งบประมาณสิงคโปร์ 2026: มีอะไรอยู่ในนั้น?!

25.02.26 | 09:47 น.
งบประมาณสิงคโปร์ 2026: มีอะไรอยู่ในนั้น?!

งบประมาณของประเทศสิงคโปร์ประจำปี 2026 ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Lawrence Wong แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 อาจดูเผินๆ เหมือนงบประมาณประจำปีทั่วไป แต่ในความเป็นจริง มันมีความหมายมากกว่านั้นมากครับ

นี่คือ “งบประมาณฉบับแรก” ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ และจังหวะเวลาที่ถูกนำเสนอ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในโลกแบบเดิมอีกต่อไป จึงทำให้งบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่เพียงเอกสารทางการคลัง หากเป็นภาพสะท้อนวิธีคิดของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระเบียบโลก สิ่งที่อยู่ในนั้นจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขรายจ่าย แต่คือสมมุติฐานใหม่เกี่ยวกับอนาคต

1.โลกไม่เหมือนเดิม และจะไม่กลับไปเหมือนเดิม
สาระสำคัญในงบประมาณสิงคโปร์ 2026 ไม่ใช่เพียงมาตรการทางการคลัง แต่คือกรอบคิดที่ยอมรับอย่างชัดเจนว่า ระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองกำลังอ่อนแรงลง การค้าไม่แน่นอน ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด กติกาต่างๆ ถูกตั้งคำถามมากขึ้น

สิงคโปร์ไม่ได้มองว่านี่คือภาวะชั่วคราว แต่ถือว่านี่คือ “สภาพแวดล้อมใหม่” ที่รัฐต้องตั้งสมมุติฐานใหม่ในการออกแบบนโยบาย

Advertisement

หากโลกถูกคาดการณ์ได้ยากขึ้น ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และการเมืองแทรกแซงเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศเล็กไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างโลกเดิมได้อีกต่อไป

การเริ่มต้นงบประมาณด้วยภาพของโลกที่ “อันตรายและแตกแยกมากขึ้น” เป็นการปรับกรอบคิดระดับประเทศให้การเติบโตในอนาคตต้องตั้งอยู่บนความทนทานเชิงระบบ ไม่ใช่ความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว

คำถามสำคัญสำหรับทุกประเทศในทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าโลกจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อไร แต่คือ เรากำลังออกแบบนโยบายบนสมมุติฐานของโลกแบบใด หากสมมุติฐานยังเป็นโลกเดิม การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ก็อาจช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจริงได้ครับ

2.เปิดประเทศแบบใหม่: เชื่อมต่ออย่างมีภูมิคุ้มกัน
แม้สิงคโปร์จะยอมรับว่าโลกกำลังแตกเป็นหลายขั้วแต่สิ่งที่น่าสนใจคือ งบประมาณนี้ยืนยันชัดว่า “การเปิดประเทศยังจำเป็น” เพียงแต่รูปแบบของการเปิด ต้องเปลี่ยนจาก globalization ที่เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ไปสู่ globalization ที่เน้นความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยง

เราจึงเห็นการเร่งทำข้อตกลงการค้าดิจิทัลกับสหภาพยุโรป การสร้างความร่วมมือด้าน supply chain ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจำเป็น การขยายความสัมพันธ์กับตลาดเกิดใหม่ และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นขึ้น

นี่ไม่ใช่การขยายตลาดแบบเดิม แต่คือการออกแบบ “เครือข่ายทางเลือก” ในโลกที่เส้นทางเดิมอาจสะดุดได้ทุกเมื่อ คำถามที่ซ่อนอยู่คือ หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบคู่ค้าหลัก ประเทศยังมีทางเลือกอื่นหรือไม่

การเปิดประเทศในยุคใหม่จึงไม่ใช่เรื่องความกล้าอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์หลายขั้วพร้อมกันโดยไม่เสียสมดุล ซึ่งเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างมาก

3.AI ในฐานะโครงสร้างผลิตภาพใหม่ของประเทศ
งบประมาณสิงคโปร์ 2026 ไม่ได้พูดถึง AI ในฐานะเทรนด์เทคโนโลยีอีกต่อไปแล้ว แต่ยกระดับให้เป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่เชื่อมเศรษฐกิจ แรงงาน และกฎระเบียบเข้าด้วยกัน

สิงคโปร์ไม่ได้แข่งขันสร้างโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่แข่งขันในความสามารถนำ AI ไปใช้จริงอย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากกว่า

ตั้งแต่การตั้ง National AI Council การกำหนดภารกิจเฉพาะภาคส่วน ไปจนถึงการสร้าง sandbox ด้านกฎระเบียบเพื่อเร่งการทดลอง สิ่งนี้สะท้อนความเข้าใจว่า AI คือคำตอบต่อข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานตึงตัว สังคมสูงวัย หรือพื้นที่จำกัด หากใช้ได้อย่างถูกทิศทาง AI จะเพิ่มผลิตภาพต่อหัวและสร้างมูลค่าเพิ่มได้

ประเทศที่ปล่อยให้ AI กระจายตัวแบบไร้ทิศทาง อาจสร้างได้เพียงนวัตกรรมเป็นชิ้นๆ เท่านั้น แต่ประเทศที่จัดวาง AI เป็นระบบ จะได้การยกระดับผลิตภาพทั้งเศรษฐกิจ ความแตกต่างจึงไม่อยู่ที่ใครมีเทคโนโลยีมากกว่า แต่อยู่ที่ใคร “ออกแบบการใช้” ได้ลึกกว่าและเร็วกว่า

4.การเติบโตต้องแปลงเป็นความมั่นคงทางสังคม
งบประมาณนี้สะท้อนความเข้าใจบทเรียนของหลายประเทศพัฒนาแล้วว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากผลลัพธ์ไม่กระจายสู่รายได้และโอกาสที่จับต้องได้ ความไม่พอใจทางสังคมจะค่อยๆ สะสมและบั่นทอนเสถียรภาพทางนโยบาย

สิงคโปร์จึงเดินควบคู่กันสองมิติ คือ เร่งเศรษฐกิจในภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ขณะเดียวกันยกระดับรายได้แรงงานรายได้น้อยผ่านมาตรการค่าแรงเชิงโครงสร้าง โมเดลค่าแรงแบบก้าวหน้า การสนับสนุนทักษะ และการเชื่อมระบบฝึกอบรมเข้ากับตลาดแรงงานแบบใกล้ชิด

การรวมหน่วยงานด้านทักษะและการจัดหางานเข้าด้วยกัน สะท้อนความเข้าใจว่า ในโลกที่งานเปลี่ยนเร็ว ทักษะกับโอกาสต้องเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นช่องว่างจะขยายตัว การสร้างระบบแรงงานที่ปรับตัวได้ ไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือชั่วคราว แต่เสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว คือเงื่อนไขสำคัญของความสามารถแข่งขันในของประเทศ

5.วินัยการคลังคือ “พื้นที่เชิงยุทธศาสตร์” ของประเทศ
อีกหนึ่งสาระสำคัญ คือ การรักษาสมดุลทางการคลังไม่ใช่เป้าหมายเชิงบัญชีอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์

ในโลกที่หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดจากหนี้สาธารณะสูง และงบประมาณขาดดุลเรื้อรัง สิงคโปร์เลือกสร้างความสามารถผ่านการเกินดุลในช่วงเศรษฐกิจดีและการบริหารรายจ่ายอย่างมีวินัย สิ่งนี้เปิดทางให้รัฐสามารถลงทุนขนาดใหญ่ใน R&D เทคโนโลยี ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่กระทบเสถียรภาพระยะยาว

วินัยการคลังจึงไม่ใช่เรื่องความเข้มงวดทางตัวเลข หากแต่คือ “อำนาจในการเลือกอนาคต” ประเทศที่มีพื้นที่ทางการคลังย่อมสามารถกำหนดทิศทางเชิงรุกได้

ส่วนประเทศที่ไม่มีพื้นที่ย่อมต้องตอบสนองต่อแรงกดดันภายนอกอย่างจำกัด ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดงบประมาณ แต่อยู่ที่ความสามารถรักษาความยั่งยืนเพื่อให้มีทางเลือกเมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น

ฝากถึงประเทศไทย
อาจถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องหยุดมองตัวเองในกรอบแคบๆ และมองภาพให้กว้างขึ้น ให้เห็นบทบาทของเราในฐานะหนึ่งในสมาชิกของประชาคมโลกอย่างแท้จริงครับ

คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะรักษาสิ่งเดิมไว้ได้อย่างไร แต่คือเรากล้าพอหรือไม่ที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะปรับโครงสร้าง กล้าที่จะตัดสินใจ และกล้าที่จะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งใหม่

ลองพิจารณาดูครับว่า ประเทศไทยยืนอยู่ตรงจุดนี้มานานแค่ไหนแล้ว ในขณะที่โลกเดินเร็วขึ้นทุกวินาที เรากลับเคลื่อนตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่เราเป็นประเทศที่มีทรัพยากรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้คน พื้นที่ เกษตรกรรม และศักยภาพอีกมากที่ยังไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่

สิ่งใดก็ตามที่ทำให้ประเทศถอยหลัง บั่นทอนศักยภาพ หรือทำลายความเชื่อมั่น ถึงเวลาหรือยังที่ต้องหยุด และหากวันนี้เรายังไม่กล้าก้าวออกจากจุดเดิม

สักวันหนึ่งเราอาจต้องยอมรับว่า โลกไม่ได้รอให้เราเดินทันอีกต่อไปครับ!!!