ลงสั้น ดันยาว: แต่ต้องตรงเป้า

4.03.26 | 09:47 น.

ผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บ่งบอกรัฐบาลใหม่ที่จะมาว่าคนไทยต้องการอะไร และคาดหวังอะไรบ้าง ซึ่งก็สร้างแรงกดดันคนทำคลอดคณะรัฐมนตรีพอสมควร เพราะการเลือกคนมานั่งบริหารประเทศในคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ต้องต่างไปจากเดิมไม่มากก็น้อย สาเหตุที่คนไทยเทคะแนนเสียงให้พรรคภูมิใจไทยแบบถล่มทลายก็เพราะผลงานของมืออาชีพ 3 ท่านในคณะรัฐมนตรีเฉพาะกิจ แถมสถานการณ์ยังให้โอกาสที่ได้แสดงฝีมือพอดีอีกด้วย โดยเฉพาะผลงานด้านเศรษฐกิจที่ออกมาพอทำให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปาก ท้องอิ่ม ในตลาดสดพอได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อค้าแม่ค้าได้บ้าง และในภาพรวมก็พอมีหวังที่จะฟื้นตัวจากการเป็นคนไข้ของเอเชีย และทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นภาพของความหวังและบรรทัดฐานของคุณสมบัติคนที่จะมาบริหารประเทศ คือ “มืออาชีพ และโปร่งใส”

ผมเข้าใจว่าคนที่ทำนโยบายสาธารณะมาก่อนจะเข้าใจถึงความยุ่งยากของการออกแบบได้ดี เนื่องจากต้องมองทุกมิติของการทำนโยบายประเภทนี้ สามมิติที่ต้องคำนึงถึง คือ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิผล (Effectiveness) และความยุติธรรม (Fairness) ความหมายง่ายๆ ก็คือ เงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ในนโยบายใดๆ นั้น มีต้นทุน มีคนรับผิดชอบ ถ้ามาจากภาษี ก็หมายถึงรัฐกำลังเอาเงินจากมือคนหนึ่งไปช่วยอีกคน คำว่าแฟร์จะอธิบายอย่างไร และเงินทุกบาทต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ คือคุ้มค่า ตรงจุดและให้ผลประโยชน์มากที่สุดเท่าที่เงินทุกบาทจะทำได้ เพราะที่ผ่านมา เรามักจะเจอคำถามอยู่เสมอว่า ไม่คุ้มค่า รั่วไหลเปลืองงบประมาณ น่าจะเอาไปทำโครงการอื่นดีกว่า

ผมชอบการสื่อสารของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ใช้คำว่า “กระตุ้นสั้น ส่งผลระยาว” ซึ่งแสดงถึงความเข้าใจของคนทำนโยบายเศรษฐกิจในภาพรวมที่มองการขยายตัวที่ยั่งยืน ไม่ใช้แค่วูบๆ วาบๆ ตามแบบนโยบายยาโด๊ปเท่านั้น แต่เลือกเอาตัวยาและวิตามินเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงด้วย ภารกิจหลักด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ การช่วยให้ประเทศไทยปลดป้ายที่แปะหน้าผากตอนนี้ว่า “คนป่วยของเอเชีย”

แนวคิดของการเลือกและออกแบบนโยบายที่ส่งผลระยะสั้นและระยะยาวได้นั้น ต้องใช้ร่วมกันอย่างกลมกลืนและต้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และวิธีการดำเนินงานต้องไม่สร้างมลพิษหรือฝังไวรัสให้กับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ การเลือกรูปแบบนโยบายระยะสั้นต้องสอดคล้องกับกรอบแนวคิด “การปรับโครงสร้าง” เรื่องนั้นๆ ซึ่งผมเชื่อว่าคนเก่งอย่าง ดร.เอก รู้ดีอย่างลึกซึ้งแล้ว เนื่องจากคุยกันมานานนักหนาแล้ว

Advertisement

ผมลองใช้วิธีการพัตต์กอล์ฟของผมแบบ “เล็งสั้นหวังยาว” ของผมในการยกระดับภาคการผลิตดูบ้างเพราะภาคการผลิตทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP ของประเทศ โดยหวังว่ามาตรการระยะสั้นที่ให้ผลทั้งระยะสั้นและนำไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและยั่งยืน ตามแนวคิดของการเพิ่มผลิตภาพการผลิตทั้งระดับหน่วยธุรกิจและภาพรวม

1.ดูเป้าให้เป๊ะ วันนี้จำนวน SME จริงๆ มีเท่าไรไม่มีใครรู้ ต่างหน่วยงานแจ้งตัวเลขไม่เคยตรงกัน รัฐต้องหาทางให้ SME มาขึ้นทะเบียนให้ได้ (แม้จะกลัวสรรพากรหมายหัวก็ตาม) เพื่อแยกประเภทธุรกิจ ขนาด และตัวตน เพื่อแยกแยะปัญหา ความจำเป็น และรูปแบบมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนได้ตรง

2.เล็งให้ตรงไลน์ เพราะปัจจุบันงานพัฒนา SME ของประเทศไทยมีหน่วยงานมากกว่า 20 หน่วยงานทำอยู่ต่างคนต่างทำ ตามกรอบหน้าที่ของตนเอง ซ้ำซ้อน แม้หลายหน่วยจะเล่นลิ้นว่า “ซ้ำเสริม” แต่นี่คือความไม่มีประสิทธิภาพในภาพรวมของการใช้งบประมาณ ปัจจุบันมีหน่วยงานมากกว่า 20 หน่วยงานที่มีงบดูแล SME กิจกรรมต่างคนต่างทำ ตามกรอบความรับผิดชอบตัวเอง งบกระจัดกระจาย ทิศทางไม่ตรงกับความต้องการ ดังนั้นในทุกจังหวัดต้องรวมงานพัฒนา SME ที่ครบวงจรในระดับพื้นที่ ผมว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าภาพ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในจังหวัด เป็นผู้ช่วยกำกับในรายละเอียดกำหนดทิศทางว่าจังหวัดนี้ต้องพัฒนาไปในทิศทางใด และหน่วยงานต่างๆ ที่มาทำโครงการต้องทำตรงไหน งานได้คะแนนการเมืองในระดับพื้นที่ตึม

3.แรงส่งถึงเป้าหมาย มาตรการที่ดูแล SME ในพื้นที่ต้องสร้าง Eco-System เพื่อช่วยต่อยอด SME ให้ถึงฝั่งฝัน ตั้งแต่แนวคิดธุรกิจ การบริหาร การผลิต การออกแบบ การตลาด ซึ่งอาจเป็นศูนย์บริการที่ปรึกษาเหมือนในประเทศต่างๆ หรือแบ่งกันในแต่ละด้านตามความพร้อมของแต่ละส่วนจนส่งเขาถึงเป้าหมาย ซึ่งควรมีผู้รับผิดชอบภาพรวมในพื้นที่ และที่สำคัญควรสร้าง โอกาสให้หายใจโดยตนเอง โดยการสร้างพื้นที่ working space ที่มีที่ปรึกษาทั้งการทำธุรกิจ ออกแบบ เทคนิค หรืออื่นๆ ครบด้าน พร้อมมีอุปกรณ์ทดลอง ทดสอบ และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบ รวมทั้งพื้นที่ทดสอบตลาดในระดับพื้นที่และออนไลน์ สำหรับ SME ในพื้นที่ต่างๆ เริ่มต้นธุรกิจโดยไม่ต้องลงทุนมาก ส่วนหลังนี้ต้องมีต้นทุน เพื่อให้ SME เดินและคิดแบบนักธุรกิจไม่ใช่รัฐต้องอุ้มแบบฟรีมาตลอด แต่รัฐควรมีมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนมาช่วยบริการในส่วนนี้ อาทิ โรงงานขนาดใหญ่รับจ้างผลิตให้ SME ได้รับการลดภาษีในรายได้ค่าจ้างผลิตสินค้าส่วนนี้

รวมทั้งพิจารณา 3 สิ่ง คือ
1.เลือกสนามที่เราได้เปรียบ: ต้องสนใจอุตสาหกรรมที่เรามีพื้นฐานได้เปรียบ ไม่ว่าวัตถุดิบ ความชำนาญ หรือสถานที่ตั้ง หรือมีพื้นฐานตั้งต้นแน่น และที่สำคัญต้องส่งผลระยะยาวและกว้าง ซึ่งผมมองว่าอุตสาหกรรมที่มีฐานมาจากภาคเกษตรนั้นควรเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และออกแบบนโยบายตามแนวคิด “เกษตรอุตสาหกรรม” ที่พืชผลเกษตรที่ต้องนำมาแปรรูปต่อนั้น ในการพัฒนาการผลิตนั้น ต้องนึกเสมอว่ากำลังผลิต “วัตถุดิบอุตสาหกรรม” ดังนั้น คุณภาพ มาตรฐาน ต้นทุน ต้องเป็นตามที่ตลาดต้องการ ทุกหน่วยงานตั้งแต่เกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชย์ต้องกำหนดนโยบายและมาตรการร่วมกัน (หวังว่ารัฐมนตรีจะเป็นคนพรรค์เดียวกัน)

2.เครื่องมือดีและเหมาะมือ: ผมเห็นทุกพรรคพูดถึงอุตสาหกรรมใหม่ บางพรรคพูด S-Curve บางพรรคพูด New Industries ไม่ว่าจะเลือกคำอะไรก็ตาม แต่รายละเอียดเหมือนกัน ผมว่าการกลับมาโปรโมตพื้นที่ EEC อีกรอบจะทำได้ไว ลูกค้ารู้จักดี และต่อยอดง่ายสุดแล้ว น่าจะสร้างโครงสร้างการพัฒนาที่ดีในภาคอุตสาหกรรมในระยะยาวได้ดี

3.ตัดความรำคาญออก: ผมเชื่อว่า ดร.เอกทราบดีถึงการที่จะทำให้ประเทศไทยมีอัตราการขายตัวทางเศรษฐกิจ 3% ต่อปีนั้น เราต้องขยายศักยภาพของตนเองออกไป หรือ Potential frontier โดยการพัฒนาปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่า ทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานสนับสนุน แต่ทั้งหมดไม่ได้การันตีว่าเราสามารถผลิตได้เต็มศักยภาพของเรา หากระบบกฎหมาย ระเบียบ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ คอร์รัปชั่น หรือความไม่สมประกอบของระบบตลาด ที่ส่งในการประกอบธุรกิจให้มีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น ไม่ว่าต้นทุนเวลาหรือต้นทุนทางการเงิน ส่งผลทำให้การลงทุน การผลิตของเราเพี้ยนไปจากจุดที่ดีที่สุดและต่ำกว่าศักยภาพ

ผมว่าเรื่องนี้ทั้งหมดนี้กัปตันทางเศรษฐกิจของไทยรู้เรื่องนี้ดีมากอยู่แล้ว เพราะคือแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจในบทแรกของเศรษฐศาสตร์มหภาค และมาตรการที่แถลงออกมาในสามเดือนที่แล้วก็เป็นจิ๊กซอว์ที่อยู่ในกรอบแนวคิดนี้ แต่ในรัฐบาลใหม่นี้ที่คะแนนเสียงในมือมากพอที่อยู่ยาวได้ คงถึงเวลาที่ท่านจะขยายกรอบงานเหล่านี้ให้ครบ ส่วนกลยุทธ์ที่ใช้มาตรการต่างๆ ที่ส่งผลระยะสั้นเพื่อสร้างฐานในระยะยาวคงออกมาให้เห็นต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้เป็นทิปในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจต่อ “ดร.เอกนิติ” ไม่ใช่ทิปกับพัตต์กอล์ฟนะครับ