรับยุทธศาสตร์การค้าให้สอดรับกับโลกใหม่ กระจายความเสี่ยงด้านตลาด ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอย่างเต็มที่ และเชื่อมโยงการค้ากับประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม 3.ลดต้นทุนโลจิสติกส์และอุปสรรคทางการค้าเชิงระบบ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ ด่านศุลกากร และระบบเอกสารการค้าให้มีประสิทธิภาพและเป็นดิจิทัลมากขึ้น National Digital Trade Platform ซึ่งประเทศในโลกกำลังขยับในเรื่องนี้จริงจังเป็นรูปธรรม 4.เสริมสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชนอย่างเป็นรูปธรรมนโยบายด้านการค้าและการส่งออกต้องมีความชัดเจน ต่อเนื่อง และสามารถคาดการณ์ได้ โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดนโยบาย และ 5.เตรียมความพร้อมภาคธุรกิจไทยต่อกติกาการค้าโลกใหม่สนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ธนากรทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่เร่งยกระดับขีดความสามารถเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะกลางถึงระยะยาว เป็นโจทย์อยากให้รัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง เร่งทำเป็นอันดับต้นๆ