ไทยพร้อมแค่ไหน กับการยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

18.02.26 | 09:47 น.

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ได้พิจารณา “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท พัฒนาบุคลากรมากกว่า 2.3 แสนคน และสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ภายในปี 2593

ทำไมไทยต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์?

เซมิคอนดักเตอร์เป็นสินค้าที่ส่งผลต่อทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เนื่องจากอุปกรณ์ขนาดจิ๋วนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ในโทรศัพท์มือถือ หรือรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นสมองที่ควบคุมแทบทุกนวัตกรรม ตั้งแต่ AI ดาวเทียม ไปจนถึงยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ หากใครที่สามารถผลิตและควบคุมห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิปขั้นสูงได้ก็จะมีแต้มต่อเหนือประเทศอื่นอย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาว่าทำไมมหาอำนาจอย่างสหรัฐ และจีนจึงแข่งขันกันลงทุนในอุตสาหกรรมนี้อย่างดุเดือด และถ้าไทยไม่อยาก “ตกขบวน” ก็ต้องเร่งสร้างความพร้อมในสงครามเทคโนโลยียุคใหม่นี้เช่นกัน

ไทยยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทานโลก?

Advertisement

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากที่สุดในโลก โดยห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การออกแบบวงจรรวม การผลิตแผ่นเวเฟอร์ และการประกอบ-ทดสอบ-บรรจุ โดยชิปหนึ่งชิ้นอาจต้องผ่านการขนส่งระหว่างประเทศมากกว่า 70 ครั้งก่อนจะถึงมือผู้บริโภค

สำหรับไทย เราอยู่ในช่วงปลายน้ำของกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์โลกในขั้นตอนที่เรียกว่า กระบวนการประกอบ ทดสอบ และบรรจุ (Assembly, testing, and packaging: ATP) โดยในปี 2565 ไทยมีกำลังผลิตในขั้นตอนนี้เพียง 2% ของกำลังผลิตทั่วโลก เทียบกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดในอาเซียนที่มีสัดส่วน 7%

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงมีโอกาสมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากมีอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ในปี 2566 ไทยมีสัดส่วนการผลิตราว 4% ของการผลิตทั้งโลก ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และคาดว่าจะเติบโตเป็น 10% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ขณะที่ในด้านฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ไทยเป็นเจ้าตลาดโลกโดยมีสัดส่วนการผลิตถึง 80% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก

แผนปฏิบัติการ 5 กลไกสำคัญ

รัฐบาลได้กำหนดกลุ่มผลิตภัณฑ์ยุทธศาสตร์ 5 ประเภทที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power Sensor Photonics Analog และ Discrete ซึ่งล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า AI ระบบออโตเมชั่นในโรงงาน รวมไปถึงอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ รัฐบาลได้วางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย

1.ด้านสิทธิประโยชน์: ให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวเพื่อดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่ง BOI ได้ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุน โดยขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการออกแบบ IC เป็น 8 ปี และการผลิตแผ่นเวเฟอร์เป็น 10 ปี ซึ่งนานกว่าการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลาง-ปลายน้ำที่ได้รับยกเว้นภาษีเพียง 3-8 ปี

2.ด้านบุคลากรทักษะสูง: พัฒนาหลักสูตรความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยทั้งไทยและต่างประเทศเพื่อสร้างวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการ Reskill และ Upskill บุคลากรด้านการวิจัยและออกแบบ IC และการผลิตเวเฟอร์

3.ด้านเทคโนโลยี: ยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตและวิจัยในกิจกรรมการออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

4.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน: จัดตั้งพื้นที่อุตสาหกรรมแบบคลัสเตอร์พร้อมพัฒนาระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาดและระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีความพร้อมในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้

5.ด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ: อำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตและเจรจาข้อตกลงการค้ากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐและยุโรป

จุดแข็งที่ไม่ควรมองข้าม

ไทยมีจุดเด่นหลายประการที่ทำให้มีโอกาสยกระดับสู่การเป็นผู้ผลิตและออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ในขั้นต้นน้ำได้ ประการแรกคือ ห่วงโซ่อุปทานขั้นกลาง-ปลายน้ำของไทยที่แข็งแกร่ง จากการเป็นฐานการผลิตสินค้าปลายน้ำที่สำคัญอย่างยาวนาน เช่น HDD เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ และยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งช่วยหนุนความต้องการอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในประเทศได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบขนส่งที่ดี และมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้ไข

แม้จะมีจุดแข็งหลายด้าน แต่ไทยเองยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพาวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังขาดแคลนผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ โดยเฉพาะในขั้นตอนการออกแบบวงจรรวมและการผลิตแผ่นเวเฟอร์ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไทยขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่เชี่ยวชาญในขั้นต้นน้ำของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้แม้จะมีการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถรับและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนี้ได้เต็มศักยภาพ จุดนี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ไขหากต้องการก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตชิปที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองได้จริงในอนาคต

โอกาสท่ามกลางความท้าทาย

โรดแมปเซมิคอนดักเตอร์ที่วางไว้ถึงปี 2593 ฟังดูอาจยาวไกล แต่ในโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากเราลงมือทำตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อยอาจทำให้ไทยเราไม่ “ตกขบวน” ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อนทั้ง 5 กลไกได้พร้อมกันอย่างจริงจัง คือนอกจากให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ต้องสร้างคน ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และพัฒนาเทคโนโลยีตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไปด้วย เพื่อไม่ให้เราติดอยู่ในกับดักขั้นปลายน้ำ

ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาจก้าวกระโดดจนทิ้งห่างไปไกล