ภารกิจการเจาะตลาดญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2569 ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ สำหรับการเจาะตลาดญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2569 ประกอบด้วย 1.การใช้ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ให้แก่สินค้าเกษตร เช่น ขยายตลาดสินค้ากล้วยหอมทอง มังคุด สับปะรดภูแล ใช้ประโยชน์จาก JTEPA มากขึ้น 2.Cluster Promotion ผลักดันคลัสเตอร์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนภาคการค้าระหว่างประเทศ อย่างเครื่องสำอาง อาหารสัตว์เลี้ยง 3.เปิดตลาดและสนับสนุนการส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ของไทย-เกาะกระแสขยายตลาดซีรีส์วาย-ต่อยอดโอกาสของการ์ตูนคาแร็กเตอร์-ส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านร้านอาหาร Thai SELECT 4.ปูพรมกิจกรรมเมืองหลัก/เมืองรอง ออฟไลน์ : งานแสดงสินค้า/ Instore Promotion ได้แก่ Beisia, Gyomu Super, Ikari Supermarket และออนไลน์ : การจำหน่ายและโปรโมตสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ Rakuten และ 5.Strategic Partnership : การสร้างหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ผ่านกลยุทธ์ 3C (Collaboration-Cooperation-Connection) ผ่านเอ็มโอยู

เพื่อเป็นการติดตามความคืบหน้าตามแผนงาน สุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำคณะสื่อมวลชนเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 15-19 กุมภาพันธ์ 2569 เป้าหมายหลักคือ เมืองชิบะและโตเกียว
ประเดิมด้วยการเข้าเยี่ยมชมและพูดคุยกับเจ้าของ Asia Super Store ซุปเปอร์มาร์เก็ตบริหารโดยคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นแล้ว 30 ปี และส่วนใหญ่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคยี่ห้อดังจากเมืองไทย จากนั้นพบปะผู้บริหารร้านคาลดี้ คอฟฟี่ ฟาร์ม รูปแบบคอนวีเนี่ยนสโตร์ในห้างขนาดใหญ่ เปิดแล้ว 507 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ได้พบบริษัท Nikko Foods ผู้นำเข้าสินค้าจากทั่วโลก รวมถึงเข้าชมซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกหลายแห่ง
อีกไฮไลต์สำคัญของการเยี่ยมครั้งนี้ คือ เข้าชมงานแสดงสินค้า Supermarket Trade Show ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าแบบ B2B ระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น จัดโดย National Supermarket Association of Japan (NSAJ) ที่มีสมาชิกเป็นเครือข่ายซุปเปอร์มาร์เก็ตกว่า 10,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น ได้จัดงานมาแล้ว 59 ครั้ง ซึ่งการจัดงานครั้งที่ 60 ณ ศูนย์นิทรรศการ Makuhari Messe จังหวัดชิบะ ระหว่างวันที่ 18-20กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้ประกอบการในญี่ปุ่น 2,157 บริษัทและองค์กร รวม 3,689 คูหา 36 หน่วยงานท้องถิ่นญี่ปุ่น ผู้ผลิตสินค้าในประเทศมากกว่า 1,400 บริษัท รวมถึงผู้ประกอบการต่างชาติ 102 บริษัท จาก 20 ประเทศทั่วโลกรวม 140 คูหาที่มาเข้าร่วมงาน

สังเกตเห็นความโดดเด่นภายในงานคือผู้ประกอบการแข่งการนำเสนอเทรนด์สินค้าด้าน Sustainability & Fat Loss Health & Well-being และ Convenience & Solo Dining เป็นอีกงานที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารสดและแปรรูป เครื่องดื่มและเบเกอรี่ โซลูชั่นด้านการบริหารจัดการร้าน ระบบโลจิสติกส์ บริการ บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีใหม่สำหรับธุรกิจค้าปลีก ออกมาเป็นจุดขายดึงดูดผู้เข้าชมงาน
ตลอดทั้งวันของการร่วมชมงาน Supermarket Trade Show ครั้งนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยรายใหญ่ และเอสเอ็มอีบางส่วนที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ SMEs Pro-active เป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภาคเอกชน คัดเลือกและสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ประกอบด้วย 11 ราย ได้แก่ บริษัท LUCK SIAM GLOBAL COMPANY LIMITED สินค้าทูน่ากระป๋อง บริษัท MAS CHOICES CORPORATION สินค้าทูน่ากระป๋อง บริษัท F W Inter Trading สินค้ามะพร้าวน้ำหอม บริษัท Fancy World Company Limited สินค้า Energy drink บริษัท BETAGRO PUBLIC COMPANY LIMITED สินค้าเนื้อสัตว์แปรรูป บริษัท LIENG TONG RICE VERMICELLI สินค้าเส้นหมี่ บริษัท S.P.A. International Trading สินค้าทูน่ากระป๋อง บริษัท Thai Coconut PCL สินค้าน้ำมะพร้าว บริษัท Blue River Products สินค้าผลไม้ บริษัท LANNA AGRO INDUSTRY สินค้าผลไม้และผักแช่แข็ง และบริษัท Sunshine International สินค้าผลไม้อบกรอบแช่เย็นแช่แข็ง

รายหนึ่งที่มาออกงานแสดงครั้งนี้ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร LANNA AGRO INDUSTRY ผู้ผลิตถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็ง “มินนะมาเมะ” ที่รู้จักกันทั่วในไทย กล่าวสั้นๆ ว่า ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกได้รับความช่วยเหลือมาตลอดจากหน่วยงานรัฐ และที่ผ่านมาเราเป็นพาร์ตเนอร์กับผู้ค้าในญี่ปุ่นมานาน เดิมเราเน้นเจาะเข้าตลาดรีเทล แต่ในปี 2569 ตั้งแต่มีนาคมเป็นต้นไป จะเน้นการรับรู้แบรนด์ของบริษัท แตกไลน์สินค้าใหม่ไม่แค่สินค้าเกษตร แต่แปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยว หรือสินค้าแปรรูปที่เพิ่มมูลค่าจากพืชเกษตร เช่น ผลไม้ไทยเคลือบช็อกโกเลต หรือพัฒนาเป็นเครื่องดื่ม พร้อมกำลังเปิดตลาดในยุโรป โชว์เรื่องนิวเอสเคิร์ฟและแนวรักษ์โลก
“วันนี้ การจะทำธุรกิจแบบเดิมไม่ได้แล้ว ผมกำลังปรับวิธีและวางแผนขยายธุรกิจ คนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากนี้จะเห็นอะไรใหม่ๆ อีกมาก สะท้อนจากความสนใจของคนมาร่วมงานหรือธุรกิจที่มาพูดคุย” อภิรักษ์กล่าว

ทายาทรุ่นสามของธุรกิจผลิตเส้นหมี่เหรียญทอง ช้องมาศ จึงเจริญพาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท เส้นหมี่เหรียญทอง จำกัด เล่าว่า ต้องขอบคุณ DITP ที่ทำโครงการ SMEs Pro-active ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเอสเอ็มอีอย่างเรา ให้สามารถเดินทางมาเปิดตลาดในต่างประเทศได้มากขึ้น ตลาดญี่ปุ่นได้มีโอกาสมาร่วมงานแสดงสินค้าแล้ว 2 ครั้ง ได้รับการสนใจมาก และเกิดคำสั่งซื้อต่อปีเพิ่ม 20% อีกทั้งได้ศึกษาถึงความต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยครั้งนี้ถือโอกาสเปิดตัวสินค้าใหม่เส้นหมี่และเส้นก๋วยเตี๋ยว กึ่งสำเร็จรูป บรรจุซองพร้อมทาน เริ่มรสชาติก๋วยเตี๋ยว-ต้มยำ ก่อนเปิดตัวในไทยกลางปีนี้ ทั้งที่เราทำธุรกิจเส้นมากกว่า 45 ปี แต่การพัฒนาสินค้าจากสินค้าเพื่อเป็นวัตถุดิบเพิ่งไม่กี่ปี แม้รายได้หลัก 90% ส่งออกทั่วโลก ทำรายได้ต่อปีเกือบ 300 ล้านบาท
“เมื่อรัฐให้ความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายเปิดตลาดต่างประเทศ ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น ก็จะสมัครขอการสนับสนุนไปอินโดนีเซีย โปแลนด์ และรัสเซีย เพราะเป็นประเทศที่เปิดรับและนิยมซื้อสินค้าไทยมากขึ้น” ช้องมาศกล่าว
และยังได้พูดคุยกับผู้ประกอบการอีกหลายราย สะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า ญี่ปุ่นยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แต่การแข่งขันสูงขึ้น พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงเร็วจากการเข้ามาของต่างชาติ เป็นประเด็นที่ไทยต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ และมั่นใจสินค้าไทยยังมีความเฉพาะตัวที่แข่งขันได้

รองอธิบดีสุภาพรกล่าวถึงผลการเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ว่า ผู้ประกอบการไทยบางรายเข้าร่วมงาน Supermarket Trade Show มากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพของงาน และโอกาสทางการค้าจากการเข้าร่วมงาน โดยมั่นใจว่าการเข้าร่วมงานครั้งนี้ จะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการSME ของไทย และขยายการส่งออกเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในการพบปะผู้ประกอบการในญี่ปุ่น ได้บรรลุเป้าหมายที่จะร่วมมือกันผลักดันและส่งเสริมสินค้าไทย ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยเฉพาะช่วงนี้ใกล้เข้าฤดูกาลผลไม้ไทย เริ่มตั้งเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ที่จะมีผลไม้ออกสู่ตลาด ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง มะพร้าว เป็นต้น รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปต่างๆ เช่น งานเทศกาลไทย Thai Festival (9-10 พฤษภาคม) นัดเจรจาธุรกิจสินค้าผลไม้และข้าวไทย (5 มีนาคม) รวมถึงชักชวนห้าง ร้านค้า และผู้นำเข้าญี่ปุ่น ร่วมงาน THAIFEX-Anuga Asia ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ (26-30 พฤษภาคม)

รองอธิบดีสุภาพรกล่าวถึงสำหรับโครงการ SMEs Pro-active ว่า ขณะนี้เป็นโครงการระยะ 4 (ช่วงปีงบประมาณ 2568-2570) โดยได้รับจัดสรรเบื้องต้นจากเงินกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ วงเงิน 200 ล้านบาท ซึ่งให้การสนับสนุนออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ รายละ 2 แสนบาทต่อครั้ง โดยผู้ประกอบการแต่ละรายมีสิทธิขอรับการสนับสนุนได้ถึง 6 ครั้ง/กลุ่มกิจกรรม โครงการทั้งช่วผู้ประกอบการเปิดตลาดและสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งแต่ละปีสร้างการค้าถึง 300-400 ล้านบาท และช่วยเอสเอ็มอีตั้งแต่เปิดโครงการมาแล้ว 3 ระยะรวมกว่าหมื่นราย
“SMEs Pro-active กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการรายกลางและย่อมของไทย ก็ได้มีการปรับขยายเงื่อนไขตลอดมา ทั้งของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อขยายจำนวนผู้ได้รับการสนับสนุน และวงเงินสนับสนุนต่อรายต่อครั้ง เพราะในวันนี้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูง”

ตลาดญี่ปุ่นนั้นถือว่ามีความสำคัญอันดับต้นๆ ตามข้อมูล DITP ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของญี่ปุ่น โดยสินค้าส่งออกสำคัญของญี่ปุ่น ได้แก่ รถยนต์ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เครื่องจักรไฟฟ้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ และไข่มุก ตลาดส่งออกสำคัญของญี่ปุ่น ได้แก่ สหรัฐ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และฮ่องกง ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าสินค้าหลัก ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เภสัชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยตลาดนำเข้าหลักจาก จีน สหรัฐ ออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไต้หวัน
ในเชิงการค้า ผู้ประกอบการทั้งที่อยู่ในญี่ปุ่นและกำลังเปิดตลาดในญี่ปุ่น ก็กำลังเฝ้ามองนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นหลังการเลือกตั้ง อะไรจะเป็นจุดเสริมและจุดเสี่ยง เบื้องต้นยังยึดนโยบายเศรษฐกิจที่คาดว่ารัฐบาลใหม่เร่งผลักดัน โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เตรียมใช้เงิน 21.99 ล้านล้านเยนมุ่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพ กระตุ้นภาคการบริโภคครัวเรือน การลงทุนในประเทศ และดึงลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (AI แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์) คาดทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป จาก 0.5% เป็น 1% ในช่วงไตรมาสแรกนี้ อุดหนุนการตั้งและขยายโรงงานผลิต Logic chip (ชิปขั้นสูง) แก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการทำงานในญี่ปุ่น ส่งเสริมการเกษตรแบบ Smart Farming และการเกษตรอัจฉริยะ แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในทุกภาคส่วน เป็นต้น

ตามคำบอกเล่าของ รองอธิบดีสุภาพรระบุว่า ญี่ปุ่นถือเป็นทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ ที่ต้องเร่งผลักดันถึงตลาดการค้าเมืองรองอย่างวากายามะและยามานาชิ ดังนั้น DITP จึงเตรียมกิจกรรมไว้มากมาย อาทิ กลุ่มสินค้าสุขภาพ ความงาม โรงแรมและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องเจรจาการค้า (มิ.ย.) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์เยือนโตเกียว (Content Tokyo) (มิ.ย.) และกลุ่มธุรกิจโฆษณาเยือนโตเกียว (ก.ค.) กลุ่มสินค้าแฟชั่นเจรจาการค้าในญี่ปุ่น (ม.ค.-ก.ย.) โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ผ้าไทย สินค้าแฟชั่นและ OTOP (ตลอดปี) กิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวในตลาดต่างประเทศ (ตลอดปี) โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น (ตลอดปี) โครงการขยายช่องทางและโอกาสทางการตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (เม.ย.-พ.ค.) โครงการส่งเสริมการขายผ่านช่องทางการค้าปลีกสมัยใหม่ในญี่ปุ่นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในรูปแบบไฮบริด (พ.ค.-ก.ค.) โครงการส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce (พ.ค.-ก.ค.) และยกระดับความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตร E-Commerce สู่สากล (มิ.ย.-ก.ย.)
โครงการส่งเสริมพัฒนาสินค้าและเทคนิคการผลิตของผู้ประกอบการ Material Thai (พ.ค.-ส.ค.) โครงการส่งเสริมร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT (พ.ค.-ส.ค.) โครงการส่งเสริมการขายสินค้าไทยร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือ Drug Store ในเมืองหลักและเมืองรอง (พ.ค.-ก.ย.) การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เช่น FOODEX Japan 2025 (10-13 มี.ค.) Tokyo INTERNATIONAL Gift Show 2026 (2-4 ก.ย.) Fashion World Tokyo (8-10 เม.ย.) และ Tokyo Game Show 2026 (ก.ย.)
“เชื่อว่าการเร่งจัดกิจกรรมและเข้าถึงตลาดญี่ปุ่น จะทำให้การค้าไทยกับญี่ปุ่น ยังคงรักษาอัตราการขยายตัวเป็นบวกระดับ 1.0-1.5% จากปีก่อนขยายตัว 2.3% แม้การส่งออกไทยยังเผชิญปัจจัยรุมเร้ามากมาย ทั้งค่าบาทแข็ง นโยบายภาษีสหรัฐ ผลกระทบสงครามการค้า และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์” รองอธิบดีสุภาพรกล่าวตบท้าย

