เทรนด์การท่องเที่ยวที่มาแรงแซงทางโค้งสุดๆ ของปี 2569 คือ การท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาร่างกายและจิตใจของตัวเอง ออกไปค้นหาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ หลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน เติมพลังงานดีๆ ก่อนกลับมาต่อสู้ในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
สอดคล้องกับแคมเปญหลักของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถือเป็นแม่ทัพหลักในการทำตลาดด้านการท่องเที่ยว ทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์ ยกระดับสินค้าและบริการ รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวระดับสูงให้ได้ โดยล่าสุดได้ออกแคมเปญ Feel All The Feelings: เปิดตัว ลิซ่า ลลิษา มโนบาล เป็นอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แอมบาสเดอร์ (Amazing Thailand Ambassador) เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์และเรื่องราวของเมืองไทยผ่านมุมมองใหม่ ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยภาพถ่ายประชาสัมพันธ์
เปิดภาพแรกด้วยวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สัมผัสความสง่างามตระการตาท่ามกลางแสงเทียนยามค่ำคืน ที่จะพาผู้เที่ยวชมได้ดำดิ่งกลับสู่เรื่องราวของอดีต ซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันด้วยความงดงาม ลึกลับ และเสน่ห์อย่างมีมนต์ขลังที่ยากจะละสายตาสัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย เป็นการเปิดฤดูการท่องเที่ยวภาคเหนือได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยเฉพาะหากย้อนไปดูช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ถึงต้นเดือนมกราคม 2569 พบว่า ประชากรไทยอัพเดตล่าสุดประมาณ 65 ล้านคน แต่ประมาณ 60 ล้านคนเช็กอินเที่ยวภาคเหนืออยู่ในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดฮิต

จังหวัดไฮไลต์ของภาคเหนือหนีไม่พ้นเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งมีการรองรับนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมเยือนปีละหลายล้านคน และยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกจำนวนมาก ด้วยกายภาพของจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ มีโรงแรมทุกระดับดาวพร้อมให้บริการ ร้านอาหารหลากหลายรูปแบบ และแหล่งท่องเที่ยวให้เลือกทุกสไตล์ทั้งในเมือง หรือธรรมชาตินอกเมือง ที่พร้อมโอบล้อมรอบตัว
พาชมแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของจังหวัดเชียงใหม่ สำหรับคนที่หลงรักสัตว์ใหญ่ ถือเป็นการจับกระแสสังคมที่กำลังร้อนแรงในเรื่องช้างป่าอย่างสีดอหูพับ ที่ล้มลงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีคำถามถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้รับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านการหาตัวผู้กระทำความผิดในขั้นตอนใดก็ตามมาลงโทษให้ได้

สลับภาพมายังแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่พูดถึงคือ ปางช้างแม่แตง ปางช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นเปิดมาตั้งแต่ปี 2538 จากจำนวนช้าง 3 เชือก ภายในเนื้อที่ 5 ไร่ จนขณะนี้มีช้างที่ดูแลอยู่กว่า 70 เชือก ลดลงจากเดิมประมาณ 100 เชือกในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดเมื่อปี 2563 มีจำนวนพนักงานจากเดิมกว่า 500 ชีวิต ตอนนี้เหลือประมาณ 320 คน เพื่อให้สามารถดูแลช้างได้อย่างทั่วถึง ไม่แตกต่างจากปางช้างในจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งจากโควิดและอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ ส่งผลให้จากเดิมที่มีปางช้างกว่า 90 แห่ง ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 40-50 แห่งเท่านั้น
บุญทา ชัยเลิศ ประธานบริหารปางช้างแม่แตง ระบุอีกว่า ภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนการเลี้ยงดู การบริหารจัดการปางช้างมีต้นทุนคงที่สูงมาก โดยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูช้างต่อเชือกอยู่ที่ประมาณ 35,000-50,000 บาทต่อเดือน ซึ่งรวมค่าอาหารและควาญช้าง หากช้างป่วยจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักแสนบาทต่อครั้ง เนื่องจากต้องใช้ยาและน้ำเกลือในปริมาณมหาศาลตามน้ำหนักตัว ถือเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนสูงมาก โดยรายได้หลักในตอนนี้ไม่ได้มาจากช้างเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการขายแพคเกจแบบรวม (Package) อาทิ การนั่งช้าง ร่องแพริมน้ำ ร้านอาหาร และร้านกาแฟ เพื่อนำรายได้มาจุนเจือค่าใช้จ่ายของทั้งช้างและพนักงาน โดยเฉพาะการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ความต้องการก็เปลี่ยนแปลงไป ขณะนี้แม้รายได้จะเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่สถานการณ์ยังไม่กลับสู่สภาวะปกติ 100% เนื่องจากตลาดจีนซึ่งเป็นกลุ่มหลักยังไม่กลับมาเต็มตัว ซึ่งสาเหตุก็มาจากปัจจัยทั้งด้านการเมืองและการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของการท่องเที่ยวไทย

บุญทาเล่าต่อว่า เรามีโครงการสร้างศูนย์ความเป็นเลิศและโรงพยาบาลช้าง เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นโรงพยาบาลช้างขนาดใหญ่ในอำเภอแม่แตง โดยได้รับเงินบริจาคแล้วกว่า 80-90 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการขอสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลอีก 326 ล้านบาท ผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการรักษาช้างในระดับเอเชีย ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอถึงรัฐบาล มีข้อเสนอให้พิจารณาต้นแบบจากในอดีตที่มีกรมคชบาล หรือสถาบันที่ทำหน้าที่ดูแลช้างโดยเฉพาะเพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน มีอำนาจทางกฎหมายในการป้องกันไม่ให้ทุนเทาต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจปางช้าง เพราะเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของชาติ และป้องกันปัญหาการแอบแฝงเข้ามาในนามเอ็นจีโอ หรือนักอนุรักษ์ต่างๆ แต่กลับมาโจมตีวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างของไทย อาทิ การขี่ช้าง หรือการใช้ตะขอ เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์ผ่านการรับบริจาค

“อยากให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรม ช่วยเหลือให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ ไม่ให้เกิดสภาวะฝนตกไม่ทั่วฟ้าเหมือนในปัจจุบัน ที่จังหวัดสุรินทร์เป็นเพียงจังหวัดเดียวที่ได้รับเงินช่วยเหลือรายเดือนจากรัฐบาลผ่าน อบจ. ขณะที่แหล่งช้างสำคัญอื่นๆ อย่างเชียงใหม่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกัน” บุญทาฝากความหวังไว้
เมื่อเล่นกับช้างจนเต็มอิ่มและหมดแรงแล้ว แนะนำให้เดินทางต่อไปยังอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน น้ำพุร้อนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับทิศทาง Wellness Tourism ระดับโลก ทั้งในด้านภูมิประเทศ ธรรมชาติแวดล้อม และอัตลักษณ์ของพื้นที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่รับรู้ในระดับนานาชาติว่าเป็นเมืองแห่งการพักผ่อน การใช้ชีวิตอย่างสมดุล และวัฒนธรรมล้านนาที่เอื้อต่อการเยียวยา น้ำพุร้อนธรรมชาติไม่เพียงตอบโจทย์การผ่อนคลายทางกาย แต่ยังสามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์ Wellness เชิงลึก อาทิ การแช่น้ำแร่เพื่อฟื้นฟูร่างกาย การออกแบบกิจกรรมร่วมกับธรรมชาติ (Forest Therapy) การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพร และวิถีชีวิตล้านนา เข้ากับโปรแกรมดูแลสุขภาพยุคใหม่

เฉลิมศักดิ์ มากมูลผล ผู้จัดการกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ บรรยายว่า โครงการน้ำพุร้อนสันกำแพง เตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ภายใต้แผนพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศ โดยมุ่งเน้นการยกระดับบริการสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเต็มรูปแบบ เพื่อให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีแผนลงทุน 2 ระยะหลัก ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 400 ล้านบาท จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมปี 2570-2571

โครงการพัฒนาแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก ได้แก่ เฟสที่ 1 ใช้งบประมาณ 179 ล้านบาท ปัจจุบันเริ่มดำเนินการแล้ว จะเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบที่จอดรถ และระบบบริหารจัดการน้ำร้อน-น้ำเย็นให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น ส่วนเฟสที่ 2 งบประมาณ 250 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการออกแบบและเตรียมขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งจะรวมถึงการสร้างอาคารวารีบำบัด (Hydrotherapy) ศูนย์ดูแลสุขภาพ สปา และที่พักรูปแบบพูลวิลล่า (Pool Villa) ประมาณ 50 ห้อง คาดการณ์ว่าโครงการทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ปี 2570-2571 ตามเป้าหมาย
เฉลิมศักดิ์ระบุอีกว่า การพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่นี้ ถือเป็นการปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน เจาะกลุ่มลูกค้าในตลาดระดับบน หรือไฮเอนด์เป็นหลัก รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งสถิติปัจจุบันพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวไทย 80% และต่างชาติ 20% โดยตลาดหลักเป็นเกาหลี เมื่อพัฒนาโครงการสำเร็จ มีเป้าหมายปรับสัดส่วนนักท่องเที่ยวเป็นต่างชาติ 60% และไทย 40% เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว โดยจะมีการคัดกรองผู้รับบริการตามความต้องการ ทั้งกลุ่มท่องเที่ยวทั่วไปเข้ามาใช้บริการต้มไข่ แช่เท้า และกลุ่มที่ต้องการการบำบัดรักษาอย่างจริงจัง ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทยและแพทย์ปัจจุบัน โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากปัจจุบันปีละ 30-40 ล้านบาท ขึ้นสู่ระดับ 100 ล้านบาทต่อปี

อีกทั้งความมุ่งมั่นคือ ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มแข็ง โดยพนักงานทั้งหมดเป็นชาวบ้านในพื้นที่ 8 หมู่บ้าน และมีการจัดสรรกำไรสุทธิถึง 45% ให้แก่ชุมชน เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งวางแผนจะเปิดศูนย์ฝึกอบรมการนวดหลักสูตร 450 ชั่วโมง เพื่อยกระดับทักษะพนักงานและสร้างมาตรฐานใหม่ในการให้บริการ เพราะมีของดีอย่างน้ำแร่ธรรมชาติที่เป็นจุดขาย ทั้งคุณสมบัติที่ดีต่อผิวหนังและสุขภาพอยู่แล้ว
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนโฉมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจเชิงสุขภาพที่สร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดเชียงใหม่

