ภาคอีสาน ถือว่าเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในการส่งออกของประเทศไทย อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ถั่ว-งา และพืชสมุนไพร
แต่ทว่ายังมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนอาจนึกไม่ถึง คือ ใบยาสูบพันธุ์เตอร์กิช ซึ่งเป็นพืชที่ช่วยสร้างอาชีพให้ชาวบ้านหลังฤดูการทำนา รวมทั้งสร้างรายได้ให้ชุมชน และที่สำคัญคือ สามารถสร้างรายได้ที่มีความมั่นคงส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งใบยาสูบสายพันธุ์เตอร์กิชนิยมปลูกมากในภาคอีสาน
เพราะเป็นสายพันธุ์ที่เติบโตได้ดีที่สุดในพื้นที่แห้งแล้ง ดินทรายจัด หรือดินร่วนปนทรายที่ไม่ค่อยอุ้มน้ำและมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยมีระยะเวลาปลูกเพียง 3-4 เดือน และเนื่องจากเป็นพืชที่มีราคาประกันที่แน่นอน ชาวไร่จะทราบได้เลยว่าเกรดใบยาไหนจะได้ราคารับซื้อเท่าไหร่ แตกต่างจากพืชชนิดอื่น ทั้งนี้ การปลูกใบยาสูบต้องมีการขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐอย่างถูกต้อง
สำหรับการปลูกใบยาสูบพันธุ์เตอร์กิชในภาคอีสานคร่าวๆ นั้น ขั้นตอนแรก เริ่มจากรับเมล็ดมาปลูก ซึ่งในระยะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวจะมีนักวิชาการมาช่วยดูแล จากนั้นเอาเมล็ดไปเพาะต้นกล้าเป็นเวลา 30-45 วัน เมื่อกล้าเริ่มโตก็จะเอากล้าไปแยกปลูกในแปลงตามระยะที่แต่ละหน่วยงานแนะนำ ซึ่งจะปลูกถี่มากเพื่อต้องการให้พืชเกิดความเครียดจากการแข่งขันแย่งชิงธาตุอาหารและแสงแดด ส่งผลให้ใบยาสูบมีขนาดเล็ก ใบหนา และมีการผลิตน้ำมันหอมระเหยมากขึ้น
เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวจะเริ่มจากล่าง (ยาตีน) ขึ้นบน (ยายอด) โดยราคาของใบยาสูบจะต่างไปตามชั้นของใบยา (ล่าง-กลาง-บน) หลังการเก็บจะนำใบยาไปเสียบร้อยเหมือนพวงมาลัย แล้วนำไปตากแดด จนกระทั่งใบยาแห้งก็นำกลับมาเก็บใต้ถุนบ้าน หรือในที่ร่ม เพื่อนำไปบรรจุในกล่องเพื่อขายให้กับบริษัท หรือหน่วยงานที่ทำสัญญารับซื้อต่อไป

ปี’68ใบยาสูบส่งออก1.7พันล้าน
ตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2568 เดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน มีการส่งออกยาสูบไทยสร้างมูลค่าสูงถึง 1,700 ล้านบาท ปริมาณรวม 11 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็น สายพันธุ์เวอร์จิเนีย 4.6 ล้านกิโลกรัม สายพันธุ์เบอร์เลย์ 4.2 ล้านกิโลกรัม และสายพันธุ์เตอร์กิช 2.4 ล้านกิโลกรัม ขณะที่ปี 2567 การส่งออกใบยาสูบทุกสายพันธุ์ในไทยมีมูลค่า 1,460 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายใบยา 3 สายพันธุ์ เฉลี่ยครัวเรือนละ 65,000-100,000 บาทต่อรอบการผลิต
ทั้งนี้ รายได้และกำไรขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และพื้นที่ปลูกของชาวไร่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าว พบว่ายาสูบสามารถสร้างรายได้และกำไรต่อไร่สูงกว่าถึง 32% โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีชาวไร่ยาสูบกว่า 9,900 ราย สามารถผลิตใบยาดิบได้ประมาณ 4 ล้านกิโลกรัม ส่งออก 3,787 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าส่งออกมากถึง 750 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยาสูบไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ มาจากการที่ชาวไร่ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี Good Agricultural Practices (GAP) อย่างเคร่งครัด ทั้งด้านคุณภาพผลผลิต เพื่อให้มีผลผลิตในปริมาณที่คุ้มค่าและมีคุณภาพดีในต้นทุนที่เหมาะสมในด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ขยะ และการปล่อยของเสียทางอากาศ รวมถึงด้านผู้คน ที่มีมาตรฐานในการดูแลแรงงานให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม มีระบบสัญญาเกษตรที่ชัดเจน ระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วยบาร์โค้ดตั้งแต่ฟาร์มถึงโรงงาน เก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นต้น โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบในไทยมีกว่า 22,500 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 3 ภูมิภาคดังนี้ 1.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัดมีชาวไร่ประมาณ 9,900 ครัวเรือน ได้แก่ นครพนม สกลนคร อุดรธานี มุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี นิยมปลูกสายพันธุ์เตอร์กิชเนื่องจากทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง โดยใบยาจะมีขนาดเล็ก มีน้ำมันและกลิ่นหอม ใบยาที่เก็บเกี่ยวแล้วจะผ่านกรรมวิธีตากแดดเพื่อให้ใบยาผลิตน้ำมันอโรม่า
2.ภาคเหนือ 7 จังหวัด มีชาวไร่ประมาณ 3,100 ครัวเรือน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ และน่าน นิยมปลูกสายพันธุ์เวอร์จิเนีย ใบยามีน้ำตาลและรสชาติหวานหอม ใบยาที่เก็บเกี่ยวแล้วจะผ่านกรรมวิธีบ่มในเตาบ่มเพื่อเร่งการผลิตน้ำตาล
3.ภาคกลางตอนบน 2 จังหวัด มี 9,500 ครัวเรือน ได้แก่ สุโขทัย และเพชรบูรณ์ นิยมปลูกสายพันธุ์เบอร์เลย์ มีปริมาณนิโคตินสูง ใบยาที่เก็บเกี่ยวแล้วจะผ่านกรรมวิธีตากลมเพื่อให้ใบยาผลิตนิโคติน

เห็นใบคือเห็นเงิน อาชีพยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น
ไสคำ สิทธิชำนาญ เกษตรกร ต.หนองฮี อ.ปลาปาก จ.นครพนม ให้ข้อมูลว่า ประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกข้าวและปลูกใบยาสูบ โดยปลูกใบยาสูบมากว่า 20 ปีแล้ว เนื่องจากมีการประกันราคาและมีตลาดรองรับแน่นอนทุกปี โดยจะปลูกหลังฤดูทำนา และมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ส่งออกเข้ามาให้คำแนะนำตั้งแต่การดูแลแปลงกล้า การปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการรับซื้อผลผลิต
ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 ไร่ สร้างกำไรได้มากกว่าเพราะเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเหมาะสมในการผลิตใบยาให้มีคุณภาพที่สุด ในรอบการปลูก 1 ครั้ง จะต้องใช้ 30,000-40,000 ต้นต่อไร่ โดยมีรอบปลูกภายหลังสิ้นสุดฤดูทำนาในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม เพราะเป็นช่วงมีสภาพอากาศเหมาะสมในการผลิตใบยาให้มีคุณภาพที่สุด

“การปลูกใบยาช่วยให้มีรายได้มั่นคงและยั่งยืน เห็นใบคือเห็นเงิน ตนรู้สึกภูมิใจที่เป็นชาวไร่ยาสูบเพราะช่วยทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้อยู่กับครอบครัว ไม่ต้องไปทำงานกรุงเทพฯ สามารถสร้างบ้านและส่งบุตรหลานเรียน การปลูกใบยาสูบยังได้คืนทุนและกำไรดีกว่าถ้าเปรียบเทียบกับการปลูกผักสวนครัว ซึ่งมีราคาผันผวนค่อนข้างมาก” ไสคำระบุ
คาดปี’69ขายใบยาสูบราคาสูงต่อเนื่อง
ด้าน สัน หารสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าชาวไร่ยาสูบเตอร์กิช ระบุ แนวโน้มธุรกิจยาสูบปี 2569 คาดว่าจะดีอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2567-2568 โดยบริษัทผู้ส่งออกใบยาสูบได้เพิ่มราคารับซื้อใบยาสูบในราคาสูงขึ้น 7-10 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 90 บาท ทำให้ชาวไร่ยาสูบมีรายได้สูงขึ้นและมีผู้สนใจปลูกใบยาสูบมากขึ้น เพราะมีราคาประกันที่แน่นอน ชาวไร่สามารถทราบได้เลยว่าเกรดใบยาไหนจะได้ราคารับซื้อเท่าไหร่ แตกต่างจากพืชชนิดอื่น และใช้เวลาปลูกเพียง 3-4 เดือน ส่วนใหญ่จะปลูกหลังฤดูกาลทำนา ทั้งนี้ การปลูกใบยาสูบต้องมีการขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐอย่างถูกต้อง
โดยรายได้จากการขายใบยาสูบในแต่ละครัวเรือนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับโควต้า พื้นที่ และคุณภาพของผลผลิต หรือเกรดใบยาสูบ ซึ่งราคาของใบยาสูบจะต่างกันไปตามชั้นของใบยา เริ่มจากชั้นล่าง, ชั้นกลาง และชั้นบน โดยชั้นบนจะมีราคาสูงที่สุด

นายกสมาคมการค้าชาวไร่ยาสูบเตอร์กิชระบุถึงความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่า ไม่อยากให้รัฐบาลขึ้นภาษียาสูบ เพื่อให้สมาชิกสมาคมชาวไร่เตอร์กิช รวมทั้งผู้ปลูกใบยาสูบมีรายได้อย่างต่อเนื่อง และกังวลว่าจะเกิดผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เช่น หากยาสูบแพงขึ้น ใบยาสูบก็ขายไม่ได้ หรือมีราคาถูกลง และอาจทำให้ผู้คนจะหันไปสูบบุหรี่เถื่อน หรือบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่า แต่มีอันตรายมากกว่าเพราะไม่รู้แหล่งที่มาและส่วนประกอบ
“นอกจากนี้ ยังคาดหวังรัฐบาลที่มีความจริงใจในการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง แก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนให้มีรายได้พออยู่พอกิน รวมทั้งคาดหวังให้รัฐบาลเข้ามาดูแลและส่งเสริมให้มีการปลูกใบยาสูบมากขึ้น” นายกสมาคมการค้าชาวไร่ยาสูบเตอร์กิชทิ้งท้าย

