ท่ามกลางความอึมครึมของการเมืองไทย หลังการเลือกตั้งที่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ความไม่แน่นอน เกมต่อรองที่ยืดเยื้อ ข้อสรุปยังไม่ชัดเจน
แต่ในอีกมุมหนึ่งของเศรษฐกิจกลับเริ่มมีสัญญาณบวกที่พอทำให้ประชาชนใจชื้นขึ้นบ้าง เมื่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาพรวมจีดีพีไทยปี 2568 ฝ่าปัจจัยลบเติบโตถึง 2.4%!!
เป็นผลจากการดำเนินการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบทั้งปี โดยไตรมาส 1/2568 บวกที่ 3.1% ไตรมาส 2 บวก 2.3% ก่อนชะลอตัวลงโตเหลือ 1.2% ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ที่จีดีพีโตถึง 2.5%
โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดไว้มาก เติบโตเกินระดับ 1% โดยอยู่ที่ 2.5% แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของหลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคก่อสร้างที่ขยายตัวสูงถึง 11.2% ควบคู่กับการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวถึง 13.3% จากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของหน่วยงานราชการ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวได้ถึง 6.5% สะท้อนความเชื่อมั่นที่เริ่มกลับมาในบางภาคส่วน
นอกจากนี้ มาตรการภาครัฐอย่างโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นบรรยากาศการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การบริโภคขยายตัวขึ้นมาถึง 3.3% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 2.5%
ทั้งหมดดันให้เศรษฐกิจไทยทั้งไตรมาส 4 และทั้งปี 2568 สามารถเติบโตได้ดีกว่าคาดไว้
อย่างไรก็ตาม ถึงตัวเลขบวกเหล่านี้จะเป็นแรงส่งที่ทำให้ภาคธุรกิจและคนไทยพอหายใจโล่งบ้าง แต่จากนี้ต้องลุ้นกันว่า ทิศทางและความเด็ดขาดของรัฐบาลชุดใหม่เต็มรูปแบบจะออกมาเป็นอย่างไร
⦁บทพิสูจน์ฟื้นเศรษฐกิจหลังคว้าชนะเลือกตั้ง
หลังการเลือกตั้งปี 2569 แม้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ แต่ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการได้ส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจน เมื่อพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย กวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 193 ที่นั่ง ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงคะแนนนิยมทางการเมือง หากแต่โยงตรงไปถึงความคาดหวังด้านเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะนโยบายเรือธงอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อ และเป็นแรงส่งให้พรรคได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนผู้นำรัฐบาลเคยประกาศบนเวทีหาเสียงว่าจะทำให้คนไทย “หายจน” อย่างถ้วนหน้า
ภาพความเชื่อมั่นทางการเมืองดังกล่าวสอดรับกับตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ทั้งปีเติบโต 2.4% สูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ สะท้อนผลของมาตรการ “Quick Big Win” พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไทยได้พ้นจากภาวะชะงักงันและเริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางฟื้นตัว
ในเชิงมูลค่า รายได้ประชาชาติ หรือ Nominal GDP ของไทยขยับขึ้นมาใกล้ระดับ 19 ล้านล้านบาท อยู่ที่ประมาณ 18.98 ล้านล้านบาทสูงกว่าคาดการณ์เดิมราว 3 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนเม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
โครงสร้างการเติบโตในไตรมาส 4 ชี้ชัดว่าการบริโภคภาคเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยขยายตัวถึง 3.3% สูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการภาครัฐทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยเสริมกำลังซื้อและฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เอกนิติระบุ ภาคการลงทุนก็ส่งสัญญาณบวก โดยการลงทุนรวมของประเทศขยายตัวถึง 8.1% สูงสุดในรอบหลายไตรมาส นำโดยการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นถึง 13.3% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และทำหน้าที่เป็นตัวนำให้การลงทุนภาคเอกชนขยับขึ้นมาอยู่ราว 6.5% การปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ BOI Fast Pass ยังช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ FDI ให้เริ่มไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
สำหรับปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างน้อย 2% และอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 3% พลัส หากสามารถรักษาความเชื่อมั่นและเดินหน้านโยบายได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา
“จากเดิมที่ไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย ในฐานะหมอเอก วันนี้คนป่วยเราเอาออกจากไอซียูแล้ว แต่ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งขึ้น เราก็ต้องออกกำลังกาย กลับมาทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ” เอกนิติเน้นย้ำ
⦁กกร.เห็นพ้องจีดีพีฟื้น หนุนรัฐเดินเกมเชิงรุก
สำรวจความคิดเห็นจากภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมใจเห็นตรงกันว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในช่วงปลายปี 2568 ถือเป็น “สัญญาณบวก” ที่ช่วยคลายความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจ หลังต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่องตลอดปี
เริ่มที่หอการค้าไทย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุ การที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานจีดีพีไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นการเร่งตัวอย่างชัดเจนจากไตรมาส 3 ที่เติบโตเพียง 1.2%
การฟื้นตัวดังกล่าวส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0-2.2% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการเร่งตัวได้ หากมีมาตรการที่ “ตรงจุด และทันจังหวะ” โดยภาคเอกชนมองว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
พจน์ระบุ หัวใจสำคัญอยู่ที่การกำกับดูแลนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเร่งผลักดันมาตรการสำคัญในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ทั้งโครงการ “คนละครึ่งพลัส” การเร่งรัดการลงทุนผ่านบีโอไอ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และการขับเคลื่อนงบลงทุนภาครัฐในหลายโครงการ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัว และช่วยประคองเครื่องยนต์เศรษฐกิจไม่ให้สะดุดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังให้ความสำคัญกับบทบาทของนโยบายการค้าและการต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีส่วนช่วยขยายตลาดต่างประเทศ ผ่านการเจรจากับประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐและจีน ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ใช้การทูตเชิงรุกคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งชายแดน และผลักดันการทูตเศรษฐกิจเป็นกลไกหลักในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีเศรษฐกิจโลก ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจด้านการผลิตเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ทาง กกร.เห็นว่าโมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นยัง “เปราะบาง” และจำเป็นต้องต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยเสนอให้รัฐบาลจัดประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ติดตามตัวชี้วัดเศรษฐกิจแบบใกล้ชิด และเร่งการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน
ต่อมา มุมมองจากภาคอุตสาหกรรม เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุ จีดีพีปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% สูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ สะท้อนผลงานของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่สามารถประคองสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาจำกัด ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ
อย่างไรก็ดี ปี 2569 ยังถูกมองว่าเป็นปีที่หนัก เนื่องจากหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6-2.0% การฟื้นตัวยังเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่โดยยึดหลัก “ถูกฝาถูกตัว” ดึงผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงเข้ามาขับเคลื่อนนโยบาย พร้อมรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ด้านภาคการเงิน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่า ตัวเลขจีดีพีปลายปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าคาด ไม่ได้สะท้อนเพียงผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “วิธีคิดเชิงระบบ” ของการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจน มีเจ้าภาพรับผิดชอบ และมีกรอบเวลาที่สามารถวัดผลได้ ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนของนโยบาย และทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีเอกภาพมากขึ้น
สิ่งที่ภาคธุรกิจและภาคการเงินให้ความสำคัญอย่างมาก คือการสื่อสารเชิงนโยบายที่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดด้านวินัยการคลังและกรอบการคลังระยะปานกลางที่รัฐบาลเลือกยึดถืออย่างชัดเจน เพราะช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินในระยะยาว และทำให้การตัดสินใจลงทุนอยู่บนฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ ผยงระบุ การยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐแบบ “Connect the Dots” เพื่อจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามเส้นทางการเงิน สินทรัพย์เสมือนเงิน หรือธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินเทา ยังช่วยลดแรงกดดันต่อระบบการเงินและค่าเงินบาทในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน ซึ่งภาคธนาคารมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มากกว่าการใช้มาตรการปลายทางเพียงอย่างเดียว
ในระยะต่อไป ผยงเห็นว่า โจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม แต่คือการสร้าง “Trust and Confidence” ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้โมเมนตัมเศรษฐกิจที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวสะดุดลงกลางทาง
ขณะเดียวกัน ภาคการเงินพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐอย่างเต็มที่โดยสมาคมธนาคารไทยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ PromptBiz ภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการพึ่งพาหลักประกัน และขยาย Financial Inclusion ให้เข้าถึงภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
ซึ่งหากรัฐบาลสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย ยึดหลักการตัดสินใจบนข้อมูล และบริหารความเสี่ยงเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจไทยจะไม่เพียงแค่ “ประคองตัว” แต่มีโอกาสยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
⦁นักวิชาการแนะต้องเร่งลอกท่อลงทุน
ด้านนักวิชาการเศรษฐกิจ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง วิเคราะห์ การที่เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่าที่เคยคาดไว้ราว 2% สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล และปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการส่งออกที่มีโอกาสขยายตัว 3-5% ตามทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวจีนกลับมาอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ในไตรมาส 4/68 มีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สมชายมองว่า หากรัฐบาลต้องการผลักดันจีดีพีให้แตะ 2.5% ขึ้นไป จำเป็นต้องเร่ง “ลอกท่อ” ลงทุน โครงการลงทุนค้างท่อ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ และยกระดับมาตรการกระตุ้นจากการแจกจ่ายไปสู่การเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อจะช่วยวางรากฐานให้เศรษฐกิจเติบโตระยะยาว
พร้อมหวังให้จีดีพีไทยฟื้นโตไปถึง 3% สักที!!

