ปี2569 เป็นปีที่ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานในแวดวงธุรกิจ ทั้งในระดับวางกลยุทธ์ จนถึงระบบปฏิบัติการ รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) ย้ำว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คนทั่วโลกได้รู้จัก AI และได้ทดลองใช้ AI ในหลากหลายแพลตฟอร์ม มีความคุ้นเคยในการใช้งาน จากช่วงทดลองและทำความรู้จักกัน มาในปีนี้ เป็นปีที่ทุกองค์กรธุรกิจ จะนำ AI เข้ามาใช้ปรับกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง ตั้งแต่ระดับของการวางกลยุทธ์ธุรกิจไปจนถึงกระบวนการทำงานในระบบปฏิบัติการ จากรายงานล่าสุด เรื่อง 2026 AI Business Predictions ของ PwC บริษัทด้านที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าปี 2569 เป็นปีที่องค์กรธุรกิจ จะนำ AI เข้ามาใช้งานอย่างจริงจัง ตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ ไปจนถึงการปรับกระบวนการทำงาน โดยนำระบบ AI ที่เหมาะสมซึ่งมีให้เลือกอยู่ในตลาดจำนวนมากมาใช้งาน โดยเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างรายได้มากขึ้น
AI Transform ธุรกิจอย่างไร?
รุ่งโรจน์ ขยายความการเข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของภาคธุรกิจด้วย AI ว่า ปัจจุบัน AI มีการพัฒนาออกมาตอบโจทย์การทำงานหลากหลายรูปแบบ หลายแพลตฟอร์มของ AI สามารถนำมาใช้งานในกระบวนการทำงานที่ทำซ้ำได้ อย่างที่บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) มีการออกแบบระบบ AI ที่สามารถทำงานด้านการกรอกเอกสารคำร้องเรียนต่างๆ ได้ เช่น การร้องเรียนเรื่องการถูกหลอกลวง จากกลุ่มมิจฉาชีพ เราพัฒนาระบบที่สามารถรับเรื่องร้องเรียน แล้วนำเรื่องร้องเรียนมากรอกในเอกสาร เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไปได้ ลดภาระของผู้ร้องเรียนและเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน และลดระยะเวลาในการทำงานจากปกติ 1-2 สัปดาห์ สามารถทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน จนจบกระบวนการด้านเอกสาร เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มอย่าง RealVision ที่นำมาใช้ในการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกให้กับลูกค้าองค์กรแต่ละองค์กร เพื่อใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ และบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อลดภาระในการบริหารจัดการข้อมูลขององค์กร ที่ปกติต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่ระบบของ RealVision สามารถลดระยะเวลาการทำงานในการรวบรวมข้อมูล และผู้บริหารสามารถใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการองค์กรได้แบบเรียลไทม์ เป็นต้น อีกทั้งปัจจุบัน AI มีการพัฒนาให้สามารถช่วยการทำงานในระดับของการบริหารจัดการได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น นำ AI ใช้ในงานด้านระบบบัญชี อย่างการนำใบเสร็จมากรอกเข้าสู่ระบบ จนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและการประมวลผลข้อมูล ทำให้นักบัญชีทำงานได้ง่ายและประหยัดเวลาในการทำงานได้มากขึ้น รวมทั้งการนำ AI เข้าไปใช้ในกระบวนการผลิต โดยการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบเซ็นเซอร์ IoT เพื่อวางแผนการบำรุงรักษาเครื่องจักร ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอัตโนมัติ ตั้งแต่การคัดขนาดของสินค้า เป็นต้น ในขณะที่งานด้านการบริการและการตลาด AI สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลฐานลูกค้า พฤติกรรมการใช้จ่ายไปจนถึงสามารถประมวลผลและคาดการณ์การตลาดในอนาคต เพื่อประโยชน์วางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ถึงการผลิตให้กับผู้ประกอบการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า
“ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนา AI และฝึก AIซึ่งเป็นสมองกล ให้ทำงานที่มีความหลากหลาย จากการทดสอบและทดลองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน AI สามารถนำมาใช้งานในเชิงธุรกิจได้อย่างจริงจัง และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงธุรกิจ ให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน บริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ทำให้บุคลากรของแต่ละบริษัทต่อยอดการทำงานที่ใช้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น เพราะงานประเภทที่ต้องทำซ้ำๆ สามารถใช้ AI ทำแทนได้”
จากผลงานวิจัยเรื่อง Value in Motion ของ PwC ปี 2568 ระบุว่า เทคโนโลยี AI มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตให้กับเศรษฐกิจโลกได้มากถึง 15% ในทศวรรษหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเฉลี่ย 1% ต่อปี เทียบเท่ากับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 และ จากผลการสำรวจของ Global AI Jobs Barometer ปี 2568 ระบุว่า ตั้งแต่มีการนำ AI มาใช้ปี 2565 อุตสาหกรรมที่นำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างเข้มข้น เช่น การให้บริการทางการเงินและซอฟต์แวร์ มีอัตราการเติบโตของผลิตภาพสูงถึงเกือบ 4 เท่าตัว จากอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7% ระหว่างปี 2561-2565 เพิ่มเป็น 27% ในปี 2561-2567 ในทางกลับกัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้ AI น้อยสุด เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ โรงแรมและที่พัก พบว่ามีอัตราการเติบโตของผลิตภาพ ลดลงจากอัตราเฉลี่ย 10% เหลือ 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
AI เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล
จากผลการศึกษาของ ธนาคารโลก ระบุว่า การนำ AIเข้ามาใช้ในประเทศไทย จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้มีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2569 และจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ โดยอุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนด้วย AI คือ อุตสาหกรรมการเงิน การชำระเงินดิจิทัล ฟินเทค ซอฟต์แวร์ และวิศวกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูง นอกจากนี้ ยังนำมาใช้ในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
โดยปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอยู่ที่ 5.33 ล้านล้านบาท หรือเติบโตสูงถึง5% เทียบกับปี 2567 และมีอัตราการเติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยในปี 2568 ที่มีอัตราการเติบโตประมาณ 2.1% และคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะเติบโตที่ 4.2-5% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยรวมในปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 1.3-15% ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
“ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันและอนาคต ผมมองว่า AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้มากขึ้น รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกโฉมธุรกิจ ในการบริหารจัดการต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไปจนถึงการเป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ ได้อย่างจริงจัง ช่วยให้คนทำงานได้ง่ายขึ้นและพัฒนาตัวเองไปสู่งานในระดับที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างมูลค่าผลผลิตได้มากขึ้นโดยมี AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยทำงาน AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนทำงานได้ง่ายและใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่าการทำงานประจำ (Routine)” รุ่งโรจน์กล่าวทิ้งท้าย

